คอลัมนิสต์

วิชามารวิชาลวง

วิชามารวิชาลวง

11 ก.ค. 2559

วิชามารวิชาลวง : ขยายปมร้อน โดยสำนักข่าวเนชั่น โดย ขนิษฐา เทพจร

            กับกระบวนการเคลื่อนไหวของตัวแทนนิสิต นักศึกษา หลายสถาบัน ภายใต้ชื่อ “ขบวนการประชาธิปไตยใหม่” ซึ่งจัดกิจกรรมเพื่อเผยแพร่ความคิดเห็น ที่เห็นต่างจากเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญฉบับลงประชามติ ล่าสุด ถูกจัดอยู่ในบัญชีของกลุ่มการเมือง ผู้ที่เปิดเผยตัวว่าอยู่ตรงข้ามกับ “คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)” และ “คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.)” อย่างเป็นทางการ
 
            ด้วยกิจกรรม ความเคลื่อนไหวที่กระจายไปยังภูมิภาคต่างๆ ผ่านเครือข่ายนิสิต นักศึกษา หลายสถาบัน ทำให้ถูกขนานามว่า เป็นกลไกของฝ่ายผู้ใช้วิชามาร ที่ใช้สิทธิที่ตนมีขัดขวาง หรือเป็นอุปสรรคการทำหน้าที่ของฝ่ายผู้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพราะทำให้ “กรธ.” ต้องเสียเวลาชี้แจง แก้ข้อกล่าวหา มากกว่าใช้เวลาเพื่อประชาสัมพันธ์สาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญไปยังประชาชน
 
            ทำให้กิจกรรมของตัวแทนนิสิต นักศึกษา อาทิ การเผยแพร่เอกสาร “ความเห็นแย้ง คำอธิบายสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญ” ตามเวทีเสวนาวิชาการ, การเคลื่อนไหวเสนอแนะให้ประชาชนออกเสียงประชามติ ตามจุดยืนของกลุ่ม กลายเป็นประเด็นที่ต้องถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้น ทั้งมาตรการทางกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2559, ระเบียบหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง และใช้อำนาจทางการบริหารราชการแผ่นดิน กรณีเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยมากำกับการเคลื่อนไหวทั้งกระบวน

            อย่างไรก็ดี การเคลื่อนไหวของกลุ่มขบวนการประชาธิปไตยใหม่ ที่เป็นประเด็นร้อนไม่เว้นแต่ละวัน ไม่ใช่เพิ่งเกิดอย่างปัจจุบันทันด่วน เพราะจากการติดตามจุดเริ่มต้นในกิจกรรมที่เกี่ยวกับสาระของร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เฉพาะการทำเอกสารเพื่อเผยแพร่ความคิดเห็นที่แย้งกับเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญนั้น เกิดขึ้นตั้งแต่เดือนพฤษภาคม โดยมีครั้งหนึ่งที่ “ปกรณ์ อารีกุล สมาชิกกลุ่มขบวนการประชาธิปไตยใหม่ และคณะ” นำเอกสารฉบับความเห็นแย้ง ไปมอบให้ถึงมือ “มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ.” ก่อนขึ้นเวทีบรรยายให้ความรู้แก่วิทยากรระดับจังหวัด (ครู ก.) เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์

            ซึ่งตอนนั้น “ประธาน กรธ.” ได้ท้วงติงเพียงเรื่องเดียวคือ “ทำไม? ต้องทำหน้าปกเอกสารความเห็นแย้ง คล้ายกับหน้าปกเอกสารคำอธิบายร่างรัฐธรรมนูญของ กรธ.” ส่วนการตรวจสอบเนื้อหา แม้จะนำเอกสารเข้าสู่ที่ประชุม กรธ. แต่ไม่ปรากฏคำสั่ง หรือคำร้องขอจากที่ประชุมให้ตรวจสอบเนื้อหา มีเพียงการพลิกหน้าเอกสารอ่านแบบผ่านๆ โดยไม่ติดใจ

            แต่เมื่อเวลาล่วงผ่านเกือบ 2 เดือน เอกสารความเห็นแย้งฉบับที่เคยส่งถึงมือ ซือแป๋มีชัย และเนื้อหาเหมือนเดิม กลับถูกหยิบยกมาพิจารณาในที่ประชุม กรธ.อีกครั้ง โดยรอบนี้มีคำสั่งให้คณะอนุกรรมการพิจารณาจัดทำเนื้อหาในการเผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญ ที่มี ศุภชัย ยาวะประภาษ เป็นประธานอนุกรรมการฯ เร่งรัดตรวจสอบเรียงรายประเด็น และหากพบถ้อยความที่บิดเบือน หรือทำให้เกิดความเข้าใจผิด ให้ส่งเรื่องไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อดำเนินการตามกฎหมายทันที ขณะเดียวกันได้ส่งสารไปถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. ให้ช่วยตรวจสอบท่อน้ำเลี้ยงที่อยู่เบื้องหลังกระบวนการ และสื่อความให้ กกต.ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย ประเด็นเอาผิดความเคลื่อนไหวที่ส่อเป็นอุปสรรคในการทำความเข้าใจร่างรัฐธรรมนูญ

            เหตุผลสำคัญที่ “ประธาน กรธ.” ต้องแสดงความหวาดหวั่นต่อกระบวนการของนิสิต-นักศึกษา จากเดิมที่นิ่งเฉยนั้น อาจเป็นเพราะว่ารับทราบถึงความไม่พร้อมต่อการประชาสัมพันธ์เนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญแบบฉบับเอกสาร ซึ่งหน่วยงานที่รับผิดชอบจัดพิมพ์เอกสารประกอบการชี้แจงเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญเพื่อแจกให้ประชาชน อย่าง “กกต.” ไม่สามารถผลิตเอกสารได้ทัน และบางพื้นที่เอกสารเพื่อประกอบการชี้แจงยังส่งไปไม่ถึงมือประชาชน และยิ่งใกล้วันออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญด้วยแล้ว หากเอกสารความเห็นแย้งร่างรัฐธรรมนูญของอีกฝ่าย ไปถึงมือประชาชนได้ก่อน อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดต่อเนื้อหา และโน้มน้าว จูงใจในการออกเสียงของประชาชนได้

            ดังนั้นต้องหาทางระงับเหตุ และปราบกระบวนการเคลื่อนไหว ซึ่งล่าสุด “ฝ่ายความมั่นคง” จับตาผู้ที่มีเอกสารความเห็นแย้งฯ ไว้ในครอบครองด้วย

            แต่อีกเหตุผลที่สำคัญอีกประการ คือ โหนกระแสไปกับการเคลื่อนไหวเห็นแย้งร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อใช้เป็นเหตุประคองตัว และรักษาภาพลักษณ์ขององค์รัฏฐาธิปัตย์ ให้คงอยู่ในอำนาจได้อย่างไม่บอบช้ำมากนัก หากผลประชามติร่างรัฐธรรมนูญถูกเทในทิศทางไม่ยอมรับมากกว่าการยอมรับ

            อย่างไรก็ดี แม้มีผู้กล่าวอ้างว่า ผลประชามติร่างรัฐธรรมนูญนั้นไม่ส่งผลอันใดต่อ “รัฐบาล คสช.” เพราะเขายังสามารถอยู่ต่อในอำนาจได้ เพราะหากร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติด้วยกลไกในร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย” ที่ออกแบบให้เครือข่ายของ คสช.ยังมีพลังกำกับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอย่างน้อย 5 ปี และด้วยกลไกของรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 ที่ให้สิทธิเด็ดขาดแก่องค์รัฏฐาธิปัตย์ ในการออกแบบอนาคตประเทศ แม้ร่างรัฐธรรมนูญใหม่จะไม่มีผลบังคับใช้

            แต่สิ่งเดียวที่ “คสช.” ไม่มี คือ “ความชอบธรรม” ดังนั้นการจับโหนกระแส โหนการเคลื่อนไหวของกลุ่มนิสิต นักศึกษา ที่มีจุดยืนไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับลงประชามติครั้งนี้ อาจเป็นคำตอบของคำถามว่า “คสช.” จะมีความชอบธรรมอยู่อีกหรือ? หากร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้น ไม่ถูกยอมรับจากประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ.