คอลัมนิสต์

ปฏิบัติอย่างตรงไปตรง

ปฏิบัติอย่างตรงไปตรง

18 ก.ค. 2559

บทบรรณาธิการ วันจันทร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2559


               คณะผู้แทนสหภาพยุโรป (อียู) ประจำประเทศไทย และคณะทูต 22 ชาติ ร่วมกันเผยแพร่บทความแสดงความคิดเห็น เรื่อง “ข้อเรียกร้องให้มีการอภิปรายการลงประชามติได้อย่างเปิดกว้าง” เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา เรียกร้องให้รัฐบาลไทยเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีการอภิปรายการลงประชามติอย่างเปิดกว้าง เนื้อหาสรุปว่า เหลือเวลาไม่ถึงหนึ่งเดือนก่อนวันลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ดังนั้นการอภิปรายอย่างเปิดกว้างถึงประโยชน์ของร่างรัฐธรรมนูญในช่วงเวลานี้ จึงเป็นสิ่งสำคัญต่อการบรรลุซึ่งเป้าหมายที่รัฐบาลประกาศไว้ในการสร้างประชาธิปไตยที่มีเสถียรภาพและความมั่นคงกว่าเดิม ขณะเดียวกันก็พร้อมจะประณามความพยายามใดๆ ที่จะใช้กระบวนการลงประชามติเพื่อยั่วยุให้เกิดความรุนแรง อีกทั้งการห้ามการแสดงความคิดเห็นในที่ชุมชนอย่างสันติจะเป็นการยับยั้งการอภิปรายและเพิ่มความตึงเครียด

 

               เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ต่างชาติมีปฏิกิริยาต่อการเมืองไทยในช่วงคืนความสุขให้แก่คนไทย ตามโรดแม็พของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่จะให้มีการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงในวันที่ 7 สิงหาคมที่จะถึงนี้ และไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เสียงโหวตรับและไม่รับจะออกมาเป็นอย่างไร ประเทศไทยจะกลับคืนสู่ประชาธิปไตย โดยมีการเลือกตั้งในราวกลางปี 2560 เห็นได้ว่าเนื้อหาของบทความดังกล่าวบ่งบอกถึงความห่วงใยของอียูและคณะทูต 22 ชาติ ที่พุ่งเป้าไปที่ความแคลงใจในกระบวนการยุติธรรมของผู้ที่กุมอำนาจอยู่ในขณะนี้ ไปลิดรอนสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของกลุ่มที่ออกมาเคลื่อนไหวไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล ตรงกันข้ามกลับไม่มีการบังคับใช้กฎหมายกับกลุ่มที่สนับสนุนรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหารอย่างเสมอภาคเท่าเทียมกัน

 

               ต้องยอมรับว่า ความคิดเห็นของต่างชาติ โดยเฉพาะในเรื่องของประชาธิปไตยนั้น เป็นสัญลักษณ์ของโลกตะวันตกไปแล้ว ทั้งที่รู้ดีและเข้าใจถึงการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลที่เข้ามาโดยไม่ปกติ มีความจำเป็นต้องเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมายเพื่อรักษาความสงบ ไม่ให้วุ่นวาย เพื่อให้กระบวนการต่างๆ เดินไปตามโรดแม็พที่วางไว้ ซึ่งรัฐบาลและคสช.เองยืนยันมาตลอดไม่ได้ดำเนินการอะไรที่ไปละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน ในทางตรงกันข้ามเจ้าหน้าที่รัฐปฏิบัติตามกรอบกฎหมายภายใต้อำนาจและหน้าที่ เห็นได้ชัดว่ากลุ่มผู้เห็นต่างก็มีการเคลื่อนไหวมีการแสดงความคิดเห็นกันอยู่เป็นระยะๆ อะไรที่อยู่ในกรอบกฎหมายทางการก็อนุญาตให้เคลื่อนไหวได้ แต่ถ้าอะไรก็ตามที่กระทำเกินกรอบกฎหมายก็ต้องถูกระงับยับยั้ง เพื่อให้บ้านเมืองมีความสงบสุข

 

             เราน้อมรับคำวิพากษ์วิจารณ์หรือความคิดเห็นของกัลยาณมิตรทุกฝ่ายที่แสดงความจริงใจให้ประเทศชาติของเราอยู่ในสังคมโลกอย่างมีศักดิ์มีศรี ยังมีเวลาที่จะสร้างความเข้าใจให้ทุกฝ่าย ซึ่งรัฐบาลและคสช.เองก็ต้องแสดงให้เห็นถึงการกระทำที่ตรงไปตรงมากับผู้เห็นต่างและกลุ่มที่ให้การสนับสนุน การทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐเป็นเรื่องที่คนในสังคมไทยจะต้องช่วยกันตรวจสอบเช่นกัน ไม่ทำอะไรกับผู้เห็นต่างเกินขอบเขตกฎหมาย ผู้ที่ถูกกล่าวหาจับกุมก็จะต้องนำพยานหลักฐานมาพิสูจน์การกระทำของตัวเอง โต้แย้งแก้ข้อกล่าวหาด้วยความโปร่งใสเปิดเผย เมื่อกระบวนการเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรม พลังของปวงชนคนในชาติจะเป็นตัวตัดสินการกระทำของทุกฝ่ายได้ดีที่สุด