คอลัมนิสต์

เปิดประตูสู่อินโดจีนปั้นท่องเที่ยว‘นครพนม’

เปิดประตูสู่อินโดจีนปั้นท่องเที่ยว‘นครพนม’

16 ก.ค. 2559

เปิดประตูสู่อินโดจีนปั้นท่องเที่ยว‘นครพนม’ : เรื่องเล่าข่าวดัง โดยทัศชยันต์ วาหะรักษ์

           แม้เวลาจะล่วงเลยมากว่า 41 ปีแล้ว แต่ชาวเวียดนามยังคงจดจำภาพความสูญเสียจากไฟสงครามได้อย่างดี ย้อนหลังไปเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2518 กองทัพเวียดนามเหนือยึดกรุงไซ่ง่อน ปัจจุบันคือ โฮจิมินห์ ซิตี้ ได้สำเร็จ นำมาสู่การรวมประเทศระหว่างเวียดนามเหนือและเวียดนามใต้ และยุติสงครามที่ทำให้ชาวเวียดนามต้องเสียชีวิตไปกว่า 2 ล้านคน ขณะที่สหรัฐอเมริกาคู่สงครามต้องสูญเสียกำลังทหารไปกว่า 5.8 หมื่นคน รวมถึงความทรงจำครั้งหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์โลก สหรัฐอเมริกาแพ้สงคราม

           หลังเวลาหมุนผ่านร่องรอยจากเรื่องราวของสงครามเวียดนามกลายเป็นที่สนใจของผู้คนทั่วโลก แต่ละปีมีชาวต่างชาติรวมถึงคนไทยด้วยจำนวนไม่น้อยเดินทางเข้าไปท่องเที่ยวในเวียดนาม ซึ่งนอกเหนือจากธรรมชาติที่ยังคงสมบูรณ์ และขนบธรรมเนียมประเพณีแล้ว ร่องรอยของสงครามยังเป็นแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ไม่น้อย

           จ.นครพนม เป็นทางผ่านสำคัญเส้นทางหนึ่งที่ชาวต่างชาติรวมถึงคนไทยนิยมใช้เดินทางไปยังเวียดนาม เพราะเป็นเส้นทางที่ใกล้ที่สุด โดยจากตัวเมืองนครพนม  ข้ามแม่น้ำโขงผ่าน จ.ท่าแขก แขวงคำม่วน  มุ่งตรงไปยังด่านนาเผ้า ของลาว เข้าไปยังเวียดนามที่ด่านจาหลอ มีระยะทางเพียง 170 กิโลเมตร และที่สำคัญในสมัยสงครามเวียดนาม บ้านนาจอก หรือชื่อเดิม บ้านใหม่ หมู่ 5 ต.หนองญาติ อ.เมือง จ.นครพนม เคยเป็นที่พักและประสานงานของกลุ่มกู้เอกราชเวียดนาม ที่นำโดยประธานาธิบดีโฮจิมินห์ หรือลุงโฮ เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแห่งราชอาณาจักรไทย เพื่อกอบกู้เอกราชของประเทศเวียดนามเป็นเวลานานถึง 7 ปี จนกระทั่งกู้เอกราชได้สำเร็จ ทำให้ที่นี่เป็นจุดหนึ่งที่นักท่องเที่ยวนิยมมาแวะพักก่อนหรือหลังการเดินทางไปยังเวียดนาม ขณะที่ชาวเวียดนามเองมีจำนวนไม่น้อยที่สนใจเข้ามาศึกษาเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ทางการเมืองที่นี่

           น.ส.นิษฐ์ธรีย์ โตธนานันท์ นักธุรกิจนำเที่ยวใน จ.นครพนม ให้ข้อมูลว่า นับตั้งแต่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนเริ่มขึ้น ทำให้การเดินทางระหว่างประเทศในภูมิภาคสะดวกขึ้น ทำให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ใหญ่วัยใกล้เกษียณ นิยมเดินทางเข้าไปท่องเที่ยวในเวียดนาม โดยหลายรายเจาะจงเดินทางไปยังพื้นที่มรดกโลกที่เคยเป็นแหล่งยุทธภูมิสู้รบในสงครามเวียดนาม เพื่อศึกษาเรื่องราวในประวัติศาสตร์ บางกลุ่มเข้าไปชื่นชมขนบธรรมเนียมประเพณี ไปชมความงามทางธรรมชาติ แต่มีหลายกลุ่มที่นิยมเดินทางมาในย่านนี้ เพียงเพื่อร่วมทริปแสวงบุญ โดยมี จ.นครพนม เป็นศูนย์กลาง ซึ่งกำลังสร้างความคึกคักทางด้านเศรษฐกิจที่นี่ 

           “แหล่งท่องเที่ยวหลักๆ ใน 3 ประเทศนั้น เริ่มต้นที่นครพนม มี “พระธาตุพนม” เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง ข้ามโขงไปจะเป็นแขวงคำม่วน ในอดีตคืออาณาจักรศรีโคตรบูร เช่นเดียวกันกับนครพนม มีพระธาตุศรีโคดตะบอง ถือเป็นพระธาตุพี่น้องกับพระธาตุพนม ซึ่งสร้างสมัยเดียวกัน ซึ่งนักท่องเที่ยวนิยมไปสักการะ และเมื่อข้ามไปยังเวียดนามแล้วเข้าไปที่กว่างบิ่งห์ จังหวัดทางตอนกลางของเวียดนาม เมืองชายทะเลทางทะเลจีนใต้ มีร่องรอยของสงครามเวียดนามให้ได้ศึกษา ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวมาก เชื่อว่าหากมีการสนับสนุนจากทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่องจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในย่านนี้ โดยเฉพาะใน จ.นครพนม เพราะเป็นจุดเชื่อมสำคัญ” น.ส.นิษฐธรีย์ ให้ความเห็น

           หลังประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนเริ่มขึ้น คณะกรรมการนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษได้กำหนดให้พื้นที่ประมาณ 4.6 แสนไร่ ครอบคลุม 10 ตำบลของ อ.เมือง และอีก 3 ตำบลของ อ.ท่าอุเทน ของ จ.นครพนม เป็นพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ จึงทำให้ทุกวันนี้กลุ่มทุนขนาดใหญ่มุ่งหน้าเข้าไปลงทุนใน จ.นครพนม อย่างคึกคัก โดยเฉพาะในธุรกิจโรงแรมและการท่องเที่ยว

           นายวิเชียร กุตะนันท์ ผู้จัดการโรงแรมฟอร์จูน ริเวอร์วิว นครพนม ซึ่งเป็นโรงแรมขนาดใหญ่ที่สุดใน จ.นครพนม เวลานี้ ยอมรับว่า นครพนมถือเป็นประตูสู่อินโดจีนผ่านไปลาว เวียดนาม กัมพูชา หรือแม้แต่จีนตอนใต้ได้สะดวก โดยเฉพาะเวียดนามมีระยะทางเพียง 170 กิโลเมตร แต่ละปีมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเดินทางผ่านเส้นทางนี้จำนวนมาก

           “ผู้บริหารจึงตัดสินใจเข้ามาลงทุนที่นี่ โดยตั้งเป้าจะเป็นศูนย์กลางของการเข้ามาพักผ่อน รวมถึงการจัดประชุมสัมมนาของหน่วยงานราชการ บริษัทธุรกิจเอกชนของทั้งลาวและเวียดนาม รวมถึงมั่นใจว่านครพนมเป็นทางผ่านของนักท่องเที่ยวจุดสำคัญ ทั้งจากเวียดนามและลาวที่จะเข้ามาเที่ยวในไทย แม้จะผ่านไปกรุงเทพมหานครก็สามารถแวะพักได้ เช่นเดียวกับนักเดินทางจากฝั่งไทยที่ต้องการไปท่องเที่ยวในอินโดจีนก่อนไปหรือกลับเข้ามาสามารถแวะพักท่องเที่ยวในนครพนมก่อนเดินทางกลับได้” นายวิเชียร กล่าว

           นายวิเชียรบอกด้วยว่า เท่าที่ติดตาม ขณะนี้ จ.นครพนม อยู่ในความสนใจของชาวลาวและเวียดนามที่ต้องการเข้ามาท่องเที่ยวมาก เพราะการเดินทางสะดวก มีขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมที่น่าสนใจ เชื่อว่าหากทุกภาคส่วนช่วยกันกระตุ้นกิจกรรมด้านการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่องจะทำให้เศรษฐกิจที่นี่เติบโตได้อีกมาก

           สอดคล้องกับนายชาญยุทธ อุปพงษ์ ประธานหอการค้าจังหวัดนครพนม ให้ข้อมูลว่า หลังการประกาศเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ นครพนมเปลี่ยนแปลงไปมาก เพราะเป็นพื้นที่ที่สามารถเชื่อมต่อไปยังลาว เวียดนาม และตอนใต้ของจีนได้สะดวกและมีระยะทางใกล้ที่สุด และคาดว่าในอนาคตอันใกล้จะเป็นเส้นทางเศรษฐกิจเส้นใหม่ที่สำคัญ ทำให้นักลงทุนหลั่งไหลเข้ามาลงทุนใน จ.นครพนม กันอย่างคึกคัก

           “เราพยายามขับเคลื่อนใน 3 ด้าน คือ 1.มุ่งเป็นศูนย์กลางการคมนาคมเชื่อมไทย-ลาว-เวียดนาม และจีน 2.การเป็นเมืองอุตสาหกรรมการเกษตร และ 3.การเป็นเมืองท่องเที่ยวทางด้านวัฒนธรรม ล่าสุดมีการจัดตั้งศูนย์บริการแบบจุดเดียวจบ ที่ให้นักลงทุนหรือผู้ประกอบการเข้าไปปรึกษาข้อมูลการลงทุน แจ้งรายละเอียดเพื่อขอลงทุน และการจัดหาพื้นที่สำหรับลงทุนในพื้นที่ จ.นครพนม เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่นักลงทุนอย่างเต็มที่ เชื่อว่าเร็วๆ นี้นครพนมจะเติบโตอย่างก้าวกระโดด” นายชาญยุทธ กล่าว

           เสน่ห์ของขนบธรรมเนียมประเพณีที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน ทรัพยากรทางธรรมชาติที่ยังคงสมบูรณ์ การคมนาคมที่ค่อนข้างสะดวก ความลงตัวทางภูมิศาสตร์ที่ตั้งอยู่ในจุดกึ่งกลางของภูมิภาค มีเส้นทางเชื่อมต่อไปยังลาว เวียดนาม กัมพูชา และจีนตอนล่าง สามารถพูดได้ว่าเป็นเมืองประตูแห่งอินโดจีน ไม่แปลกใจที่ จ.นครพนม ในวันนี้จะเป็นทำเลทองซึ่งเป็นที่หมายปองของนักลงทุน