คอลัมนิสต์

'พระศุกร์เข้า พระเสาร์แทรก'

'พระศุกร์เข้า พระเสาร์แทรก'

13 ก.ค. 2559

'พระศุกร์เข้า พระเสาร์แทรก' :  ขยายปมร้อน โดยอรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ

           “พระศุกร์เข้า พระเสาร์แทรก” น่าจะเป็นคำพูดที่เข้ากับสถานการณ์ของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. ในขณะนี้เป็นที่สุด คงแทบไม่มีใครเชื่อว่าตัวเขาซึ่งได้รับการเลือกตั้งมาด้วยเสียงกว่า 1 ล้านเสียง และเป็นอดีตนักการเมืองดาวรุ่ง หลายคนมองไกลไปถึงเวทีระดับผู้นำประเทศ จะตกอยู่ในสภาพซวนเซขนาดนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามที่ไม่มีพรรคฝ่ายค้านด้วยซ้ำไป

           “สุขุมพันธุ์” ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครสมัยที่สอง โดยคะแนนที่เขาได้มานั้นเรียกได้ว่ามากที่สุดเป็นประวัติการณ์กล่าวคือได้ถึง 1.2 ล้านคะแนน 

           แต่ใคระจะรู้ว่าวันเวลาผ่านไป เขาจะสร้างความไม่พอใจให้กับคนกรุงหลายๆคนจากการทำงานของเขา จนสุดท้ายก็กลายเป็นไม้เบื่อไม้เมากับพรรคประชาธิปัตย์ แถมถูกตรวจสอบเรื่องโครงการใช้จ่ายเงินต่างๆ ที่ไม่สมเหตุสมผลใน กทม. ซึ่งเกือบทั้งหมดก็มาจากการถูกเปิดประเด็นจากอดีต “คนกันเอง” ในพรรคประชาธิปัตย์

           อย่างกรณีล่าสุดที่มีการเปิดประเด็นเรื่องการจัดซื้อ “รถกู้ภัยขนาดเล็ก” โดย “วิลาศ จันทรพิทักษ์” อดีต ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ มีการระบุว่ารถดังกล่าวตกคันละ 8 ล้านบาท ซึ่งรวมทั้งตัวถัง และ อุปกรณ์ในการดับเพลิง และจะมีการจัดซื้อถึง 20 คัน รวมเป็นเงินถึง 160 ล้านบาท

           มีการกล่าวหาว่ารถดังกล่าวแพงเกินจริง เพราะเป็นลักษณะเป็นการนำรถเอทีวี ซึ่งเป็นรถกึ่งวิบากขนาดเล็ก มาสวมหัว ให้เป็นรถกู้ภัย โดยรถลักษณะดังกล่าวทั่วไปมีราคาไม่แพงมากนัก นอกจากนี้รถที่จัดซื้อมานี้ยังเป็นพวงมาลัยซ้ายทั้งๆ ที่เป็นพวงมาลัยขวา 

           ทั้งนี้ พิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า เคยทำหนังสือท้วงติงมาแล้วสองครั้ง เพราะตามที่ กทม. ระบุว่าจะนำมาใช้ในการดับเพลิงตามชุมชนแออัดที่รถขนาดใหญ่เข้าไปไม่ได้นั้น จากการทดสอบ รถที่จัดซื้อมาใหม่นี้ก็ไม่สามารถเข้าไปในตอกซอยของชุมชนแออัดเช่นกัน ซ้ำยังจะไปกีดขวางทางอพยพของผู้ที่ประสบภัยอีกด้วย

           ยิ่งพวงมาลัยซ้ายยิ่งแล้ว เขาบอกว่า ในเวลาที่รีบด่วนเช่นนี้ อาจสร้างปัญหาได้มากกว่า ถึงขนาดที่ใช้คำพูดว่า “จะกู้ภัยหรือสร้างภัย”

           อย่างไรก็ตาม กทม. ก็ได้ชี้แจงว่า รถดังกล่าวมีประสิทธิภาพในการเข้าตรอกซอกซอย ดับเพลิงในถนนขนาดเล็ก ส่วนที่เป็นรถเอทีวี กทม. ก็ไม่ได้ปฏิเสธ แต่บอกในทำนองว่า ถึงเป็นเอทีวี ก็เป็นของพรีเมียม อันดับ 1-2 ของโลก

           ส่วนข้อกล่าวหาเรื่องพวงมาลัยซ้ายก็ชี้แจงว่า ไม่ผิดกฎหมาย แต่ไม่ได้พูดถึงเรื่องอันตรายหรือไม่

           เรียกได้ว่าเรื่องนี้คงเป็นหนังยาว แต่ที่แน่ๆ สร้างความสั่นคลอนให้เก้าอี้ผู้ว่าฯ ได้แน่ๆ แต่หากถามว่าเรื่องนี้รุนแรงมากหรือไม่ ก็บอกได้ว่าแม้จะไม่รุนแรงมาก แต่ก็ทำให้ “คุณชายหมู” เมาหมัดได้ไม่ยาก เพราะที่ผ่านมาเขาโดนกระหน่ำมาเป็นระลอกๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอุโมงค์ไฟแอลอีดี เรื่องห้องทำงานผู้ว่าฯ ที่ใช้งบในการปรับปรุงกว่า 16 ล้านบาท หรือเรื่องการพูดที่บอกให้ใครไม่อยากเสี่ยงน้ำท่วมให้ไปอยู่บนดอย

           แต่ดูเหมือนว่าล่าสุด เก้าอี้ของเขาเริ่มไม่มั่นคงขึ้นเรื่อย เพราะจากการที่ สตง. เคยฟันธงว่าการจัดซื้อจัดจ้างอุโมงค์ไฟของ กทม. เป็นโครงการที่มีปัญหา ล่าสุด กระทรวงมหาดไทยได้สั่งการให้ กทม. ในฐานะหน่วยงานต้นสังกัด ฟ้องให้ดำเนินคดีอาญากับผู้ว่าฯ กทม.

           หมายถึงให้หน่วยงานเดินเรื่องฟ้องผู้บริหารของตัวเอง

           อย่างไรก็ตาม น่าสนใจว่าเรื่องนี้ทำไมกระทรวงมหาดไทยต้องออกมาแอ็กชั่นด้วยตัวเอง จริงอยู่ที่ส่วนหนึ่งเพราะตามกฎหมายเขาถือเป็นหน่วยงานต้นสังกัด   แต่ตามความจริงแล้งเรื่องนี้ขณะนี้ก็ไปถึง ป.ป.ช.อยู่แล้ว และการดำเนินคดีอาญากับผู้ว่าฯ กทม. กับเรื่องเช่นนี้นั้นไม่ใช่อำนาจหน้าที่ของตำรวจแต่เป็นหน้าที่ของ ป.ป.ช.

           หลายคนมองไปถึงการปลดผู้ว่าฯ กทม. เพราะที่ผ่านมาต้องถือว่า “ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์” เก้าอี้มั่นคงมาก แม้มีเรื่องครหาเรื่องการบริหารราชการหลายเรื่อง ซึ่งต่างจากองค์กรปกครองท้องถิ่นอื่นที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ใช้มาตรา 44 ปลดผู้บริหารไปหลายคน

           แต่เมื่อเปิดกฎหมาย พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร   ก็น่าสนใจว่า ในมาตรา 52 (8)  ให้อำนาจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยมติคณะรัฐมนตรีออกคำสั่งให้ผู้ว่าฯ กทม. ออกจากตำแหน่งได้

           จึงน่าสนใจว่า เก้าอี้ของ “คุณชายสุขุมพันธุ์” จะยังอยู่ตลอดรอดฝั่งจนถึงวันสิ้นวาระในเดือนมีนาคม 2560 หรือไม่