คอลัมนิสต์

โค้งสุดท้าย‘ประชามติ’:คสช.ขยับ...การเมืองเขยื้อน

โค้งสุดท้าย‘ประชามติ’:คสช.ขยับ...การเมืองเขยื้อน

17 ก.ค. 2559

โค้งสุดท้าย "ประชามติ” : คสช.ขยับ...การเมืองเขยื้อน : คมวิเคราะห์การเมืองรอบสัปดาห์ โดยศักดา เสมอภพ สำนักข่าวเนชั่น

           เข้าสู่โค้งสุดท้ายการรณรงค์ออกเสียงประชามติรับหรือไม่รับ “ร่างรัฐธรรมนูญ” ฉบับนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ เดดไลน์ให้ฝ่ายหนุน-ฝ่ายต้าน รณรงค์กันได้จนถึงวันก่อนวันลงประชามติ 7 สิงหาคม 2559 เพียงหนึ่งวัน

           โพลล์ของหลากหลายสำนักถูกกางขึ้นมา เพื่อประเมินความเป็นไปได้มากที่สุดว่า “ประชาชน” จะโหวตรับหรือไม่รับ “กุนซือ” ของรัฐบาลหยิบฉวยโพลล์ของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) มานั่งวิเคราะห์ “พื้นที่สีแดง-พื้นที่สีเหลือง-พื้นที่สีเขียว”

           คะแนนที่ถูกนำมาใช้อ้างอิงเป็นหลักคือผลการเลือกตั้ง ส.ส. เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2554 จำแนกพื้นที่ ภาคเหนือ-อีสาน เกือบทุกจังหวัดอยู่ในข่าย “เรดโซน” ยกเว้นอีสานใต้บางจังหวัดที่เป็นพื้นที่ของ “พรรคภูมิใจไทย” ส่วนภาคเหนือตอนล่าง-ภาคตะวันออกเป็นพื้นที่ของ “พรรคประชาธิปัตย์-พรรคชาติไทย” อยู่บ้างก็เพียงเล็กน้อย

           ส่วนพื้นที่ภาคกลางถูกจำแนกให้เป็น “พื้นที่สีเหลือง” มีความซ้ำซ้อนกันสูง เพราะไม่มีพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งผูกขาดชัยชนะจากการเลือกตั้งปี 2554 พื้นที่ภาคกลางจึงถูกตั้งความหวังไว้สูงว่าประชาชนอาจจะเทคะแนนรับร่างรัฐธรรมนูญ

           ขณะที่พื้นที่ภาคใต้-กทม. เป็นของ “พรรคประชาธิปัตย์” ที่กวาดคะแนนเสียงชนะราบคาบ คะแนนทั้งหมดถูกโยกมาใส่ในช่อง “รับ” ร่างรัฐธรรมนูญแบบไม่ต้องคำนวณให้มาก แม้ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จะไม่ประกาศชัดเจนว่าจะโหวตรับหรือไม่รับ ด้วยเหตุผลที่ต้องสงวนท่าทีทางการเมือง

           แต่การที่ “อภิสิทธิ์” ไม่ได้ออกมาเปิดตัวต้าน บวกกับแรงหนุนของ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย ชิงธงนำออกมาประกาศตัวรับร่างฯ พร้อมสาธยายข้อดีของร่างรัฐธรรมนูญผ่านทางเฟซบุ๊กไลฟ์ ทำให้ “แฟนคลับ กปปส.” ที่ส่วนใหญ่คือฐานเสียงของ ปชป.คงตัดสินใจได้ง่ายขึ้น

           เมื่อนำผลการลงคะแนนเลือกตั้งปี 2554 เป็นตัวตั้งบรรดา “กุนซือ” ต่างชี้ชัดว่า พื้นที่ “ภาคกลาง” คือตัวแปรสำคัญที่อาจจะทำให้คะแนนสวิงกลับมาทำให้ประชามติผ่านได้ เพราะยังถือว่ามีความหลากหลายคะแนนถูกถ่ายเทให้ทุกพรรคการเมือง จึงยากที่จะถูก “หัวคะแนนนักการเมือง” ไปควบคุมได้

           การลงประชามติครั้งนี้ ตัวชี้วัดที่จะชิงเหลี่ยมกันมากที่สุดจึงอยู่ที่ “โซนภาคกลาง” เพราะนอกเหนือจากนี้แล้วต่างถูกพรรคการเมืองตีขุมชิงพื้นที่ทำสงครามจรยุทธ์ ยึดไว้ทุกหัวเมืองแล้ว

           อีกหนึ่งปัจจัยที่อาจจะทำให้คะแนนสวิงมายัง “ฝ่ายรับร่าง” คือการลงประชามติครั้งนี้ บรรดา “หัวคะแนน” แทบขยับตัวไม่ได้ เพราะถูกทหาร-ตำรวจในพื้นที่ตามติดทุกฝีก้าว โอกาสเดินเคาะประตูบ้านเพื่อแจกจ่ายเงินแทบไม่มี แต่ถึงมีโอกาสควักกระเป๋าจ่ายก็ไม่มีเงินให้จ่ายอยู่ดี เพราะ “ท่อน้ำเลี้ยง” ไม่ไหลไปถึง “หัวคะแนน” มานานแล้ว

           และหากบรรดา “หัวคะแนน” จะควักกระเป๋าตัวเองจ่ายก็แทบเป็นไปไม่ได้ อย่าลืมว่า การลงประชามติ แตกต่างจากการเลือกตั้ง ส.ส. ที่จะเข้าไปมีอำนาจทางการเมือง ชั่วโมงนี้ “หัวคะแนน-นักการเมือง” เลือกเก็บเงินที่มีอยู่รอสู้ศึกเลือกตั้งที่จะถึงคงจะดีกว่ามาทุ่มเงินโดยเปล่าประโยชน์

           การลงประชามติที่แทบจะไม่มีการซื้อเสียง การตัดสินใจของประชาชนเป็นอิสระ “รัฐบาล-คสช.” จึงหวังให้คะแนนส่วนนี้สวิงเข้ามากาช่อง “รับ” ร่างรัฐธรรมนูญ" เพราะเชื่อมั่นว่าสถานการณ์การเมืองที่เปลี่ยนไป รัฐบาล-คสช.ยังเชื่อมั่นว่าเหตุการณ์บ้านเมืองที่สงบขึ้นจะเสริมช่วยให้ประชาชนเห็นด้วยกับสิ่งที่ “รัฐบาล-คสช.” กำลังทำอยู่

           จะเห็นว่าคะแนนที่จะออกมาหากเทียบกราฟและปัจจัยผันแปรยังยากที่จะคาดเดาว่าประชามติครั้งนี้ฝั่งไหนจะเป็นผู้ชนะ แม้ “ฝ่ายไม่รับร่าง” จะได้เปรียบเชิงพื้นที่อยู่บ้าง แต่ก็ไม่ห่างกันมากสักเท่าไร อยู่ที่ว่าใครจะทำคะแนนโค้งสุดท้ายเพื่อเข้าวินได้มากกว่ากัน

           “รัฐบาล” เริ่มขยับอัดงบให้วิทยากรระดับพื้นที่ (ครู ค.) วงเงิน 258 ล้านบาท เพิ่มเติมจากเดิมที่ได้รับจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งถูกเฉลี่ยจากงบรวมเพียง 64 ล้านบาท เป็นค่าใช้จ่ายลงพื้นที่เพียงครั้งเดียว โดยครู ค. จะได้คนละ 200 บาท

           เมื่อ “รัฐบาล-คสช.” ต้องเล่นเกมมวลชนชิงพื้นที่ “ครู ค.” ที่มีอยู่ 322,524 คน จึงถูกรีดศักยภาพใช้ประโยชน์ให้ได้มากที่สุด ด้วยการเพิ่มการลงพื้นที่อีก 4 ครั้ง รวมทั้งหมด 5 ครั้ง ค่าใช้จ่าย 1,000 บาทต่อครู ค. 1 คน พร้อมเน้นย้ำให้ทุกคนทำงานเป็นทีม

           “บิ๊กตู่” ยอมทุ่มงบเพื่อเพิ่มความถี่ในการลงพื้นที่ของ “ครู ค.” เพราะต้องการโน้มน้าวประชาชนที่ยังไม่ตัดสินใจว่าจะออกมาใช้สิทธิ์ลงประชามติหรือไม่ ให้ออกมาลงคะแนนเสียง แถมยังคาดหวังว่า “พลังเงียบ” จะอยู่เคียงข้างตัวเอง

           ต่อด้วยการออกคำสั่ง “มาตรา 44” มอบอำนาจติดดาบให้ “คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ” (กสทช.) และ “คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์" (กสท.) สามารถฟ้องร้องเอาผิด “สถานีวิทยุ-สถานีโทรทัศน์” ที่กระทำผิดได้โดยไม่มีความผิด

           โฟกัสหลักหนีไม่พ้น “วิทยุแดง-โทรทัศน์แดง” ที่ “คสช.” อ่านเกมล่วงหน้าแล้วว่าอาจจะสุ่มเสี่ยงกระทำความผิด ไม่ว่าจะด้านความมั่นคง หรือความผิดที่เกี่ยวข้องกับ พ.ร.บ.ประชามติ หาก “กสทช.-กสท.” ตรวจพบก็สั่งปิดได้ทันที ไม่ต้องกลัวว่าจะถูกฟ้องร้องต่อศาลปกครอง เหมือนกรณีที่ “พีซทีวี” ยื่นฟ้อง

           ติดดาบให้แบบนี้ “แกนนำ นปช.” เดือดร้อนสุด เพราะวางเกมไว้ว่าจะรณรงค์ในช่วงโค้งสุดท้ายผ่านช่องทางสื่อที่มีอยู่ในมืออย่างเต็มกำลัง แต่กลับต้องมาระมัดระวัง เพราะหากก้าวพลาดขึ้นมามีสิทธิ์จอดำ หมดช่องทางสื่อสารไปยังบรรดา “แฟนคลับ”

           ยิ่งใกล้ถึงวันลงประชามติเท่าไร ยิ่งต้องจับตาคำสั่งตาม มาตรา 44 อำนาจพิเศษในมือของ “บิ๊กตู่” ที่อาจจะต้องเล่นแร่แปรธาตุชิงความได้เปรียบลดช่องว่างคะแนนเสียง “ฝั่งตรงข้าม” เพิ่มคะแนนเสียงรับร่างฯ อย่ากะพริบตา

           ทว่า ฟากฝั่งของ “ฝ่ายต้าน” ก็ไม่ได้หยุดนิ่งเสียทีเดียว หลังมีข่าวคราวว่า ระดับ “แกนนำพรรคเพื่อไทย” ต่อสายตรงถึง “อภิสิทธิ์” เพื่อสอบถามจุดยืนต่อร่างรัฐธรรมนูญ ปรากฏว่า “อภิสิทธิ์” ไม่หนุน-ไม่ต้าน ขออยู่เฉยๆ เปิดทางให้ “เพื่อไทย” เดินเกมได้เต็มที่ในทุกพื้นที่

           บรรดา “แกนนำเพื่อไทย” ตกลงสัญญาสงบศึกกับ “ปชป.” ชั่วคราว สั่งไม่ให้ลูกพรรคถล่มด่าจุดยืนของ ปชป. แต่มีบางคนผิดคิว อย่าง “พิชัย นริพทะพันธุ์” อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ออกมาด่าทอพรรคปชป. ร้อนจน “ภูมิธรรม เวชชยชัย” เลขาธิการพรรค ต้องออกมาเบรกด้วยตัวเอง

           การพูดคุยกันระหว่าง “แกนนำเพื่อไทย” กับ “อภิสิทธิ์” หากเป็นจริงตามกระแสข่าวที่ออกมา จะทำให้เครือข่ายต้านประชามติของเพื่อไทย-นปช.-คนเสื้อแดง เดินได้สะดวกมากขึ้น แถมยังเอาจุดยืนของ “อภิสิทธิ์” ไปเป็นข้ออ้างเพิ่มเงื่อนไขสร้างความชอบธรรมล้มร่างรัฐธรรมนูญได้เพิ่มอีก

           แต่ที่เป็นไฮไลท์สุดต้องรอช่วงสัปดาห์ที่จะมาถึง เพราะมีข่าวทางลับว่า “มีคำสั่งจากแดนไกล” ให้คนเสื้อแดงหยุดเคลื่อนไหวในสัปดาห์ที่ผ่านมา เพราะรอสัญญาณจาก “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ว่าจะมีแคมเปญออกมาอย่างไร

           ระยะหลังความเคลื่อนไหวของ “ทักษิณ” ค่อนข้างเงียบเป็นพิเศษ ซึ่งประเมินแล้วว่า หากจะออกมาเคลื่อนไหวต้องมีพลัง และไทมิ่งที่ถูกต้องคือช่วงใกล้วันลงประชามติ เพราะจะสามารถรักษากระแสต้านไปจนถึงวันที่ 7 สิงหาคม ได้

           ใกล้วันชี้ชะตาประเทศไทยเท่าไร ทั้งสองฝ่ายต่างก็ระดมสรรพกำลังมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพราะการออกคะแนนเสียงประชามติครั้งนี้ต่างก็ถือเดิมพัน “อำนาจ” เดิมพัน “ประเทศ” ไว้สูงลิบ!!!