
2เรื่องใหญ่คาราคาซัง
2เรื่องใหญ่คาราคาซัง : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 12 กรกฎาคม 2559
กลับมาเป็นประเด็นอีกครั้งสำหรับปัญหาการเสนอนามสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่ หลังจากที่คณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งถือเป็นที่ปรึกษากฎหมายของรัฐบาล ได้ตีความว่า การเสนอนามพระสังฆราชตามติมหาเถรสมาคม (มส.) ให้นายกรัฐมนตรีนำขึ้นทูลเกล้าฯ ไม่เป็นการกระทำที่ผิดขั้นตอนตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติสงฆ์ โดยที่ก่อนหน้านั้นผู้ตรวจการแผ่นดินมีความเห็นไปทางตรงกันข้าม แต่กฤษฎีกาก็บอกมาอีกว่า นายกรัฐมนตรีไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามความเห็นของผู้ตรวจการแผ่นดิน แต่สามารถนำมาประกอบการใช้ดุลพินิจได้ ทั้งนี้ยังเป็นการตอบคำถามของกลุ่มที่ออกมาเคลื่อนไหวแสดงความเห็นคัดค้านการเสนอชื่อพระสังฆราชองค์ใหม่ เพราะเห็นว่าการกระทำของมส.ผิดขั้นตอน ด้วยเหตุผลคือ ตามกฎหมาย นายกรัฐมนตรีควรจะเป็นผู้ริเริ่ม
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ว่า จะไม่นำเรื่องที่มีปัญหาขึ้นทูลเกล้าฯ โดยนัยของคำให้สัมภาษณ์นี้ก็คือ พล.อ.ประยุทธ์จะยังไม่ทูลเกล้าฯ ชื่อ สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ หรือสมเด็จช่วง เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ตามมติมส. เพราะต้องรอให้ปัญหาจบเสียก่อน แม้ว่า ตามขั้นตอนของกฎหมายแล้ว กำหนดเอาไว้ว่า จะต้องทูลเกล้าฯ ก็ตาม โดยที่นายไพบูลย์ นิติตะวัน ที่ออกมาเคลื่อนไหวคัดค้านการตั้งสมเด็จช่วง เป็นพระสังฆราช มาอย่างเนื่องตลอดมา ก็ประกาศท่าทีว่า จะเคลื่อนไหวต่อไป โดยจะไปยื่นข้อมูลหลักฐานคัดค้านถึงนายกรัฐมนตรี
ปัญหาของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ น่าจะมาจาก 2 ส่วน หนึ่งคือปัญหาโดยตรง ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กำลังทำคดีเกี่ยวกับรถยนต์ในครอบครองของสมเด็จช่วง โดยดีเอสไอสรุปว่า การจดทะเบียนรถเบนซ์ของสมเด็จช่วง ใช้เอกสารปลอมในการจดประกอบ และดีเอสไอจะสอบว่าผู้ครอบครองรถยนต์คันดังกล่าว แต่การสอบถามก็ยังไม่เกิดขึ้น ส่วนปัญหาอีกหนึ่งนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นกับตัวสมเด็จช่วงโดยตรง แต่เป็นการโยงความสัมพันธ์ระหว่างสมเด็จช่วงกับพระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ที่ตกเป็นผู้ต้องหาในคดีรับของโจร ยักยอกทรัพย์ สหกรณ์เครดิตยูเนียนคลองจั่นจำนวนหลายร้อยล้านบาท ซึ่งจนแล้วจนรอด ดีเอสไอก็ยังไม่สามารถสอบปากคำพระธัมมชโย หรือแม้แต่เพียงเข้าถึงตัวได้ ซึ่งก็ถือเป็นหนึ่งเรื่องที่เป็น "ปัญหาที่ยังไม่จบ”
ย่อมมีคำถามตามมาว่า ปัญหาที่ว่าจะจบลงอย่างไร และเมื่อไร กระบวนการยุติธรรมจะให้ความเป็นธรรมกับสมเด็จช่วงได้หรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับดีเอสไอแต่เพียงฝ่ายเดียว เพราะว่ากันถึงที่สุดตามขั้นตอนของกฎหมายก็คือ สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์จะต้องให้ปากคำต่อเจ้าหน้าที่เพื่อให้คดีเดินหน้าต่อไป และทั้งสองฝ่ายก็จะต้องไปพิสูจน์ความจริงกันในชั้นศาล ไม่ต่างกับคดีของพระธัมมชโยที่ดีเอสไอจะส่งสำนวนให้แก่อัยการในวันที่ 13 กรกฎาคมนี้ ซึ่งวัดพระธรรมกายก็ควรจะให้ความร่วมมือส่งพระธัมมชโยเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เพื่อให้ทุกอย่างเดินหน้า และหาข้อยุติต่อไปได้ เพราะไม่เช่นนั้น ปัญหาที่ยังไม่จบก็จะคาราคาซังอยู่อย่างนี้ การตั้งพระสังฆราชองค์ที่ 20 ก็ไม่อาจจะเกิดขึ้นได้ ขณะที่พระธัมมชโยก็ไม่สามารถพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตน



