
‘นโยบายพร้อมเพย์’บังคับหรือสมัครใจ?
‘นโยบายพร้อมเพย์’บังคับหรือสมัครใจ? : ทีมข่าวรายงานพิเศษ
ปี 2558 ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศปรับโฉมระบบการชำระเงินใหม่ทั้งหมด เพื่อปูทางไปสู่ “สังคมไร้กระเป๋าเงิน” ตามแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ หรือ เนชั่นแนล อี-เพย์เมนต์ (National e-Payment)
ช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา มีการเผยแพร่นโยบาย “พร้อมเพย์” ในทุกสื่อ ดูเหมือนเป็นเรื่องน่ายินดี สำหรับผู้โอนเงินส่วนใหญ่ที่วงเงินไม่เกิน 5,000 บาทต่อรายการ ฟรีค่าธรรมเนียมทุกรายการ ถ้าวงเงิน 5,000-30,000 บาท ค่าธรรมเนียมไม่เกิน 2 บาท 30,000-100,000 บาท ไม่เกิน 5 บาท และถ้า 1 แสนบาทขึ้นไป คิดค่าธรรมเนียมไม่เกิน 10 บาท
วิธีการก็แสนง่ายดาย เพียงไปลงทะเบียนโดยเลือกบัญชีธนาคารที่มีเพียง 1 บัญชี เพื่อแจ้งผูกบัญชีกับเลขประจำตัวประชาชน และเบอร์โทรศัพท์มือถือ อนุญาตให้ใช้เบอร์มือถือได้ 3 เบอร์ เนื่องจากบางคนมีโทรศัพท์หลายเครื่อง จากนั้นก็สามารถโอนเงินผ่านมือถือ หรือแค่บอกเลขบัตรประชาชนก็รอรับเงินเข้าบัญชีได้เลย
“พร้อมเพย์” ดูเหมือนเป็นโครงการช่วยอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน และช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายหลายคนเตรียมพร้อมไปสมัคร อย่างไรก็ตามมีผู้เชี่ยวชาญทางระบบความปลอดภัยทางคอมพิวเตอร์และนักวิชาการด้านกฎหมายบางรายออกมาจุดกระแสต่อต้าน เนื่องจากมองว่า เป็นการเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวให้หน่วยงานต่างๆ รับรู้อาจทำให้ถูกละเมิดสิทธิส่วนบุคคล หรือมีการขโมยข้อมูลขายเพื่อผลประโยชน์ของคนบางกลุ่ม
โดยเฉพาะการเผยแพร่ความคิดเห็นของ “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้าฯ อดีตประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญโดยสรุปเนื้อความสำคัญได้ว่า
"พร้อมเพย์ถ้าไม่ออกกฎหมายบังคับ ผมไม่มีวันยอมทำ มีแต่ประเทศไทยนี่แหละที่ใช้เลขบัตรประชาชนเลขเดียวกับทุกเรื่องซึ่งยุโรปและอเมริกามีกฎหมายห้ามเด็ดขาดเพราะความเป็น personal privacy (ส่วนตัว) ไม่เหลือเลย ในทั้งยุโรปและอเมริกาเขามีกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล privacy act และเขาห้ามเชื่อมโยงข้อมูลห้ามขายข้อมูลส่วนบุคคลโดยเจ้าตัวไม่อนุญาต เขายังไม่ยอมให้ใช้เลขเดียวกับทุกเรื่อง ของเรากฎหมายข้อมูลส่วนบุคคลออกไม่ได้ ใครมีข้อมูลเราก็เอาไปขายได้ตามสบายแล้วมาบังคับให้ใช้เลข 13 หลักเดียวกันจะไปเหลืออะไร เหมือนเราไม่มีเสื้อผ้าเหลือปกปิดกาย ให้ตายผมก็ไม่ยอม...”
ทำให้หลายคนเริ่มเกิดความไม่แน่ใจว่าจะสมัคร “พร้อมเพย์” ดีหรือไม่?
ทีมข่าวคม ชัด ลึก สอบถามความคิดเห็นผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดทำฐานข้อมูลทั้งภาคเอกชนและภาครัฐ โดยทุกฝ่ายแสดงความเห็นคล้ายคลึงกันว่า “พร้อมเพย์” เป็นจุดเริ่มต้นของยุทธศาสตร์ เนชั่นแนล อี-เพย์เมนต์ จากวันนี้ไปอีกไม่กี่ปีคนไทยทุกคนต้องเข้าไปอยู่ในระบบนี้
ดังนั้น “พร้อมเพย์” จึงเป็นเสมือน “ภาคบังคับ” ไม่ใช่ทางเลือกว่าใครสมัครหรือไม่สมัครก็ได้ !?!
อดีตผู้บริหารกระทรวงไอซีทีรายหนึ่งแสดงความเห็นว่า หนึ่งในแผนพัฒนาประเทศไทยในอนาคตคือลดใช้เงินสด พร้อมทั้งลดการผลิตธนบัตรหรือเหรียญ เปลี่ยนไปใช้เงินอิเล็กทรอนิกส์แทน ไม่ว่าจะจ่ายเงินเดือน ไปตลาดซื้อน้ำปลา ร้านข้าวผัด จ่ายค่าเทอม ค่าน้ำมัน ฯลฯ เพียงแต่กดจากโทรศัพท์มือถือก็ชำระได้หมด
“ตอนนี้เปิดตามสมัครใจ แต่ข้าราชการทุกคนหรือผู้ที่รับบําเหน็จบํานาญต้องสมัครเพราะรัฐจะจ่ายเงินผ่านทางพร้อมเพย์เท่านั้น ส่วนตัวแล้วไม่ได้ตื่นเต้นอะไร เพราะทุกวันนี้ ธนาคารก็มีข้อมูลมือถือกับเลขบัตรประชาชนของเราอยู่แล้ว คิดว่าระบบนี้ดีจะช่วยให้ระบบการจัดเก็บภาษีทำได้ดีมากขึ้น”
ผู้เชี่ยวชาญไอซีทีข้างต้นอธิบายเพิ่มเติมว่า วิธีนี้จะช่วยให้กรมสรรพากรจัดการกลุ่มหนีภาษีหรือเลี่ยงภาษีได้อย่างดี เช่น ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่นิยมรับงานที่ปรึกษาหลายหน่วยงานพร้อมกัน หรือเป็นคณะกรรมการ หรือเป็นอาจารย์สอนหนังสือ เข้าร่วมประชุม ฯลฯ ที่ผ่านมามีสมุดบัญชีหลายธนาคาร และในแต่ละธนาคารก็มีหลายบัญชี ทำให้ตรวจสอบยากว่ารายได้รวมกันเท่าไร หากใช้ระบบพร้อมเพย์เงินจะถูกโอนเข้ามาในสมุดบัญชีเดียวเท่านั้น กรมสรรพากรจะเห็นได้ชัดเจนเลยว่ารายได้ต่อปีเท่าไร การเก็บภาษีจะมีประสิทธิภาพมากขึ้น เจ้าหน้าที่รัฐที่ชอบเลี่ยงภาษีจะโดนเก็บภาษีมากขึ้นอย่างแน่นอน ส่วนเอกชนก็เช่นเดียวกัน ในอนาคตต้องมีเพียงบัญชีเดียวเท่านั้นหากต้องติดต่อธุรกรรมทางการเงินกับหน่วยงานรัฐ
ขณะที่ “อาทิตย์ สุริยะวงศ์กุล” ผู้ประสานงานเครือข่ายพลเมืองเน็ตในฐานะผู้เกาะติดกฎหมายเศรษฐกิจดิจิทัล และนโยบายความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ แสดงความเห็นถึงระบบ “พร้อมเพย์” ว่า หากพิจารณาสิทธิประโยชน์เรื่องการประหยัดและสะดวกเมื่อมีการรับหรือโอนเงิน ถือเป็นข้อดี เพราะช่วยให้สะดวกรวดเร็วมากขึ้น ลดค่าใช้จ่ายในการบริการทางการเงิน ทุกวันนี้คนไทยบางกลุ่มคุ้นเคยกับบัตรเงินสดพวกนี้อยู่แล้ว เช่น บัตรขึ้นรถไฟฟ้าที่ใช้จ่ายซื้อของได้ด้วย บัตรร้านสะดวกซื้อ หรือเงินสมมุติที่นำมาซื้อของในเกมออนไลน์ ฯลฯ
“ข้อดีคือป้องกันฟอกเงิน ป้องกันพวกชอบหนีภาษี แต่ที่น่าสงสัยคือ ทำไมต้องให้ผูกเลขบัตรประชาชนกับเบอร์มือถือไว้กับบัญชีธนาคารด้วย ควรมีการเปิดกว้างให้ใช้ได้ตามความต้องการ หากเป็นเงินจำนวนไม่มากควรให้ใช้ได้หลายบัญชี เพื่อความปลอดภัยหากบัญชีใดบัญชีหนึ่งมีปัญหา เช่น ผมใช้บัญชีหนึ่งสำหรับเล่นเกมออนไลน์ อีกบัญชีหนึ่งสำหรับซื้อสิ่งของหรือช็อปปิ้งออนไลน์ โดยไม่จำเป็นต้องระบุว่ามีเลขประจำตัวประชาชนอะไร เทคโนโลยีปัจจุบันสามารถทำได้แล้ว ต้องใช้วิธีอำนวยความสะดวกและเปิดทางเลือกมากกว่านี้” อาทิตย์ กล่าวต่อว่า
พร้อมเพย์เป็นภาคบังคับไม่ใช่ทางเลือก อีกไม่นานคนไทยทุกคนจะคุ้นเคยการใช้จ่ายเงินแบบ อี-เพย์เมนต์ ไม่ต้องพกกระเป๋าเงิน แต่ที่น่าเป็นห่วงคือการที่ประเทศไทยยังไม่มีการออก “กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล” ทำให้หน่วยงานภาครัฐหรือเอกชนสามารถเก็บรวบรวม การใช้ข้อมูลส่วนตัวของคนไทย แล้วเอาไปใช้แสวงหาผลประโยชน์ได้ง่าย ขณะนี้ยังไม่มีหลักเกณฑ์ กลไก หรือมาตรการกำกับดูแลให้ความคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
“ที่ผมเป็นห่วงสุดคือการทำให้เกิดการเลือกปฏิบัติ เช่น ธนาคารมีข้อมูลการใช้จ่ายหรือการรับโอนเงินของเราทั้งหมด และถ้าบังเอิญรู้ว่าคนนี้มีเงินน้อย อาจไม่ยินยอมให้สมัครบัตรเครดิต หรือเอาข้อมูลไปขายให้เอกชนบางแห่งว่าครอบครัวนี้ไม่มีเงินจะจ่ายนะ หรือถ้าบางคนโอนเงินไปที่คลินิกรักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวีเป็นประจำทุกเดือน ก็จะมีข้อมูลแล้วว่าคนนี้อาจติดเชื้อเอชไอวี ธนาคารอาจหาวิธีให้ออกจากงานแบบอ้อมๆ ได้ หรือบริษัทประกันภัยอาจไม่รับทำประกัน เพราะอย่าลืมว่า ธนาคารหลายแห่งเป็นเจ้าของบริษัทประกันชีวิตด้วย ผมแนะนำว่าตอนนี้ใครจำเป็นก็ต้องสมัครไปก่อน ส่วนใครที่ยังไม่มีความจำเป็นก็รอดูไปก่อนได้” อาทิตย์ ตั้งข้อสังเกตไว้อย่างน่าสนใจ
แต่ในมุมมองฝ่ายดูแลระบบฐานข้อมูลและความปลอดภัยเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทยแล้ว เชื่อว่าระบบความปลอดภัยของธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งในประเทศไทยเชื่อถือได้ มีการเก็บรักษาข้อมูลและสร้างระบบป้องกันภัยไว้อย่างดี ด้วย ระบบ ITMX (Interbank Transaction Management and Exchange) ที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือของธนาคารพาณิชย์ไทย ผ่านการบริหารของ “บริษัท เนชั่นแนล ไอทีเอ็มเอ็กซ์ จำกัด” ที่รับผิดชอบด้านโครงสร้างพื้นฐาน และมาตรฐานระบบการชำระเงินหรือโอนเงิน เสมือนเป็นตัวกลางการชำระเงินระหว่างธนาคาร
ผู้เชี่ยวชาญประจำสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) หน่วยงานที่มีภารกิจศึกษาวิจัยและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศ เพื่อสนับสนุนการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ตามนโยบายรัฐบาล อธิบายว่า พร้อมเพย์เป็นระบบใหม่ที่คนไทยยังไม่คุ้นเคย เหมือนในอดีตที่เริ่มใช้ตู้เอทีเอ็มกดเงินสดในช่วงแรก ก็มีคนติติงเรื่องความปลอดภัย มีคนส่วนน้อยที่กล้าสมัครใช้ แต่ในที่สุดตู้เอทีเอ็มกลายเป็นเรื่องคุ้นเคย วันนี้แทบทุกคนมีบัตรเอทีเอ็มไปกดเงิน เช่นเดียวกันระบบการเงินอิเล็กทรอนิกส์ ช่วงแรกไม่คุ้นแต่อีกไม่กี่ปีทุกคนก็ทำได้
“ในอนาคตคนไทยคงต้องสมัครใช้พร้อมเพย์ จะช้าหรือเร็วเท่านั้น เพราะต้องมีการทำธุรกรรมติดต่อกับหน่วยงานรัฐบาลอยู่แล้ว ที่กลัวว่าจะถูกเอาข้อมูลการใช้จ่ายเงินไปเปิดเผย ไม่น่าเป็นปัญหาเพราะทุกวันนี้มีกฎหมายบังคับและควบคุมธนาคารอย่างเคร่งครัดในเรื่องข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า การแชร์ข้อมูลระหว่างหน่วยงานรัฐทำได้บางส่วนเท่านั้น เช่น สำนักประกันสังคมก็จะได้เฉพาะผู้ประกันตน หน่วยงานที่จ่ายสวัสดิการคนชราได้เฉพาะข้อมูลผู้อายุ 60 ปีขึ้นไป ส่วนเรื่องปัญหาโดนขโมยหรือจารกรรมข้อมูลคอมพิวเตอร์ไม่น่าห่วง เพราะธนาคารของไทยมีระบบป้องกันดีมาก ที่เป็นข่าวว่าระบบธนาคารโดนแฮ็กหรือขโมยข้อมูลนั้น ความจริงเป็นเบอร์บัญชีธนาคารส่วนตัวของลูกค้าที่โดนจารกรรม เพราะไม่เปลี่ยนพาสเวิร์ดหรือมีการรั่วไหลบางจุด ไม่เกี่ยวกับระบบฐานข้อมูลของธนาคาร” ผู้เชี่ยวชาญข้างต้นกล่าวอธิบาย
สรุปคือ ในวันนี้ พร้อมเพย์ เป็นเหมือนการสมัครใจ ใครอยากไปสมัครก็ได้ โดยมีกำหนดการเปิดบริการรับเงินจากภาครัฐ ประมาณกันยายน 2559 ส่วนการรับ-โอนเงินระหว่างบุคคลเริ่มตุลาคม 2559 แต่ในอนาคตเมื่อผ่านช่วงทดลองระบบไปแล้ว จะกลายเป็นภาคบังคับทางอ้อมให้ทุกคนต้องสมัคร เพื่อรวบรวมฐานเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับหน่วยงานรัฐ
คำถามคือ หากมีใครนำข้อมูล พร้อมเพย์ หรือ เนชั่นแนล อี-เพย์เมนต์ ไปเปิดเผยหรือเอาไปใช้ประโยชน์อย่างอื่น โดยเจ้าตัวไม่ยินยอมจะจับได้หรือไม่ และใครจะรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้น?



