
เข้าพรรษาปลอดเมาคลั่ง-เมาขับ
บทบรรณาธิการ วันอังคารที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2559
ถือเป็นเหตุการณ์สดๆ ร้อนๆ สะท้อนสะเทือนใจชาวพุทธ ในห้วงยามแห่งเทศกาลบุญอาสาฬหบูชา และวันเข้าพรรษา เมื่อตำรวจนายหนึ่งประจำสถานีตำรวจภูธรบ้านโป่ง จ.ราชบุรี ใช้อาวุธปืนประจำกายยิ่งนายตำรวจผู้บังคับบัญชาเสียชีวิต และตำรวจเพื่อนร่วมงานอีกนายหนึ่งได้รับบาดเจ็บ สาเหตุก็เพราะเมาสุรา จนเกิดอาการคลุ้มคลั่ง หลังถูกจับกุม ตำรวจผู้ก่อเหตุรายนี้รับสารภาพว่า ดื่มสุราจนเมา เพราะมีปัญหาส่วนตัวที่คิดไม่ตก ขณะที่ตำรวจที่เสียชีวิตและบาดเจ็บได้เข้ามาเป็นเหยื่อของความเมา ก็เพราะหวังดีที่จะให้เขาสงบสติอารมณ์และออกไปจากสถานีตำรวจ ด้วยมองออกว่า จะเกิดความเสื่อมเสียได้ เมื่อผู้มีหน้าที่ให้บริการประชาชนประพฤติตนเมามายในสถานที่ราชการ
สุรา รวมถึงเครื่องดองของเมาทั้งหลาย นับเป็นสินค้าอบายมุขที่สามารถซื้อหามาดื่มกันได้อย่างถูกกฎหมาย และสร้างปัญหาให้แก่สังคมไทยเสมอมา ทั้งยังดูเหมือนว่าจะเพิ่มมิติของความรุนแรงมากยิ่งขึ้นด้วย เมื่อเร็วๆ นี้ องค์การอนามัยโลกเคยรายงานสถานการณ์การดื่มเครื่องดื่มแอลกฮอล์ในประเทศไทย โดยเฉพาะเหล้ากลั่น มีจำนวนมากเป็นอันดับ 5 ของโลก และเป็นต้นเหตุของการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุจราจร 90% ขณะที่ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา สำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ กระทรวงสาธารณสุข รายงานสถานการณ์การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และผลกระทบในประเทศไทย พ.ศ. 2556 พบว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา นักดื่มเพศหญิงและวัยรุ่นมีอัตราเพิ่มสูงขึ้น ขณะที่กลุ่มครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำที่สุด กลับพบว่ามีค่าใช้จ่ายในการซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพิ่มขึ้นมากที่สุด โดยจ่ายค่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ร้อยละ 6.7 ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด
ในช่วงเทศกาลเข้าพรรษา หลายหน่วยงานได้ออกมารณรงค์โครงการเลิกเหล้าเขาพรรษาอย่างต่อเนื่องมานานหลายปี อย่างล่าสุดก็มีโครงการ 5 วิธีงดเหล้า พักตับ ครบพรรษา ซึ่งได้นำเสนอแนวทางการเอาชนะความอยากดื่ม เช่น หาเหตุผลสร้างแรงจูงใจไม่ให้ดื่ม เช่น ทำเพื่อสุขภาพ ครอบครัว คนรัก ตั้งใจแน่วแน่ ตั้งปณิธาน ขอกำลังใจจากคนรอบข้าง ควรรู้จักปฏิเสธเมื่อมีผู้มาชวนดื่ม หากิจกรรมทำยามว่าง และสุดท้ายก็คือ หลีกเลี่ยงสถานที่เสี่ยง เช่น ผับ ร้านอาหาร โดยอาจจะเปลี่ยนไปเข้าวัดทำบุญกับครอบครัวแทน ฯลฯ นี่คือตัวอย่างการดำเนินการในลักษณะรณรงค์ ซึ่งที่ผ่านมาหลายปีก่อนหน้า การจัดเก็บตัวเลขในบางปีสะท้อนให้เห็นว่า ไม่ได้ผลเท่าที่ควร ในทางกลับกัน จำนวนคนดื่มที่เพิ่มขึ้นกลับเป็นตัวเลขในทางเดียวกับจำนวนคดีอาชญากรรม และอุบัติเหตุ ดังที่องค์การอนามัยโลกรายงานเอาไว้ว่า สุราเป็นสาเหตุถึงร้อยละ 90 ของการเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุ
ประเทศไทยต้องสูญเสียเงินงบประมาณมหาศาลไปเพื่อการรักษาพยาบาลผู้เจ็บป่วยจากโรคต่างๆ อันเป็นผลมาจากการดื่มสุรา ขณะที่งบประมาณอีกส่วนหนึ่งก็ถูกใช้ไปในงานรณรงค์ และกิจกรรมอื่นๆ เพื่อลดจำนวนนักดื่มลงให้มากที่สุด ปัญหาอันเกิดจากสุราก็ยังอยู่ในระดับที่รุนแรง ทั้งสถิติอุบัติเหตุและอาชญากรรม นี่จึงเป็นเรื่องที่ภาครัฐจะต้องทบทวนนโยบายการดำเนินงานอย่างสม่ำเสมอ และต่อเนื่อง ทั้งการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มแข็งจริงจัง เช่น มาตรการเมาไม่ขับ เข้มงวดกวดขัน ร้านค้าต่างๆ ในทุกระดับทุกพื้นที่ที่ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้ขายในเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ ใช้มาตรการทางภาษีเพื่อลดกำลังซื้อของผู้บริโภค ขณะเดียวกันภาครัฐก็ต้องทยอยเลิกพึ่งพิงภาษีบาปลงเรื่อยๆ ทุกปัญหาย่อมมีทางออก ทุกๆ กิจกรรมที่ทำอย่างต่อเนื่องก็ย่อมจะสัมฤทธิผลในที่สุด



