คอลัมนิสต์

โทษประหารชีวิต

โทษประหารชีวิต

06 ก.ค. 2559

โทษประหารชีวิต : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 6 ก.ค.2559 

           ตำรวจภูธรจังหวัดสระบุรี เข้าจับกุมนายชาตรี ร่วมสูงเนิน ฆาตกรฆ่าครูสาว ขณะที่พยายามจะเข้าไปข่มขืน แต่ครูสาวรู้สึกตัวและต่อสู้ จนฆาตกรใช้มีดปาดคอเสียชีวิต สังคมเริ่มตั้งคำถามว่า คนร้ายรายนี้ควรได้รับโทษประหารหรือไม่ เพราะพฤติกรรมที่โหดเหี้ยม สังคมรับไม่ได้ ที่ครูคนหนึ่งต้องมาตกเป็นเหยื่อ จึงเริ่มมีเสียงเรียกร้องให้ประหารชีวิตฆาตกรรายนี้เสีย โดยปกติคดีลักษณะฆ่าคนตายนั้นมีโทษถึงขั้นประหารชีวิตอยู่แล้ว ขึ้นอยู่กับดุลพินิจในการตัดสินพิพากษาของศาล ในอดีตประเทศไทยก็มีการประหารนักโทษไปมากมาย แต่สถานการณ์ของอาชญากรรมก็ไม่ได้ดีขึ้น คนหนึ่งตายไป คดีลักษณะฆ่า ก็ไม่ได้หายไปจากสังคม เพียงแต่เกิดคดีที่โหดเหี้ยมทั้งกับสตรีและเด็ก สังคมมักจะชูเรื่องโทษประหารเพื่อให้สาสมกับพฤติกรรมคนร้าย ในขณะที่มีคนบางกลุ่มมองว่า การประหารชีวิต ไม่ได้แก้ปัญหาที่เกิดขึ้น ความรุนแรงยังคงมีต่อเนื่อง จึงเน้นการปรับแนวคิดหรือการให้อภัยแต่ต้องรับโทษก่อนเพื่อให้กลับมาอยู่ร่วมในสังคม แต่ในความเป็นจริงมีบางส่วนที่ยังไม่สำนึก ก่อเหตุซ้ำซาก ในลักษณะคล้ายๆ เดิม

           อดีตประเทศไทยใช้การยิงเป้าเพื่อประหารชีวิต เรือนจำบางขวาง จะเป็นสถานที่สุดท้ายของบรรดานักโทษประหารที่รอการอภัยโทษ ถ้าไม่มีก็เข้าสู่แดนประหาร ซึ่งนักโทษก็จะรู้ว่า ถ้าวันไหนประกาศให้ขึ้นเรือนนอนก่อนเวลา วันนั้นจะมีการประหารชีวิต เมื่อถึงเวลาเย็นเสียงกระสุนปืนที่ดังก้องไปทั่วเรือนจำบางขวางท่ามกลางความเงียบ ตอนนั้นบรรดานักโทษจะเงียบสนิท ตรงนี้เหมือนจิตวิทยาแบบหนึ่งบรรดานักโทษในเรือนจำบางส่วนเกิดความสำนึกหวาดกลัว บางคนรู้สึกเฉยๆ เมื่อเวลาผ่านไปก็กลับมาใช้ชีวิตกันปกติ กลุ่มที่คัดค้านโทษประหารชีวิต จึงมองว่า โทษประหารไม่ได้แก้ปัญหา ตรงข้าม เมื่อมีอัตราโทษสูงคนร้ายมักจะต่อสู้ขัดขืน ไม่ยอมให้จับแต่โดยดี จึงเกิดการบาดเจ็บล้มตาย ทั่วโลกจึงมีการลงโทษทั้งสองแบบ ขึ้นอยู่กับพื้นที่แม้แต่ในสหรัฐอเมริกาเอง บางรัฐไม่มีโทษประหาร แต่บางรัฐก็ยังใช้กฎหมายตาต่อตาฟันต่อฟันแบบนี้อยู่

           เมื่อปี 2546 ประเทศไทยได้เปลี่ยนระบบการประหารชีวิต จากยิงเป้ามาเป็นการฉีดยาเหมือนกับการฉีดยาสลบก่อนใช้ยาเพื่อหยุดการหายใจ การประหารแบบนี้ไม่น่ากลัวในสายตาบรรดานักโทษประหารเพราะเหมือนกับการนอนหลับ แต่หลายฝ่ายมองว่า ไม่ทรมานเหมือนเป็นสิทธิการตายแบบหนึ่งที่ไม่ทนทุกข์ทรมาน ซึ่งมุมมองขึ้นอยู่กับการรับรู้ข่าวสารของแต่ละบุคคล ถามว่าประเทศไทยยังคงมีโทษถึงประหารชีวิตอยู่ เพียงแต่ศาลจะใช้ดุลพินิจของตัวเองในการพิพากษา ถ้าคนร้ายรับสารภาพ ก็มีการลดโทษ ถ้าคนร้ายปฏิเสธขอต่อสู้คดี ก็อาจจะถูกตัดสินประหารชีวิตได้ แต่ประเทศไทยยังมีขบวนการอื่นๆ เพื่อลดโทษ  ประชาชนส่วนใหญ่ควรจะใช้คดีฆ่าปาดคอครูสาวนี้เป็นตัวตั้ง ในการตัดสินใจว่า โทษที่ฆาตกรได้รับควรเป็นอยางไร ไม่จำเป็นต้องแก้กฎหมาย ขึ้นอยู่กับการใช้มากกว่า ถ้าดูแล้วนักโทษไม่มีพฤติกรรมดีขึ้น ก็ควรยุติระเบียบการลงโทษ จะได้ไม่ต้องกลับมาก่อเหตุอีก เรื่องแบบนี้สังคมต้องพร้อมใจกันส่งเสียงว่า ประเทศเราควรมีโทษประหารชีวิตหรือยกเลิกการลดโทษในบางกรณีมากกว่า