
อนาคต'อลงกรณ์-สปท.'ระส่ำ!?
จับตาการประชุม สปท.วันที่ 11 ก.ค.นี้ คลื่นลมจะสงบหรือยัง
ความระส่ำระสายภายในสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) หนึ่งในแม่น้ำห้าสาย เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นเรื่องที่ยังต้องจับตาต่อไป แม้กระแสจะเบาลง
เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (4 ก.ค.) ในการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เกิดเหตุการณ์ที่ส่อรอยร้าวระหว่างสมาชิก สปท.กันเอง เนื่องจากมีสมาชิกอภิปรายโจมตีการทำงานของ “นายอลงกรณ์ พลบุตร” รองประธานสปท.คนที่ 1 โดย “พล.อ.ฐิติวัจน์ กำลังเอก” สปท.สายตรงจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้เปิดประเด็นสงสัยถึงพฤติกรรมที่นำคณะสปท.บางส่วนเดินสายพบพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคเพื่อไทย ว่าเป็นการดำเนินตามมติของ สปท. หรือเพื่อประโยชน์อันใด รวมถึงถามด้วยว่าเป็นหน้าที่ของ สปท.หรือไม่ และจะมีประโยชน์อันใดที่ไปขอความร่วมมือจากพรรคการเมือง ในขณะที่พวกเขาเองก็ทำกิจกรรมอะไรไม่ได้ เพราะติดคำสั่งของ คสช.
เป็นที่น่าสนใจว่า การเข้าไปพบกับพรรคการเมืองที่ทำอะไรไม่ได้ แม้แต่จะประชุมพรรค จะก่อให้เกิดความร่วมมืออะไร หรือเป็นเพียงแค่การโรดโชว์อวดผลงานเท่านั้น?
“อลงกรณ์” ให้สัมภาษณ์ “สำนักข่าวเนชั่น” ถึงการไปพบพรรคการเมืองว่า ได้บรรลุวัตถุประสงค์ 3 ประเด็น คือ 1.ได้ชี้แจงความคืบหน้าของการปฏิรูปประเทศ 2.ไปแลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับการปฏิรูป และ 3.ได้แลกเปลี่ยน รับฟังข้อชี้แนะจากฝ่ายการเมือง โดยสามารถสร้างระบบการสื่อสารระหว่างกันได้
"ก็มีความเห็นทั้งเหมือนและต่างกันบ้าง อย่างน้อยที่สุด การที่เราได้ไปพบปะหารือกันก็ถือว่าเป็นเรื่องดีที่ได้รับการตอบรับ ซึ่ง ร.อ.ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธาน สปท. ได้ฝากข้อความไปถึงทั้ง 2 พรรค ว่า สปท.เป็นเพียงองค์กรที่ทำหน้าที่ปฏิรูปประเทศในห้วงเวลานี้เท่านั้น แต่เรื่องการปฏิรูปประเทศเป็นความรับผิดชอบของทุกคนทุกฝ่าย เพื่ออนาคตของประเทศไทย ถ้าพรรคการเมืองจะมาร่วมมือในการขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศครั้งนี้ด้วย"
“เรายังได้ยืนยันความเป็นกลาง คือ สปท.ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด รวมถึงหลักการแยกการเมืองออกจากการปฏิรูป เพื่อให้สามารถเดินหน้าต่อไปได้ โดยทั้ง 2 พรรคต่างก็เห็นพ้องว่า จะต้องเดินต่อไปข้างหน้าสู่ประชาธิปไตย และเห็นว่า การปฏิรูปประเทศจะต้องทำอย่างต่อเนื่องไม่ว่าใครจะเข้ามาเป็นรัฐบาล”
ส่วนข้อเสนอจาก 2 พรรคการเมืองใหญ่ที่ได้รับมานั้น “อลงกรณ์” เล่าว่า เราต่างมีความเห็นว่า การทำแผนปฏิรูปควรจะต้องมีหลักคิด เช่นหลักการลดอำนาจรัฐ เพิ่มอำนาจประชาชน หรือว่าการที่ไม่ควรตั้งองค์กรหน่วยงานรัฐขึ้นมาใหม่ ซึ่งจะเป็นภาระของงบประมาณแผ่นดิน และทำให้โครงสร้างของรัฐใหญ่ขึ้น
ส่วนข้อกังวลก็มี อย่างการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่ห่วงว่าจะเป็นการตีกรอบการทำงานของรัฐบาลในชุดต่อๆ ไป ทั้งนี้ทั้ง 2 พรรคยังฝากข้อห่วงใยเรื่องการผ่อนปรนให้พรรคการเมืองจัดประชุมได้ เพื่อที่จะเตรียมตัวเข้าสู่การเลือกตั้ง หรือการที่จะปฏิรูปพรรค ซึ่งเรื่องนี้ไม่อยู่ในขอบเขตอำนาจของ สปท. และอีกเรื่องที่ฝ่ายการเมืองฝากมา คือ อยากเห็นบรรยากาศที่ผ่อนคลายในช่วงการออกเสียงประชามติ เพื่อให้เกิดการยอมรับต่อการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ไม่เช่นนั้นอาจจะกลายเป็นปัญหาต่อไปก็ได้
เมื่อถามว่าจะปฏิรูปร่วมกับพรรคการเมืองได้อย่างไร ในเมื่อเขาขยับตัวไม่ได้ “อลงกรณ์” ระบุว่า เห็นตรงกันว่า หลังการประชามติแล้ว เราน่าจะเห็นการผ่อนปรนให้พรรคการเมืองสามารถประชุมได้ เพื่อปฏิรูปพรรค เตรียมสู่การเลือกตั้ง และจัดเตรียมนโยบาย ส่วนตัวคิดว่า นี่คือช่วงเวลาที่เหมาะสม และจะสร้างบรรยากาศทางการเมืองเตรียมความพร้อมไปสู่การเลือกตั้งที่จะมาถึง ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับพรรคการเมืองที่จะสร้างความพร้อมของตัวเองในการสร้างบรรยากาศทางการเมืองด้วย โดยการลดการเผชิญหน้า ลดท่าทีของความเห็นต่างที่รุนแรง มาสู่การปรับตัวในกระบวนการทางการเมืองเชิงคุณภาพและสร้างสรรค์มากขึ้น เพื่อให้ทางฝ่ายผู้มีอำนาจมีความมั่นใจว่าจะไม่เกิดปัญหาความขัดแย้ง ความรุนแรงเกิดขึ้นอีก สรุปแล้วก็ต้องช่วยกันทั้ง 2 ฝ่าย ทั้งพรรคการเมืองเอง และผู้มีอำนาจ
สำหรับข้อครหาว่า กิจกรรมนี้เป็นแค่การสร้างเครือข่ายอนาคตทางการเมือง ไม่ก่อประโยชน์ต่อ สปท. “อลงกรณ์” ชี้แจงว่า “ความจริงคือความจริง ซึ่งก่อนที่จะเดินทางไปพบกับพรรคการเมืองก็มีการกล่าวหาว่า สปท. จะไปล็อบบี้ให้เลือก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หรือพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นนายกรัฐมนตรี หลังการเลือกตั้ง ซึ่งผมได้ปฏิเสธไปแล้วว่า เรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริง ซึ่งได้พิสูจน์แล้ว ส่วนเรื่องการสร้างเครือข่ายก็ได้ชี้แจงไปแล้ว โดยมีสมาชิก สปท.หลายท่านออกมายืนยันว่า เราไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องทางการเมือง หรือมีวาระซ่อนเร้นทางการเมืองใดๆ และไม่ได้สร้างเครือข่ายเพื่อตั้งพรรคการเมืองใดๆ ทั้งสิ้น ก็เป็นที่เข้าใจกัน”
“สมาชิก สปท.ที่ทำงานร่วมกันก็ยืนยันว่า ผมไม่ได้ทำอย่างที่ถูกกล่าวหา หรือแม้แต่การพูดถึงตัวเองก็ยังไม่เคย เรื่องที่พูดเป็นเรื่องของการปฏิรูป 100% ส่วนการพบพรรคเล็กๆ ขณะนี้คงทำไม่ได้แล้ว เพราะประธาน สปท. ได้สั่งระงับกิจกรรมดังกล่าว ซึ่งเราก็ต้องทำตามคำสั่งนั้น การสื่อสารของเรากับพรรคการเมืองก็ยังดำเนินการต่อไปอยู่ ผ่านการส่งอีเมล ผลการดำเนินงานของ สปท. ไปยังพรรคต่างๆ ทั้งนี้การระงับกิจกรรมดังกล่าวก็เป็นผลที่มีการวิจารณ์ในที่ประชุมใหญ่ เพื่อเป็นการตัดบท แต่ผมก็ได้ชี้แจงในการประชุมภายในถึงทุกประเด็นว่า กิจกรรมที่ดำเนินการ ไม่ว่าจะเป็นการเดินสายพบพรรคการเมือง หรือการไปบรรยายสรุปเรื่องการปฏิรูป รวมถึงการสร้างเครือข่ายร่วมขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศของ สปท. ก็เป็นการดำเนินการตามผลการประชุมของคณะกรรมการประสานงานการขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศ ไม่ใช่ดำเนินการโดยส่วนตัว หรือตามอำเภอใจ”
ในส่วนข้อวิจารณ์ว่า การเดินสายพบพรรคการเมืองไม่ก่อประโยชน์กับ สปท.นั้น อลงกรณ์บอกว่า จริงๆ แล้วมีสมาชิก สปท.จำนวนมากเห็นว่าสิ่งที่ตนทำนั้นเป็นประโยชน์ แต่ก็จะมี 2-3 ท่านที่อภิปรายเห็นต่าง ซึ่งการสื่อสารสร้างความเข้าใจเพื่อนำไปสู่ความร่วมมือ เป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญ เพราะเราวางหลักไว้ว่า การปฏิรูปครั้งนี้เป็นหน้าที่ความรับผิดชอบที่เราต้องร่วมมือกัน โดยแยกออกจากการเมือง และการที่จะก่อให้เกิดความร่วมมือได้ ต้องเกิดความเข้าใจ และการที่จะก่อให้เกิดความเข้าใจได้ก็ต้องมีการสื่อสารเพื่อได้ข้อมูลครบถ้วน
หลายครั้งที่เดินสายออกไปพบกับภาคีภาคต่างๆ ทั้งภาควิชาการ ข้าราชการ พรรคการเมือง ปัญหาที่เราพบคือ การรับรู้ข่าวสารและการใส่ใจเรื่องการปฏิรูปน้อยมาก ดังนั้นเราจึงเน้นมาเรื่องการสื่อสารสร้างความเข้าใจ โดยเราได้จัดตั้งศูนย์สื่อสาร สปท. ถือเป็นภารกิจสำคัญเพื่อสื่อสารให้เกิดความเข้าใจในการปฏิรูป และก่อให้เกิดความตื่นรู้ว่า การปฏิรูปนั้นสำคัญ จะได้มาร่วมมือกัน ส่วนจะเห็นต่างหรือเห็นพ้องอย่างไร ไม่ใช่ปัญหา ดังนั้นการสื่อสารในทุกสาขาอาชีพเราได้ทำงานมาอย่างต่อเนื่อง
“การเดินสายพบพรรคการเมืองก็เป็นแค่กิจกรรมย่อยๆ เท่านั้นเอง ไม่ใช่เป็นกิจกรรมที่สำคัญที่สุด หากเป็นกิจกรรมเพื่อสื่อสารสร้างความเข้าใจเท่านั้นเอง เหมือนที่เราเดินสายไปสร้างความเข้าใจกับภาคเอกชน ทุกภาคีเครือข่าย เพียงแต่ถูกนำมาเป็นประเด็นทางการเมือง แต่เราก็ได้พิสูจน์แล้วว่าเรื่องนี้ไม่มีวาระซ่อนเร้นอะไรทางการเมือง” รองประธาน สปท.กล่าวปิดท้าย
ขณะที่มีีการตั้งข้อสังเกตว่า การขอความร่วมมือในการปฏิรูปประเทศจากพรรคการเมืองจะเป็นรูปธรรมได้อย่างไร ในเมื่อฝ่ายการเมืองถูกจำกัดสิทธิอย่างมาก แม้ขยับตัวก็ยังลำบาก แต่รองประธาน สปท.ก็ได้ให้แนวโน้มแล้วว่า มีความเป็นไปได้ที่จะมีการผ่อนปรนให้พรรคการเมืองเปิดประชุมได้ หลังการทำประชามติเสร็จสิ้น อย่างไรก็ตาม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง แสดงอาการหงุดหงิดอย่างเห็นได้ชัด เมื่อถูกถามถึงข้อเสนอของ สปท.ที่ให้ปลดล็อกพรรคการเมืองหลัง 7 สิงหาคม
ดูเหมือนความเห็นจะไม่ตรงกันสักเท่าไหร่ ซึ่งน่าติดตามต่อว่า การดำเนินงานเดินสายบรรยายต่างๆ นั้น จะเป็นเพียงแค่พิธีกรรม ออกโรดโชว์ผลงานของ สปท. หรือเป็นการประสานความร่วมมือกับภาคีภาคส่วนอื่นๆอย่างจริงจัง
ขณะเดียวกันอีกส่วนที่ต้องจับตาต่อไปคือ “อนาคต” ของอลงกรณ์ ที่แม้จะยุติการเดินสายแล้ว แต่กระแสที่ส่งผลลบต่อเขาก็ยังไม่หมดไป ล่าสุดกระทบถึงตำแหน่ง “รองประธาน สปท.คนที่ 1” ของอลงกรณ์ด้วย
สำหรับวาระของ สปท. ตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับมีชัย ฤชุพันธุ์ กำหนดไว้ใน มาตรา 266 ซึ่งหากร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านประชามติ ก็คือให้ สปท.อยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปพลางก่อน เพื่อจัดทำข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ จนกว่าจะมีกฎหมายว่าด้วยแผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ แต่หัวหน้า คสช.อาจจะปรับเปลี่ยนโครงสร้างหรือวิธีการทำงานของ สปท. เพื่อให้การปฏิรูปประเทศมีประสิทธิภาพมากขึ้นก็ได้
ทั้งนี้มีกระแสข่าวมาตลอดถึงเรื่องการ “ปรับโครงสร้าง” สปท.ใหม่อีกครั้ง ให้มีความ “กระชับ” ขึ้น จากที่ก่อนหน้านี้ปรับเปลี่ยนมาจากสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่หมดวาระไปพร้อมกับการโหวตคว่ำร่างรัฐธรรมนูญของ “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ”
แรงกระเพื่อมภายใน สปท.ครั้งนี้ ยิ่งจะเพิ่มความเป็นไปได้ที่ สปท.จะถูกปรับลดขนาดให้เล็กลง คล่องตัว ไม่วุ่นวาย ตาม “สไตล์” หัวหน้า คสช.
ฉะนั้นนอกจากอนาคต “อลงกรณ์” ที่เป็นเรื่องขึ้นมาหลังการแสดงบทบาทที่ถูกมองว่า “ทำเกินหน้าที่” อีกส่วนที่จะต้องติดตาม คือ อนาคตของ สปท.
จับตาการประชุม สปท.วันจันทร์นี้ (11 ก.ค.) คลื่นลมจะสงบหรือยัง!!
-------------------
(คม วิเคราะห์ การเมืองรอบสัปดาห์ : อนาคต 'อลงกรณ์-สปท.' ระส่ำ!! : โดย...จักรวาล ส่าเหล่ทู / สำนักข่าวเนชั่น)



