
ไฟใต้กับเกมที่ใหญ่กว่า...'เสื้อแยกดินแดน'
ไฟใต้กับเกมที่ใหญ่กว่า...'เสื้อแยกดินแดน'
กระแสเรื่อง “เสื้อแยกดินแดน” ที่ฮือฮากันในโซเชียลมีเดียเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา สะท้อนว่าปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ยังน่าเป็นห่วง และคนไทยทั่วทั้งประเทศไม่ไว้วางใจ
แม้ประเด็นเรื่อง “เสื้อ” น่าจะจบลงได้ในเบื้องต้น เพราะมีผู้เกี่ยวข้องระดับอดีต ส.ส.สตูล พรรคประชาธิปัตย์ ออกมาชี้แจงแล้วว่าเป็นเรื่องของการประชาสัมพันธ์โรงเรียนตาดีกาใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่ใช่เรื่องสัญลักษณ์ของการแยกดินแดนก็ตาม
แต่สิ่งที่ฝ่ายความมั่นคงจับตาไม่ใช่แค่เรื่องเสื้อ ทว่า ยังมีเรื่อง “ป้ายเรียกร้องทำประชามติแยกดินแดน” หรือที่เรียกว่า สิทธิในการกำหนดใจตนเอง (Self Determination) ด้วย
ทหารพบป้ายลักษณะนี้ ซึ่งจัดทำให้ดูคล้ายๆ ป้ายแสดงความยินดีในการเฉลิมฉลองเทศกาลฮารีรายอ ติดอยู่ในมัสยิดแห่งหนึ่งใน อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี จึงเข้าไปตรวจสอบและปลดป้าย ก่อนจะทราบว่ามีการวางแผนแขวนป้ายลักษณะนี้อีกหลายจุด ทำให้ฝ่ายความมั่นคงสกัดไว้ได้ก่อน
แต่ความเคลื่อนไหวของกลุ่มที่จัดทำก็ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่นั้น เพราะได้นำไปจุดกระแสต่อในเฟซบุ๊ก เช่น ถ่ายภาพในลักษณะถูกมัดมือและปิดปากประหนึ่งว่ากำลังถูกปิดกั้นสิทธิเสรีภาพ และมีการทำชาร์ตอธิบายว่า การเรียกร้อง “สิทธิเพื่อกำหนดใจตนเอง” นั้น ไม่เป็นความผิดตามกฎหมาย
เรื่องมุมมองทางกฎหมายนี้ ดูเหมือนฝ่ายความมั่นคงจะมองคนละมุม เพราะ พ.อ.ปราโมทย์ พรหมอินทร์ โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) บอกว่า กำลังให้ทีมกฎหมายของ กอ.รมน.ตรวจสอบว่า การรณรงค์เรื่องสิทธิในการกำหนดใจตนเอง หรือ Self Determination ในประเทศไทย เข้าข่ายเป็นกบฏหรือไม่
จากการตรวจสอบของ “ทีมข่าวเนชั่น” พบว่า สิทธิในการกำหนดใจตนเองเป็นสิทธิในการกำหนดอนาคตเสรีภาพทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมของ “กลุ่มชน” ได้อย่างเสรี เคยถูกบัญญัติอยู่ในกฎบัตรสหประชาชาติ และถูกนำมาใช้กับ “กลุ่มชน” ในดินแดนอาณานิคมหลายแห่ง จนได้รับการปลดปล่อยให้เป็นเอกราชมาแล้ว โดยส่วนหนึ่งใช้การ “ลงประชามติ” ด้วยการอ้างสิทธินี้
รัฐเกิดใหม่ช่วงหลังๆ ที่ประสบความสำเร็จจากการเรียกร้องสิทธินี้ คือ เซาท์ซูดาน และ ติมอร์-เลสเต
สิทธิในการกำหนดใจตนเอง จึงเป็นเหมือนถ้อยคำ “แทงใจ” ของฝ่ายความมั่นคงไทย เพราะเชื่อว่าเป็นบันไดขั้นสูงสุดที่กลุ่มแบ่งแยกดินแดนต้องการก้าวไปให้ถึง
โดย “ฝ่ายติดอาวุธ” หรือที่เรียกกันว่า “ปีกการทหาร” ก็ใช้การก่อเหตุรุนแรงเพื่อกดดันรัฐบาลไทย ขณะที่ “ฝ่ายการเมือง” หรือ “ปีกการเมือง” อันประกอบด้วย กลุ่มปัญญาชน นิสิตนักศึกษา และภาคประชาสังคม (บางส่วน) ก็ใช้การรณรงค์เรียกร้องขอสิทธิในการกำหนดใจตนเอง ซึ่งเคยมีการจัดเวที “วงปิด” พูดคุยเรื่องนี้จำนวนไม่น้อยในพื้นที่ในช่วงหลายปีหลัง
จากเรื่องที่ต้อง “แอบพูด” วันนี้มีการพูดกันเปิดเผยบนเวทีสัมมนา และล่าสุดถึงขั้นมี “ป้ายไวนิล” ติดหรากันเลยทีเดียว
แม้เงื่อนไขที่จะนำไปสู่การจัดทำประชามติเพื่อแบ่งแยกดินแดนไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะสิทธิของ “กลุ่มชน” นั้น (การเมือง เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม) จะต้องถูกละเมิดอย่างสิ้นเชิง ซึ่งที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ก็ไม่ได้เป็นถึงขนาดนั้น ทั้งยังยากที่จะนิยามว่า ดินแดนส่วนนั้นเป็น “อาณานิคม” ของไทย
ที่สำคัญการจะเดินหน้าไปสู่ “ประชามติ” ได้ รัฐชาตินั้นๆ ต้องเอาด้วย กรณีของ 3 จังหวัดใต้ก็คือรัฐบาลไทยต้องเอาด้วย
จากเงื่อนไขต่างๆ เหล่านี้จึงดูเหมือนการเรียกร้องสิทธิในการกำหนดใจตนเองน่าจะ “ปิดประตูตาย” สำหรับประเทศไทย
แต่ถึงกระนั้น ในเวทีเจรจาต้าอวยทางการเมืองแล้ว การตั้งข้อเรียกร้องสูงสุดเอาไว้ก็เพื่อประโยชน์ของการต่อรอง
ฉะนั้นหากรัฐบาลไทยพลาดไปสร้างเงื่อนไข หรือรู้ไม่เท่าทันเกมของกลุ่มที่เคลื่อนไหวแบ่งแยกดินแดน ซึ่งแบ่งงานกันทำหลายปีก หลายด้าน ทั้งในและต่างประเทศ ก็มีโอกาสที่ไทยจะเป็นฝ่ายเสียเปรียบในสงคราม ณ ดินแดนปลายสุดด้ามขวานของเราเองได้เหมือนกัน
กรณี “อาเจะห์” ของอินโดนีเซีย เป็นตัวอย่างใกล้บ้านที่น่าสนใจ และน่ากังวลใจสำหรับไทยไม่น้อยทีเดียว!



