
ฆาตกรรมซ้ำสองของชาวโซเชียล
ฆาตกรรมซ้ำสองของชาวโซเชียล : โดยวิธีของเราเอง โดยไพฑูรย์ ธัญญา
ในรอบสัปดาห์ที่ผ่าน ประชาชนชาวโซเชียลพากันเศร้าสะเทือนใจไปกับข่าวฆาตกรหื่น ฆ่าข่มขืนครูสาวอย่างเหี้ยมโหดสุดสยองที่ อ.แก่งคอย มีการแชร์ภาพของผู้ตกเป็นเหยื่อลงในสื่อสังคมออนไลน์อย่างไม่บันยะบันยัง แม้ว่าโดยเจตนา พวกเขาจะพากันเดือดแค้นชิงชังฆาตกรที่ถูกตะครุบได้ในเวลาต่อมา แต่ภาพที่ว่อนเกลื่อนทางอินเทอร์เน็ต ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ และคำถามถึงความเหมาะสม ในการปฏิบัติต่อผู้เคราะห์ร้าย ของผู้ที่โพส์ตภาพอันไม่เหมาะสมนี้อย่างกว้างขวาง นี่เป็นอีกครั้งหนึ่ง ที่คนในสังคมก้มหน้า พากันถูกตั้งคำถามถึงจริยธรรมในการสื่อสาร
ผมรับทราบข่าวนี้ด้วยความสะเทือนใจเหมือนกับหลายๆ คน สำหรับผม ครูสาวคนนี้อย่างน้อยก็ถือว่าเป็นศิษย์คนหนึ่ง แม้เธอจะเคยเรียนอยู่ต่างคณะในมหาวิทยาลัยที่ผมสอน และไม่แน่ว่าครั้งหนึ่งเคยได้สอนเธอบ้างหรือไม่ เด็กสาวที่น่ารักและเป็นครูที่ดี กลับต้องประสบชะตากรรมอันแสนสะเทือนใจ ขณะหัวใจของพ่อแม่และบุคคลใกล้ชิดแทบจะแหลกสลาย เหตุการณ์ครั้งนี้ ได้ตอกย้ำความจริงอันน่าขมขื่นว่า ในสังคมของเราผู้หญิงไม่เคยปลอดภัย และกฎหมายก็ไม่เคยช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ได้
การส่งผ่านข้อมูลทั้งภาพและข้อความในอินเทอร์เน็ต โดยเฉพาะในสื่ออย่างเฟซบุ๊ก มักก่อให้เกิดผลกระทบและปัญหาอยู่เสมอ ยิ่งในประเด็นของสิทธิส่วนบุคคล นักวิชาการด้านสื่อต่างประเทศคนหนึ่ง ได้วิเคราะห์ให้เห็นผลในทางลบของการสื่อสารในสื่อสังคมออนไลน์ว่า เว็บไซต์เครือข่ายสังคมส่งเสริมให้บุคคลตกเป็นเป้าของสาธารณะมากขึ้น ในเรื่องที่เกี่ยวกับชีวิตส่วนตัวของพวกเขา เพราะรายละเอียดที่ใกล้ชิดของชีวิตของเราสามารถโพสต์ได้อย่างง่ายดาย ยิ่งเป็นภาพที่มีความล่อแหลมส่อไปในทางที่ละเมิดสิทธิส่วนตัว ไม่ว่าจะเป็นภาพในเชิงอนาจาร หรือฆาตกรรม หากไม่มีการอำพราง ก็ยิ่งก่อให้เกิดปัญหาทางคุณธรรมและจริยธรรมอยู่เสมอ
กรณีฆาตกรรมครูสาว ประเด็นที่ชาวโซเชียลออกมารุมประณามก็คือ มีคนกระหน่ำเผยแพร่ภาพที่ชวนสยองของเหยื่อฆาตกรอย่างโจ่งแจ้งชัดเจน ไม่มีการปรับแต่งภาพเพื่อเป็นการอำพรางแต่อย่างใด โดยสามัญสำนึกทั่วไป เราจะต้องให้ความเคารพผู้ตายในทุกกรณี ไม่ว่าเขาผู้นั้นจะเป็นคนดีหรือคนเลว แต่เมื่อการสื่อสารในโลกปัจจุบัน ทำได้ง่ายและรวดเร็วแค่คลิกเดียว และผู้คนก็เสพติดการส่งข่าวกันเกินพอดี การละเมิดสิทธิส่วนบุคคลจึงเกิดขึ้นให้เห็นอยู่เสมอ เราอาจไม่รู้สึกรู้สากระไรนัก หากภาพที่ไม่เหมาะสมเหล่านั้นไม่เกี่ยวข้องกับคนใกล้ชิดกับตัวเอง ต่อเมื่อเรื่องทำนองนี้เกิดขึ้นกับบุคคลที่เรารู้จัก รักใคร่ นั่นแหละเราจึงมีปฏิกิริยาออกมา
ผมเชื่ออยู่อย่างหนึ่งว่า ชาวโซเชียลส่วนใหญ่ ที่พากันกระหน่ำโพสต์แพร่ภาพข่าวและเหตุการณ์นี้ กระทำไปด้วยเจตนาดีเป็นพื้นฐาน ไม่ได้ตั้งใจจะประจานภาพที่ไม่เหมาะสมต่อสาธารณะแต่อย่างใด พวกเขารับไม่ได้กับความเหี้ยมโหดและไร้มนุษยธรรมในครั้งนี้ เห็นได้จากสังคมพากันออกมาเรียกร้องให้ประหารชีวิตฆาตกรอย่างไม่ตะขิดตะขวงใจ แต่การส่งผ่านภาพข่าวที่กระทำไปโดยความรู้สึกเป็นที่ตั้ง มันกลับไม่ส่งผลดีต่อผู้ตายและคนในครอบครัวแม้แต่นิดเดียว มิหนำซ้ำยังถูกสังคมมองว่า นี่คือการกระหน่ำซ้ำเติมเหยื่อผู้เคราะห์ร้าย เหมือนที่เคยเกิดขึ้นมาครั้งแล้วครั้งเล่า
การสื่อสารทางสื่อสังคมออนไลน์ นั้นทรงพลังและส่งผลกระทบทั้งดีและร้าย ดังที่ทุกคนประจักษ์อยู่แก่ใจ เว็บไซต์เครือข่ายสังคม เป็นเพียงเครื่องมือและเทคโนโลยีอย่างหนึ่ง ที่มนุษย์ประดิษฐ์คิดสร้างขึ้นมา โดยตัวมันเองนั้นมีความเป็นกลาง แต่การใช้งานของผู้คนต่างหากที่ก่อให้เกิดปัญหา มันสามารถให้คุณและให้โทษแก่เราอย่างคาดไม่ถึง ในเวลานี้คงไม่มีกลไกใดๆ ที่จะไปหยุดยั้งหรือควบคุมมันได้อย่างมีประสิทธิภาพ สิ่งเดียวเท่านั้นที่จะหยุดยั้งผลกระทบในเชิงลบของสื่อประเภทนี้ได้ คือจิตสำนึกและความรับผิดชอบ ความมีจริยธรรมของเรานั่นเอง ผู้คนในโลกสังคมออนไลน์ต้องไม่ลืมความจริงข้อหนึ่งว่า สำหรับสื่อประเภทนี้ หากเราใช้มันมาก วันหนึ่งมันอาจกลับมาเล่นงานเราได้ เพราะสื่ออย่างเฟซบุ๊ก มันล่อและลวงให้เราตกหลุมพรางได้เสมอ มันเป็นสื่อประเภทเดียวที่ทำงานบนพื้นฐานของการดึงเอาภาวะด้านในของมนุษย์มาเป็นตัวร่วม เฟซบุ๊กเปิดเปลือย ตีแผ่สัญชาตญาณ แรงปรารถนา และจิตใต้สำนึกของคนเราที่ลึกที่สุดออกมาอย่างง่ายดาย
นี่คือสิ่งที่คนในสื่อสังคมออนไลน์พึงตระหนักและระแวดระวัง อย่าให้ความสะทกสะเทือนใจ หรือแม้แต่ความปรารถนาดีและความมีมนุษยธรรมของเราที่แสดงออก ต้องกลายเป็น “ฆาตกรรมซ้ำสอง” แก่เหยื่อผู้เคราะห์ร้าย ไม่ว่าในกรณีใดๆ ก็ตาม



