
เบื้องลึก'ม.44'สั่งยุติศึก'บัตรทอง49ล้านคน'
เบื้องลึก'ม.44'สั่งยุติศึก'บัตรทอง49ล้านคน' : ทีมข่าวรายงานพิเศษ
หลังจาก คสช. เปิดศึกล้างบางขุนศึก “ตระกูล ส.” โดยเริ่มจาก “สสส.” หรือสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เมื่อปลายปี 2558 โดย คสช.สั่งตรวจสอบการใช้จ่ายเงินงบประมาณที่ได้กว่าปีละ 4,000 ล้านบาท เนื่องจากสงสัยว่าจะใช้งบไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ หรือมีผลประโยชน์ทับซ้อนของกรรมการบริหารกองทุน จนถึงวันนี้ยังรอผลรายละเอียดของการตรวจสอบ ว่าจะออกมาแบบใด? เอาผิดใครได้บ้าง?
ระหว่างที่รอนั้น คสช. ได้จับจ้องไปที่ “ส” ตัวที่ 2 คือ “สปสช.” หรือ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือชาวบ้านทั่วไปรู้จักกันในนามของ “บัตรทอง” หรือโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค แต่ตอนนี้ฟรีหมดไม่เก็บเงิน 30 บาทแล้ว
“สปสช.” ถือเป็นการปฏิรูประบบสาธารณสุขอย่างแท้จริง เริ่มจากปี 2543 ที่ประชาชนกว่า 9 หมื่นคนร่วมแรง ร่วมใจ ร่วมกดดัน ขอเสนอกฎหมายหลักประกันสุขภาพอย่างเร่งด่วน จนมีพรรคการเมืองนำไปเป็นนโยบายหาเสียงก่อนกลายเป็น “พระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ” สำเร็จในปี 2545 ถือเป็นครั้งแรกที่ชาวบ้านทุกคนสามารถเข้าถึงการรักษาพยาบาลอย่างแท้จริง โดยรัฐเหมาจ่ายให้ในช่วงนั้นหัวละประมาณ 1,200 บาท
ผ่านไป 14 ปี งบประมาณ 2559 มีการจัดสรรเงินบริการทางการแพทย์เหมาจ่ายรายหัวเพิ่มเป็น “3,028.94 บาท” โดยมีจำนวนผู้มีสิทธิ 49 ล้านคน
ที่ผ่านมา การใช้จ่ายของ “สปสช.” หัวละพันกว่าบาทที่มอบให้โรงพยาบาลรัฐมักโดนบ่นว่าไม่พอเพียง จนกระทั่งยอดตัวเลขเพิ่มขึ้นเป็น 3 ,000 บาท เสียงบ่นเริ่มหายไป กลายเป็นการใช้จ่ายเงินที่เริ่มโดนตั้งข้อสังเกตว่าอาจไม่โปร่งใส โดยเฉพาะทีมงานกระทรวงสาธารณสุขใน “ยุค คสช.” ได้สั่งตรวจสอบเข้มเป็นพิเศษในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ทำให้เกิดกระแสคัดค้านอย่างหนักในหมู่บุคลากรทางการแพทย์และเครือข่ายด้านสุขภาพ สุดท้ายกลายเป็นจุดพลิกผันเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม ที่ผ่านมา มีคำสั่งใช้มาตรา 44 อย่างเร่งด่วนของหัวหน้า คสช. เพื่อเคลียร์ปัญหาเรื่องนี้
หนึ่งในเครือข่าย “กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ” ผู้เฝ้าติดตามปัญหา สปสช.วิเคราะห์ให้ “คมชัดลึก” ฟังว่า
“ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา มีบางกลุ่มพยายามเข้ามาจัดระเบียบ การใช้จ่ายเงินของ สปสช.ที่ส่งให้โรงพยาบาลเป็นรายหัว หรือเรียกง่ายๆ ว่า กองทุนบำรุง ปกติเงินที่ได้มา โรงพยาบาลแต่ละแห่งจะนำไปจัดการกันเองว่าจะเอาไปจ่ายค่ายา ค่าหมอ ค่าอะไรบ้าง จนกระทั่งคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความว่าการบริหารจัดการเงินของ สปสช.ใน
โรงพยาบาลมีความผิดพลาด หรือผิดกฎหมาย เช่น เอาเงินไปจ่ายชดเชยหมอ จ่ายค่าโอที เอาไปจ่ายค่าตรวจห้องแล็บ ซื้อยาราคาสูง กลายเป็นว่า
โรงพยาบาลไม่สามารถบริหารเงินได้ มีการร้องเรียนไปที่รัฐบาลเยอะมาก สุดท้ายเลยต้องกลายเป็นคำสั่ง คสช. ออกมา 5 ข้อตามที่ประกาศ”
จากเนื้อหา คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2559 โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ 37/2559 เรื่องค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องและจำเป็นต่อการสนับสนุนและส่งเสริมการจัดบริการสาธารณสุขและค่าใช้จ่ายอื่นตามกฎหมายว่าด้วยหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
สามารถวิเคราะห์แจกแจงสาระสำคัญของคำสั่งทั้ง 5 ข้อ ได้ดังนี้
1.ให้หน่วยบริการ เครือข่ายหน่วยบริการ หน่วยบริการที่รับการส่งต่อผู้รับบริการองค์กรชุมชน องค์กรเอกชนและภาคเอกชนที่ไม่มีวัตถุประสงค์เพื่อดำเนินการแสวงหาผลกำไร องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานของรัฐที่ได้รับมอบหมายให้ทำกิจการในอำนาจหน้าที่ของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ตามกฎหมายว่าด้วยหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ มีสิทธิได้รับค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องและจำเป็นต่อการสนับสนุนและส่งเสริมการจัดบริการสาธารณสุขและค่าใช้จ่ายอื่นจากกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
: หมายความว่า นอกจากการรักษาทั่วไปแล้ว
โรงพยาบาลสามารถจัดสรรเงินให้หน่วยงานอื่นเช่น ท้องถิ่น โรงเรียน ชมรมแม่บ้าน มูลนิธิ ฯลฯ มาช่วยเรื่องบริการสาธารณสุขได้ เช่น การจัดออกกำลังกาย จัดกิจกรรมผู้สูงอายุ
2.ให้ค่าใช้จ่ายดังต่อไปนี้ เป็นค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องและจำเป็นต่อการสนับสนุนและส่งเสริมการจัดบริการสาธารณสุขตามข้อ 1 ได้แก่ (1) ค่าใช้จ่ายเพื่อการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคที่ดำเนินการโดยหน่วยงานหรือองค์กร และ (2) ค่าใช้จ่ายเพื่อบริการสาธารณสุขสำหรับบริการบำบัดทดแทนไต ด้วยการล้างไตผ่านทางช่องท้องอย่างต่อเนื่อง
: เนื่องจากที่ผ่านมา การล้างไตต้องมาทำที่โรงพยาบาลเท่านั้น และต้องทำในเวลาราชการ แต่ปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่ช่วยให้ผู้ป่วยล้างไตที่บ้านได้ เมื่อเปิดกว้างตรงนี้จะช่วยลดภาระของเจ้าหน้าที่แพทย์พยาบาลและทำให้เบิกเงินค่าทำโอทีหรือค่าทำงานล่วงเวลาได้ด้วย
3.ให้ค่าใช้จ่ายดังต่อไปนี้ เป็นค่าใช้จ่ายอื่นตามข้อ 1 ได้แก่ (1) ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการจัดบริการสาธารณสุขในกิจการของหน่วยบริการ ตามกฎหมาย ว่าด้วยหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (2) ค่าใช้จ่ายเพื่อชดเชยค่าเสื่อมของสิ่งก่อสร้างและครุภัณฑ์ที่ใช้ในการบริการผู้ป่วยนอก บริการผู้ป่วยใน และบริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค (3) ค่าใช้จ่ายเพื่อเป็นเงินช่วยเหลือเบื้องต้นแก่ผู้ให้บริการ ที่ได้รับความเสียหายจากการบริการสาธารณสุขของหน่วยบริการ
: หลังจากถูกตีความว่า เงินของ สปสช.นั้น จะเอาไปใช้เป็นค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอุปกรณ์แพทย์ไม่ได้ เช่น เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์เสียก็ดึงงบส่วนนี้ไปจ่ายค่าซ่อมไม่ได้ ทำให้มีการร้องเรียนปัญหาไปยังรัฐบาลจำนวนมาก คำสั่งข้อนี้จึงออกมาเพื่อผ่อนปรนให้อิสระในการใช้จ่ายในส่วนที่จำเป็นสำหรับบริการผู้ป่วย ส่วนการระบุ ค่าใช้จ่ายเพื่อเป็นเงินช่วยเหลือเบื้องต้นแก่ผู้ให้บริการ นั้น หมายถึงหากเจ้าหน้าที่ใน
โรงพยาบาลติดเชื้อหรือเสียหายระหว่างการให้บริการ สามารถรับเงินช่วยเหลือเบื้องต้นได้ เช่น ถูกผู้ป่วยโรคจิตเภททำร้าย หรือติดเชื้อวัณโรคจากผู้ป่วย
4.การรับเงิน การจ่ายเงิน การรักษาเงิน และรายการของค่าใช้จ่ายตามข้อ 2 และ 3 ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ประกาศกำหนดโดยความเห็นชอบของกระทรวงการคลัง การออกประกาศตามวรรคหนึ่งให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน นับตั้งแต่วันที่คำสั่งนี้มีผลบังคับใช้
: เป็นการกำหนดระยะเวลาให้จัดทำรายละเอียดเพิ่มเติมที่จำเป็นให้เสร็จสิ้นภายใน 60 วัน เพื่อเร่งให้ทันการรับเงิน จ่ายเงินสำหรับปีงบประมาณ
5.ให้การจ่ายเงินและการรับเงินเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายตามข้อ 2 และ 3 จากกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งดำเนินการไปแล้วโดยสุจริต ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2558 จนถึงวันประกาศตามข้อ 4 มีผลบังคับใช้เป็นค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องและจำเป็น ต่อการสนับสนุนและส่งเสริมการจัดบริการสาธารณสุขและค่าใช้จ่ายอื่นตามคำสั่งนี้ การจ่ายเงินและการรับเงิน ซึ่งได้กระทำก่อนวันที่ 1 ตุลาคม 2558 หากผลการตรวจสอบของ สธ.พบว่า ได้ดำเนินการโดยสุจริตและสอดคล้องกับประกาศตามข้อ 4 ให้ถือว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องและจำเป็นต่อการสนับสนุนและส่งเสริมการจัดบริการสาธารณสุขและค่าใช้จ่ายอื่นตามคำสั่งนี้ด้วย
: ถือเป็นข้อสำคัญ เพราะช่วยปลดล็อกให้หลาย
โรงพยาบาลที่กำลังติดขัดในเรื่องถูกตรวจสอบการใช้จ่ายเงิน และไม่ควรโดนเอาผิดย้อนหลังได้ด้วย
แม้ว่ากลุ่มหมอและผู้เคลื่อนไหวเรื่องนี้ส่วนใหญ่จะพอใจกับเนื้อหาที่ คสช.สั่งให้ผ่อนคลายการใช้งบประมาณของ สปสช. แต่ก็มีการท้วงติงว่า
การใช้คำสั่งมาตรา 44 มายุติศึกบัตรทองหรือศึกภายใน สปสช. อาจไม่ใช่เรื่องสมควรทำ !
เนื่องจากควรทำตามขั้นตอนการออกกฎหมาย หรือการปรับปรุงแก้ไขรายละเอียดบางข้อของ “พระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ” ให้สอดคล้องกับเงื่อนไขการทำงานของโรงพยาบาล และคำสั่ง มาตรา 44 แบบนี้อาจไม่ได้ผ่านการพิจารณาอย่างรอบคอบจากทุกฝ่าย ทั้งที่เป็นเรื่องสำคัญที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพของคนไทย 49 ล้านคน
ด้าน นพ.เกรียงศักดิ์ วัชรนุกูลเกียรติ ประธานชมรมแพทย์ชนบท แสดงความเห็นต่อคำสั่งข้างต้นว่า ไม่ได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรมากมายนัก เพราะเมืองไทยมักใช้วิธีการออกกฎระเบียบจากความคิดพื้นฐานว่าทุกคนเป็นผู้ร้าย เป็นโจร ต้องวางวิธีการตรวจสอบอย่างละเอียดเคร่งครัดหลายขั้นตอน จนทำให้การทำงานไม่เกิดการสร้างสรรค์ เช่น “สปสช.” ถูกตรวจสอบตอนแรกอ้างว่า “ผิดกฎหมาย” แต่มาตอนหลังใช้คำว่า “ผิดวัตถุประสงค์”
“ถ้า คสช.มีความตั้งใจจะใช้มาตรา 44 ปฏิรูประบบสุขภาพของคนไทยจริงๆ ก็ต้องเปลี่ยนวิธีการแต่งตั้งบอร์ด หรือกรรมการบริหาร สปสช.ทั้งหมด ควรมีภาคประชาชนมาร่วมด้วย รวมถึงการปฏิรูปแพทยสภาด้วย เพราะไม่ได้ทำหน้าที่ควบคุมจริยธรรมและดูแลผลประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง” นพ.เกรียงศักดิ์ กล่าวแนะนำ
เมื่อปี 2545 สปสช.ดูแลรับผิดชอบเงินงบประมาณแผ่นดิน 2.76 หมื่นล้านบาท ผ่านไป 14 ปี ยอดเงินปี 2558 สูงถึง 1.15 แสนล้านบาท เพื่อดูแลรักษา “ผู้ป่วยนอก” 150 ล้านคน และ “ผู้ป่วยใน” 5.5 ล้านคนต่อปี
“สปสช.” คือหลักประกันสุขภาพของคนไทยทั้งประเทศ จึงต้องการระบบบริหารและระบบตรวจสอบการใช้จ่ายเงินอย่างมีประสิทธิภาพ ที่สำคัญคือการมีส่วนร่วมของประชาชน เพราะเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับ ชีวิต สุขภาพ ความเจ็บป่วย ความตาย !



