
‘ตั้งสังฆราช’เผือกร้อนในมือ‘ประยุทธ์’
‘ตั้งสังฆราช’เผือกร้อนในมือ‘ประยุทธ์’ : โอภาส บุญล้อม สำนักข่าวเนชั่นรายงาน
“อำนาจใครก็อำนาจใคร ผมมีหน้าที่นำขึ้นทูลเกล้าฯ แล้วผมทูลเกล้าฯในสิ่งที่มีปัญหาได้หรือไม่ ถ้าไม่ได้ก็จบ” และ...“คิดไม่ออกเหรอว่าต้องรอกระบวนการเรียบร้อยก่อน แล้วไม่กลัวว่าจะเกิดการทะเลาะเบาะแว้งกันหรืออย่างไร วันนี้มีกี่พวก"
เป็นคำพูดของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ที่กล่าวออกมาหลังจากทราบผลตีความของคณะกรรมการกฤษฎีกาว่า การที่มหาเถรสมาคมเสนอชื่อ สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ หรือ “สมเด็จช่วง” เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ซึ่งเป็นสมเด็จพระราชาคณะที่มีอาวุโสสูงสุด เป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่ ถูกต้องแล้ว ไม่ขัดต่อมาตรา 7 ของ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2535
ท่าทีของนายกฯ จึงชัดเจนว่า จะยังไม่ทูลเกล้าฯ ถวาย “สมเด็จช่วง” เป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่ จนกว่าเรื่องที่มีการ “กล่าวหา” สมเด็จช่วง ที่นายกฯ มองว่าเป็น “ปัญหา” จบลงเสียก่อน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคดีรถเบนซ์หรู ที่ “สมเด็จช่วง” มีชื่อเป็นผู้ครอบครอง ซึ่งอาจผิดกฎหมาย และเรื่องทำผิดธรรมวินัย รวมทั้งนายกฯ เองก็เล็งเห็นว่า หากนำชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายทันที อาจเกิดความแตกแยก ทะเลาะกันขึ้นได้ เพราะมีทั้งฝ่ายสนับสนุนและคัดค้าน “สมเด็จช่วง” ในการขึ้นเป็นประมุขสงฆ์
สำหรับเรื่องรถเบนซ์หรู ขณะนี้อยู่ในการดำเนินการของดีเอสไอ โดยมีความคืบหน้าคดีประมาณ 80% จึงยังต้องใช้เวลาอีกพอสมควรในการสรุปสำนวน เนื่องจากต้องรอเอกสารสำคัญจากต่างประเทศด้วย ซึ่งเป็นรายละเอียดการซื้อขาย ส่งออก, เอกสารซื้อขายรถเป็นคันหรือแยกชิ้น และราคาขายจริง
ล่าสุด พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ ออกมา “อัพเดท” เกี่ยวกับความคืบหน้าของคดีนี้ว่า คดีรถเบนซ์ของสมเด็จช่วงยังเหลือการคำนวณภาษีส่วนที่ชำระไว้ขาด และรอเอกสารสำคัญจากต่างประเทศ เมื่อได้หลักฐานครบถ้วนจะสรุปสำนวน อย่างไรก็ตามในคดีสมเด็จช่วง ดีเอสไอได้แจ้งข้อหาแก่ผู้นำเข้า, ผู้ยื่นเอกสารจดทะเบียนที่ขนส่งและผู้ยื่นชำระภาษี รวม 3 ราย และออกหมายจับผู้ต้องหาอีก 1 ราย ส่วนสมเด็จช่วง ในฐานะผู้ครอบครองรถ จะต้องรับผิดในส่วนใดหรือไม่นั้น ต้องรอให้หลักฐานครบสมบูรณ์ก่อนจึงจะเปิดเผยได้
หลังสิ้นเสียงนายกฯ ให้สัมภาษณ์ว่าจะยังไม่ทูลเกล้าฯ ถวาย “สมเด็จช่วง” เป็นสมเด็จพระสังฆราช ก็มีความเคลื่อนไหวของศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย, สมาคมนักวิชาการเพื่อพระพุทธศาสนา พร้อมภาคีเครือข่าย ร่วมประชุมกัน นำโดย พระเมธีธรรมาจารย์ เลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย และออกมาแถลง 5 ข้อ เนื้อหาสำคัญอยู่ที่ข้อ 2 ที่ขอให้รัฐบาลโดยนายกรัฐมนตรี ได้เสนอนาม “สมเด็จช่วง” ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย เป็นสมเด็จพระสังฆราช
และข้อ 5 ที่ระบุว่า องค์กรพุทธ พร้อมภาคีเครือข่าย จะรอดูท่าทีทั้งหมดของผู้เกี่ยวข้องภายใน 1 สัปดาห์ หลังจากนั้นจะกำหนดท่าทีร่วมกันในการเคลื่อนไหวในรูปแบบต่างๆ ทั่วประเทศ
บรรยากาศเริ่มตึงเครียดขึ้นมาทันที ฟังดูเหมือนกับว่า มีการขีดเส้นให้นายกฯ นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย ตั้งสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่ ภายใน 7 วัน มิเช่นนั้นจะต้องเผชิญกับการเคลื่อนไหวของพระสงฆ์ทั่วประเทศ
ทำให้ผู้คน “เสียวสยอง” หวนนึกไปถึงเหตุการณ์ เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ที่ีพระเมธีธรรมาจารย์ หรือเจ้าคุณประสาร ในฐานะเลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย นัดหมายพระสงฆ์และองค์กรภาคีพุทธบริษัท 4 แห่งทั่วประเทศ ชุมนุมที่พุทธมณฑล จ.นครปฐม จัดสัมมนา “สกัดแผนล้มการปกครองคณะสงฆ์ไทย” และการชุมนุมในครั้งนั้นเกิดเหตุปะทะชุลมุนกันขึ้นระหว่างทหารที่นำกำลังไปรักษาความสงบเรียบร้อยและกลุ่มพระสงฆ์ที่ไปร่วมชุมนุมดังกล่าว ถึงขนาดที่มีพระบางรูปล็อกคอทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ และการชุมนุมในครั้งนั้นมีการเรียกร้อง โดยอ้างว่าที่ประชุมสงฆ์ทั่วประเทศมีสังฆามติให้นายกรัฐมนตรียึดถือตามมติมหาเถรสมาคม ที่มีการเสนอนามสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ หรือสมเด็จช่วง เพื่อสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่
ต่อมานักข่าวได้นำเรื่องที่องค์กรพุทธ พร้อมภาคีเครือข่าย เตรียมเคลื่อนไหวภายใน 7 วัน หากยังไม่มีการนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ สถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่ ไปถาม พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งนายกฯ ก็ตอบอย่างมีอารมณ์และฉุนเฉียวว่า “...มายื่นคำขาดกับผมอย่างนี้ได้หรือ... อยากเคลื่อนไหวก็ออกมา จับวันนี้ไม่ได้ก็จับพรุ่งนี้ ไม่ว่าจะใครทั้งนั้น”
หลังจากที่เจอเข้ากับท่าทีอันแข็งกร้าวของนายกรัฐมนตรี พระเมธีธรรมาจารย์ได้ออกมาชี้แจงถึงข้อ 5 ที่ระบุว่า องค์กรพุทธ พร้อมภาคีเครือข่าย จะออกมาเคลื่อนไหวหลังผ่าน 1 สัปดาห์ไปแล้ว ว่า ไม่ใช่การนำม็อบพระสงฆ์ออกมากดดันรัฐบาล และไม่ได้มีเจตนาท้าทายหรือข่มขู่อำนาจรัฐ การเคลื่อนไหวขององค์กรพุทธอาจเป็นในเชิงสัญลักษณ์ คงไม่ได้ใช้ความรุนแรง แต่จะเป็นรูปแบบใดยังไม่สามารถบอกได้
ล่าสุด เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม ที่ผ่านมา พระเมธีธรรมาจารย์ได้โพสต์เฟซบุ๊ก โดยใช้หัวข้อว่า “จุดยืนของพระเมธีธรรมาจารย์?" มีใจความว่า "มีบางท่านบางคนสงสัยในจุดยืนของอาตมาว่าจะเอาอย่างไรกันแน่ พอนายกรัฐมนตรีออกมาพูดหนักแน่นว่าจะจับก็กลัว รีบแก้ตัวพัลวันว่า ไม่ได้มีความหมายว่าจะนำม็อบพระออกมาต้าน อาตมาขอยืนยันกับทุกท่านว่า มติขององค์กรพุทธเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม ที่ผ่านมานั้น ยังเป็นคงเป็นมติที่พระเมธีธรรมาจาย์และคณะต้องปฏิบัติตาม..ไม่เคยกลับกลอกเพื่อเอาตัวรอด เพราะถ้าสิ่งไหนที่ได้ทำเพื่อคณะสงฆ์และพระพุทธศาสนาแล้ว ไม่เคยถอยและไม่เคยหลบสายตาใคร ขอยืนยันวันนี้ยังมีจุดยืนที่มั่นคง พร้อมเดินหน้าเพื่อส่วนรวมต่อไป"
ดังนั้นเมื่อท่าทีขององค์กรพุทธและภาคีเครือข่ายยังไม่ชัดเจนว่าจะเอาอย่างไรเมื่อพ้นกำหนด 7 วันไปแล้ว ซึ่งจะครบกำหนดในสัปดาห์นี้ โดยมีการ “กั๊ก” เอาไว้ รัฐบาลจึงยังไม่สามารถวางใจได้ เพราะอาจเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นก็ได้ เพราะองค์กรพุทธและภาคีเครือข่ายมีความเชื่อมโยงไปถึงกลุ่มวัดพระธรรมกาย ซึ่งพระธัมมชโยกำลังเข้า “มุมอับ” จากการถูกดำเนินคดีข้อหาฟอกเงินและรับของโจรเงินของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น และกำลังดิ้นจนสุดฤทธิ์
ขณะที่อีกด้านหนึ่ง ซึ่งเป็นฝ่ายคัดค้านการเสนอ “สมเด็จช่วง” ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเป็นสมเด็จพระสังฆราช ซึ่งได้แก่ “ไพบูลย์ นิติตะวัน” อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ และ “พระพุทธะอิสระ” ก็ได้รวบรวมรายชื่อประชาชน 3 แสนรายชื่อ คัดค้าน โดยอ้างว่า “สมเด็จช่วง” ยังมีคดีความติดตัวเกี่ยวกับการครอบครองรถเบนซ์ผิดกฎหมาย ให้การช่วยเหลือพระธัมมชโย กรณีพระลิขิตสมเด็จพระสังฆราชและทำผิดธรรมวินัย เนื่องจากพบว่า มีการชำระเงินค่ารถเบนซ์คันที่มีปัญหา โดยจ่ายผ่านบัญชีกระแสรายวัน ซึ่งเป็นการทำผิดธรรมวินัย 2 ข้อ คือ พระภิกษุต้องไม่รับหรือยินดีเงินทอง และต้องไม่นำเงินทองไปทำการซื้อขายแลกเปลี่ยน
เมื่อทั้งสองฝ่ายต่างก็มีแนวร่วมของตัวเองจำนวนมาก ดังนั้นไม่ว่า พล.อ.ประยุทธ์จะเลือกเดินต่อไปทางไหน ย่อมมีทั้งฝ่ายถูกใจและไม่ถูกใจ ซึ่งอาจเกิดแรงกระเพื่อม จนบานปลายกลายเป็นความวุ่นวายหรือความรุนแรง กระทบไปถึงการบริหารราชการแผ่นดินและ “โรดแม็พ” ที่วางไว้ได้
เรื่องตั้งสังฆราชจึงเป็น “เผือกร้อน” และเป็น “ระเบิดเวลา” สำหรับ พล.อ.ประยุทธ์ และรัฐบาล คสช. ...ต้องรอดูว่า จะจัดการกับปัญหาที่หนักอึ้งนี้ ได้หรือไม่!



