คอลัมนิสต์

มหาวิทยาลัย ไทยล่อกันจนเละ (1)

มหาวิทยาลัย ไทยล่อกันจนเละ (1)

18 ก.ค. 2559

ไม่ใช่เรื่องที่ต้องน่าแปลกประหลาดใจ กับการที่ คสช.ใช้มาตรา 44 จัดการปัญหาหมักหมมเรื้อรังใน มหาวิทยาลัย ไทย


               ต้องพูดว่า “ล่อกันจนเละ” นี่แหละ จึงจะเหมาะเจาะกับสถานการณ์ของ มหาวิทยาลัย ไทยในวันนี้ นี่ไม่ใช่เรื่องที่ต้องน่าแปลกประหลาดใจ หรือตื่นเต้นใดๆ เป็นพิเศษ กับการที่รัฐบาล คสช.โดยนายกฯ ตู่ ออกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ใช้มาตรา 44 จัดการกับปัญหาหมักหมมเรื้อรังใน มหาวิทยาลัย ไทย อันเป็นสาเหตุสำคัญที่ฉุดรั้งให้ มหาวิทยาลัย หลายแห่งมีคุณภาพถดถอย จนไม่เหลือเกียรติภูมิใดๆ ให้ภาคภูมิใจและเป็นที่หวังของคนในสังคมอีกต่อไป

               คำสั่ง คสช.ฉบับนี้ถูกประกาศอย่างเป็นทางการในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2559 เรื่อง การจัดระเบียบและแก้ไขปัญหาธรรมาภิบาลในสถาบันอุดมศึกษา อันเปรียบเสมือนยาแรงที่่รัฐบาลหวังว่า จะจัดการกับปัญหาน้ำเน่า ฟอนเฟะใน มหาวิทยาลัย หลายแห่ง โดยพุ่งเป้าไปที่ต้นตอสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหาต่างๆ ในสถาบันอุดมศึกษาไทยยุคออกนอกระบบ และประกันคุณภาพการศึกษา นั่นคือ การสนธิและบูรณาการกำลังกันระหว่างสภา มหาวิทยาลัย กับอธิการบดีและทีมงานผู้บริหาร เพื่อสถาปนาอำนาจ แสวงหาและแบ่งปันผลประโยชน์กันอย่างน่ารังเกียจ จนทำให้คุณภาพของ มหาวิทยาลัย ถดถอยลงคลอง บุคลากรที่ดีมีคุณภาพหมดหวังกำลังใจ คุณภาพวิชาการย่ำแย่ จนมีอันดับล้าหลังไม่แพ้การศึกษาในระดับอื่นๆ ของประเทศ

               ปัญหาการเกี้ยเซียะจูบปากกันหาผลประโยชน์ แบบน้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่านี้ ชาว มหาวิทยาลัย เรียกกันว่า “สภาเกาหลัง” ในขณะที่ทางราชการเรียกว่า “ปัญหาธรรมาภิบาล” เกิดขึ้นใน มหาวิทยาลัย หลายแห่ง ทั้ง มหาวิทยาลัย ชั้นนำและชั้นโหล่ ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค สิ่งที่น่าอับอายคือ คำสั่ง คสช.ครั้งนี้ มีการระบุชื่อ มหาวิทยาลัย สองแห่งออกมาอย่างชัดแจ้ง ว่าเข้าข่ายต้องจัดการก่อนใครเพื่อน เชื่อเถิดว่า ประชาคมชาว มหาวิทยาลัย ทั้งสองแห่งคงไม่มีใครปลาบปลื้มใจไปกับเรื่องนี้หรอก ตรงกันข้าม หลายคนอยากเอาปี๊บมาคลุมหัวเดินเสียมากกว่า

               ชาวบ้านร้านช่องหาเช้ากินค่ำ เพื่อส่งลูกหลานตนเองเข้ามาเรียนใน มหาวิทยาลัย คงไม่ค่อยรู้เรื่องราวสายสนกลในของระบบ มหาวิทยาลัย กันนักหรอก ว่าให้ฟังแบบรวบรัดก็คือ การบริหารงานใน มหาวิทยาลัย ค่อนข้างเป็นรัฐอิสระ เป็นเอกเทศไม่ขึ้นตรงกับฝ่ายควบคุมกำกับเต็มร้อยเหมือนหน่วยงานอื่นๆ การดำเนินงานแทบทั้งหมดใน มหาวิทยาลัย ไม่ว่าจะเป็นการออกหลักสูตร การออกใบปริญญา การอนุมัติงบประมาณ การขึ้นค่าเล่าเรียน กฎระเบียบ การแต่งโยกย้าย เลื่อนขั้นเงินเดือน อยู่ในอำนาจของสภา มหาวิทยาลัย โดยมีอธิการบดีเป็นผู้นำเสนอเพื่อพิจารณาเห็นชอบ สภา มหาวิทยาลัย จึงมีอำนาจเบ็ดเสร็จล้นเหลือ ที่จะชี้เป็นชี้ตายอนาคตของ มหาวิทยาลัย นั้นๆ แม้แต่การแต่งตั้ง ถอดถอน อธิการบดี คณบดีหรือตำแหน่งอื่นที่เทียบเท่า โดยหลักการอันสวยหรูคือ มหาวิทยาลัย จะทำอะไรก็ต้องได้รับการพิจารณาเห็นชอบจากสภา มหาวิทยาลัย ก่อน เพราะสภาคือผู้ที่คอยสอดส่องดูแลการบริหารงานของ มหาวิทยาลัย ภายใต้คณะผู้บริหารที่มีอธิการบดีเป็นหัวหน้า ถ้าสภา มหาวิทยาลัย ดี มหาวิทยาลัย ก็ย่อมดีตามไปด้วย ในทางตรงกันข้าม ถ้าสภา มหาวิทยาลัย กับกรรมการบริหาร มหาวิทยาลัย สมคบคิด จูบปาก และผลัดกัน “เกาหลัง” ให้กัน เชื่อได้เลยว่า มหาวิทยาลัย นั่นเจ๊งลูกเดียว

               บางคนอาจสงสัยว่ากรรมการสภา มหาวิทยาลัย นี่มาจากไหน ประกอบด้วยใครบ้าง ทำไมถึงดูทรงอำนาจขนาดนั้น เรื่องนี้จะว่ากันสั้นๆ ในหน้ากระดาษตรงนี้เพียงตอนเดียวคงไม่จบ เอาเป็นว่า ทุก มหาวิทยาลัย จะมีข้อกำหนดเรื่องการได้มาซึ่งสภา มหาวิทยาลัย โครงสร้างและสัดส่วนว่ามีใครมาจากไหนบ้าง เมื่อเริ่มจะมีสภา มหาวิทยาลัย นั้น ก็ทาง มหาวิทยาลัย แต่ละแห่งนั่นแหละ จะเลือกเฟ้นสรรหา เสนอชื่อบุคคลผู้ทรงคุณวุฒิในด้านต่างๆ มาเป็นกรรมการสภา กรรมการสภาแต่ละชุดจะประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกจำนวนหนึ่ง กับตัวแทนผู้บริหารและคณาจารย์ใน มหาวิทยาลัย ที่มีการคัดเลือกและสรรหากันมา รวมทั้งมีอธิการบดีของแต่ละ มหาวิทยาลัย อยู่ด้วย เมื่อมีการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งสภาขึ้นมาแล้ว กรรมการสภาชุดนี้ซึ่งนำโดยนายกสภา มหาวิทยาลัย ก็จะมาคอยดูแลควบคุมกำกับ กำหนดทิศทางให้ มหาวิทยาลัย แต่ละแห่งบริหารไปตามความเห็นชอบของกรรมการสภา รวมทั้งการแต่งตั้งผู้บริหาร มหาวิทยาลัย ในแต่ละสมัยก็ต้องผ่านความเห็นชอบของกรรมการสภา มหาวิทยาลัย นี่แหละ พูดง่ายๆ ก็คือ ต่างฝ่ายต่างมีส่วนในการแต่งตั้งกัน ทำนอง “เอ็งเลือกข้ามา ข้าก็มาเลือกเอ็งอีกทีหนึ่ง”

               จุดเริ่มต้นของ “สภาเกาหลัง” ก็มาจากตรงนี้นี่เอง

 

----------------------

(ล่อกันจนเละ (1) : โดยวิธีของเราเอง...ไพฑูรย์ ธัญญา)