นัยใน‘คำวินิจฉัย’กฎหมายประชามติ
นัยใน‘คำวินิจฉัย’กฎหมายประชามติ : ขยายปมร้อน สำนักข่าวเนชั่น โดย อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ
รู้กันตั้งแต่เมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่า พ.ร.บ.ประชามติ มาตรา 61 วรรคสอง ไม่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี 2559 มาตรา 4 แต่ในวันนั้นมีเพียงเอกสารแถลงข่าวสั้นๆ ว่า ไม่มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญเท่านั้น แต่ไม่ได้มีคำอธิบายถึงเหตุผลใดๆ
ล่าสุด เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ได้มีการเผยแพร่คำวินิจฉัยกลางเพื่อให้สาธารณชนได้ทราบถึงเหตุผลของคำวินิจฉัยดังกล่าว ซึ่งคำวินิจฉัยของศาลนั้น ทุกคนเข้าใจตรงกันว่า ต้องยอมรับ แต่ในขณะเดียวกันก็ย่อมต้องถูกนำมาถกเถียงและวิพากษ์วิจารณ์เหตุผลได้เช่นกัน
เริ่มต้นเรามาทำความรู้จักก่อนว่า มาตรา 61 วรรคสองของ พ.ร.บ.ประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 2559 บัญญัติไว้ว่า “ผู้ใดดำเนินการเผยแพร่ข้อความ ภาพ เสียง ในสื่อหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือในช่องทางอื่นใดที่ผิดไปจากข้อเท็จจริงหรือมีลักษณะรุนแรง ก้าวร้าว หยาบคาย ปลุกระดม หรือข่มขู่ โดยมุ่งหวังเพื่อให้ผู้มีสิทธิออกเสียงไม่ไปใช้สิทธิออกเสียง หรือออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือไม่ออกเสียงให้ถือว่าผู้นั้นกระทำการก่อความวุ่นวายเพื่อให้การออกเสียงไม่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย”
ขณะที่รัฐธรรมนูญมาตรา 4 นั้น ระบุว่า “ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาค บรรดาที่ชนชาวไทยเคยได้รับการคุ้มครองตามประเพณีการปกครองประเทศไทย ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขและตามพันธกรณีระหว่างประเทศที่ประเทศไทยมีอยู่แล้ว ย่อมได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญนี้”
ทั้งนี้ประเด็นจากคำวินิจฉัยกลางหลักๆ ที่เราควรพิจารณามี 2 ประเด็นประกอบด้วย ประเด็นแรก ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยขีดเส้นว่า การออกกฎหมายเพื่อจำกัดสิทธินั้นสามารถทำได้ โดยระบุว่า “อย่างไรก็ดี เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 มาตรา 4 คุ้มครองนั้น อาจถูกจำกัดได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเพื่อการที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้”
โดยศาลได้ยกตัวอย่างรัฐธรรมนูญ 2550 กำหนดไว้ให้การจำกัดสิทธิสามารถทำได้ในกรณีเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ เพื่อคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ เกียรติยศ ชื่อเสียง สิทธิในครอบครัวหรือความเป็นอยู่ส่วนตัวของบุคคลอื่น เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือเพื่อป้องกันหรือระงับความเสื่อมทรามทางจิตใจ หรือสุขภาพของประชาชน เป็นต้น
กรณีเช่นนี้เป็นที่น่าสังเกตว่า การรับรองสิทธิทางรัฐธรรมนูญของไทยนั้น แตกต่างกับในบางประเทศ เพราะของเรามักจะมีสร้อยต่อท้ายการรับรองสิทธิว่า “ทั้งนี้กระทำได้ตามที่กฎหมายบัญญัติ” ซึ่งหมายความว่าการคุ้มครองสิทธิทางรัฐธรรมนูญนั้น จะได้รับการเพิกเฉยทันที หากมีการผ่านกฎหมาย หรืออกกฎหมายเฉพาะขึ้นมา เนื่องจากรัฐธรรมนูญได้เปิดทางให้จำกัดสิทธิได้เช่นกัน
ซึ่งต่างจากบางประเทศที่กำหนดไว้ชัดเจนว่า หากอะไรเป็นสิทธิที่ได้รับความคุ้มครอง การออกกฎหมายใดๆ เพื่อจำกัดสิทธิก็ทำไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง
ดังนั้นในประเทศไทย เมื่อขีดเส้นเช่นนี้การรับรองสิทธิไม่ว่าจะมีกี่มาตราในรัฐธรรมนูญฉบับไหน ก็ย่อมไร้ความหมายโดยสิ้นเชิง
ประเด็นต่อมาที่ต้องพิจารณาคือ เรื่องความกำกวมของคำ เช่น “ก้าวร้าว รุนแรง หยาบคาย ปลุกระดม ข่มขู่” ซึ่งผู้ยื่นระบุว่าเป็นคำที่กำกวม แต่กลับส่งผลให้มีโทษทางอาญา ซึ่งศาลเรียกคำเหล่านี้ว่า “ถ้อยคำที่ชัดเจนแต่มีความหมายไม่เฉพาะเจาะจง” และยกตัวอย่างคำว่า “กลางคืน” ที่ระบุว่า “ไม่เฉพาะเจาะจง”
แต่ศาลเองกลับยอมรับว่า มีความชัดเจนในคำว่ากลางคืน กล่าวคือ “ช่วงเวลาพระอาทิตย์ตกถึงพระอาทิตย์ขึ้น” แปลว่ามีการขีดเส้นชัดๆ ว่าเวลาใดเรียกว่ากลางคืน ผิดกับลักษณะคำที่มีการอ้างในมาตรา 61 ที่ไม่มีเส้นแบ่งชัดเจน ซึ่งศาลเองก็ยอมรับว่าเป็นการเปิดโอกาสให้ใช้ดุลพินิจ
และศาลรัฐธรรมนูญยังพูดในทำนองว่า การลงโทษอาจจะไม่ลงโทษขั้นสูงสุด เพราะไม่ได้กำหนดโทษขั้นต่ำเอาไว้ เหมือนเป็นการพูดให้สบายใจ แต่เอาจริงๆ แล้ว โทษไม่ว่าสูงหรือต่ำก็ถือเป็นโทษทั้งสิ้น ผู้ที่ไม่สมควรโดนก็ย่อมไม่สมควรโดน
คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจึงไม่ได้สำคัญแค่ผลลัพธ์เท่านั้น แต่คำอธิบายระหว่างก็เหมือนเป็นการขีดเส้นทางกฎหมาย ที่เราต้องศึกษา และถกเถียง เพราะหมายถึงบรรทัดฐานทางกฎหมายในอนาคต



