คอลัมนิสต์

'โพลล์'กับ'ประชามติ'

'โพลล์'กับ'ประชามติ'

11 ก.ค. 2559

'โพลล์'กับ'ประชามติ' : นับถอยหลังประชามติ โดยโอภาส บุญล้อม สำนักข่าวเนชั่น

            เหลือไม่ถึง 1 เดือนเต็ม ก็จะถึงวันออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญวันที่ 7 สิงหาคมนี้ แล้ว
 
            แต่ที่น่าตกใจก็เมื่อผลโพลล์สำรวจออกมาว่า ประชาชนโดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคใต้ มีกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ ที่ยังไม่รู้เลยว่า จะลงประชามติวันไหน
 
            ดังนั้นจึงไม่ต้องพูดถึงเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญว่าภายในระยะเวลาที่เหลือ ประชาชนทั่วไปจะสามารถทำความเข้าใจได้ทั้งหมด อีกทั้งเอกสารร่างรัฐธรรมนูญที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แจกจ่ายไปยังประชาชนนั้น ตามกฎหมายก็ไม่ได้แจกทุกหลังคาเรือน และที่ กกต. ตั้งเป้าไว้ว่าจะมีประชาชนออกมาใช้สิทธิออกเสียงไม่น้อยกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ นาทีนี้...คงเป็นไปได้ยาก
 
            เหตุที่บรรยากาศการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญค่อนข้างเงียบเหงา เพราะมีปัญหาในเรื่องการแสดงความเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญ แม้ว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ผู้คุมกติกาในครั้งนี้บอกว่าทำได้หากเป็นการวิจารณ์เนื้อหาโดยสุจริตแต่ว่าการกระทำอย่างไรสุจริตหรือไม่สุจริตบางครั้งก็ขึ้นอยู่กับการ “ตีความ” หากคนที่กระทำคิดว่าตนเองทำได้เพราะเป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต แต่ผู้คุมกติกาเกิดมองต่างมุมขึ้นมา คนนั้นก็ต้องรับชะตากรรมไป จึงไม่มีใครอยากเสี่ยง ดังนั้นบรรยากาศจึงอึมครึมอย่างที่เห็น ประชาชนไม่ตื่นเต้น ไม่มีความกระตือรือร้น และไม่ได้รับความสนใจจากประชาชนเท่าที่ควร
 
            ยิ่งเมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า มาตรา 61 วรรคสอง ของ พ.ร.บ. ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2559 ที่บัญญัติว่า “ผู้ใดดำเนินการเผยแพร่ข้อความ ภาพ เสียง ในสื่อหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์หรือในช่องทางอื่นใดที่ผิดไปจากข้อเท็จจริงหรือมีลักษณะรุนแรง ก้าวร้าว หยาบคาย ปลุกระดม หรือข่มขู่โดยมุ่งหวังเพื่อให้ผู้มีสิทธิออกเสียงไม่ไปใช้สิทธิออกเสียง หรือออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือไม่ออกเสียง ให้ถือว่าผู้นั้นกระทำการก่อความวุ่นวายเพื่อให้การออกเสียงไม่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย” ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี และปรับไม่เกิน 2 แสนบาท และศาลอาจสั่งให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนดไม่เกิน 5 ปีด้วยก็ได้" ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญก็ยิ่งทำให้การเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ต่อไปนี้เป็นไปด้วยความยากลำบาก หาก “ผู้คุมกติกา” ไม่ยอมผ่อนปรนให้
 
            เพราะว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าวเท่ากับรับรองประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการแสดงความเห็นในการออกเสียงประชามติ พ.ศ.2559 ไปในตัว ซึ่งค่อนข้างเข้มงวดในการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการออกเสียงประชามติ เช่น ห้ามการจัดเวทีสัมมนา อภิปราย โดยกลุ่มองค์กรต่างๆ ที่ไม่มีหน่วยงานของรัฐ สถาบันการศึกษา หรือองค์กรที่ประกอบกิจการด้านสื่อสารมวลชนตามกฎหมายเข้าร่วม หรือห้ามการชักชวนให้ใส่เสื้อ หรือติดป้าย เข็มกลัด ธง ริบบิ้น หรือเครื่องหมายที่แสดงสัญลักษณ์ความเห็นอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือการขาย การแจกจ่ายสิ่งของดังกล่าวในลักษณะรณรงค์ทั่วไปโดยทั้ง 3 กรณีเป็นการกระทำไป เพื่อนําไปสู่การปลุกระดมทางการเมือง หรือมีผลทำให้ประชาชนไม่ไปออกเสียงหรือออกเสียงไปในทางใดทางหนึ่ง
 
            ส่วนเรื่องการทำโพลล์ เกี่ยวกับออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ สรุปว่า ทำได้ทั้งโพลล์ทั่วไปและเอ็กซิทโพลล์ แม้กระทั่งเปิดเผยผลโพลล์ว่า มี “ผู้เห็นชอบ-ไม่เห็นชอบ” กี่เปอร์เซ็นต์ ก็ยังทำได้
 
            ทั้งนี้ “สมชัย ศรีสุทธิยากร” กกต.ด้านบริหารงานเลือกตั้งกล่าวถึง เรื่องนี้ว่า การออกเสียงประชามติร่าง รธน. กฎหมายไม่ได้ห้ามในการทำโพลล์ สถาบันการศึกษาหรือองค์กรใดสนใจที่จะทำโพลล์ สามารถทำได้หมดเพียงแต่กฎหมายห้ามแค่การทำโพลล์ 7 วันก่อนวันออกเสียงและการจัดทำ “เอ็กซิทโพลล์” ก็สามารถทำได้ แต่ห้ามเผยแพร่ผลก่อนเวลา 16.00 น. ของวันออกเสียงประชามติ
 
            “การเผยแพร่ผลโพลล์ว่ามีผู้เห็นชอบกี่เปอร์เซ็นต์ ไม่เห็นชอบกี่เปอร์เซ็นต์ ก็ยังทำได้ แต่จะเป็นการชี้นำทางความคิดหรือไม่นั้น ประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินเอง กฎหมายไม่ได้ห้าม เพราะการทำโพลล์ไม่ได้มีเพียงแค่สำนักเดียว มีหลากหลายองค์กรที่ทำโพลล์ขึ้นมา ดังนั้น ถ้าองค์กรใดหรือสถาบันใด ทำโพลล์ที่สุ่มเสี่ยงไปในทางชี้นำ หรือเอนเอียงทางการเมือง เมื่อเผยแพร่ผลสำรวจออกมา สุดท้ายแล้วประชาชนจะเป็นผู้วิจารณ์เอง” นายสมชัย กล่าว
 
            สำหรับการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ไม่ว่าผลของการออกเสียงประชามติจะเป็นอย่างไร ย่อมมีผลต่อการเมืองอย่างใดอย่างหนึ่งแบบไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เช่น ถ้าร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ ทุกอย่างก็เดินหน้าไปตามโรดแม็พที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้วางเอาไว้ โดยเฉพาะการจัดทำกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้ง 4 ฉบับ เพื่อนำไปสู่การเลือกตั้ง ส.ส. และจัดตั้งรัฐบาลพลเรือนในปี 2560
 
            แต่ถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน คสช.จะทำอย่างไรต่อไป...ซึ่งก็อาจใช้มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี 2557 แก้ไขปัญหาเพื่อให้ทันกับการเลือกตั้งปี 2560 หรือแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวสำหรับดำเนินการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญอีกครั้งเป็นครั้งที่ี่ 3 ซึ่งย่อมทำให้การเลือกตั้งต้องเลื่อนจากปี 2560 ออกไป

            แต่หากถามใจ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ว่าอยากให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติหรือไม่... คำตอบก็คือ แน่นอนว่า ต้องการให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ ซึ่งจะทำให้ทุกอย่างเดินไปตามโรดแม็พที่ คสช.ได้วางเอาไว้ เพราะถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติแรงกดดันทางการเมืองจะถาโถมเข้าใส่รัฐบาลและ คสช.ทันที และจะไปเข้าทาง “ฝ่ายตรงข้าม” ที่จะนำไป “ขยายความ” และโจมตีว่า ประชาชนไม่เอา “รัฐบาล คสช.” แล้ว
 
            ก่อนหน้านี้ ผู้สื่อข่าว เคยถาม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ว่า หากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ วางแนวทางไว้อย่างไร นายกรัฐมนตรี ตอบว่า ก็ร่างใหม่แต่ตนก็อยากจะให้ผ่าน (ซึ่งคำพูดของนายกฯ ก็ชัดเจนในตัว โดยไม่ต้องอธิบายอะไรต่อ)
 
            อนาคตประเทศไทยจะเดินไปทางใด ส่วนหนึ่งฝากไว้กับผลการทำประชามติในวันที่ 7 สิงหาคมนี้ โดยมีประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจ