
ปัจจัยใต้ป่วน 10 วันสุดท้ายรอมฎอน
เป็นที่ชัดเจนว่า สถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ดูดีขึ้นในช่วงต้นปีที่ผ่านมานั้น เป็นเพียงภาพลวงตา
เพราะล่าสุดในช่วงเดือนรอมฎอน หรือเดือนแห่งการถือศีลอดของพี่น้องมุสลิม โดยเฉพาะห้วง 10 วันสุดท้าย มีเหตุรุนแรงเกิดขึ้นจำนวนมาก ล่าสุดสดๆ ร้อนๆ คือเหตุคาร์บอมบ์ในฐานปฏิบัติการ ด่านตรวจเกาะหม้อแกง ต.ท่ากำชำ อ.หนองจิก จ.ปัตตานี ทำให้เมื่อเทียบสถิติเหตุรุนแรงและความสูญเสียแล้ว ตัวเลขเท่าๆ หรือมากกว่าปีก่อนๆ ด้วยซ้ำไป
ข้อมูลที่รวบรวมโดย “ศูนย์ข่าวอิศรา” พบว่า ปี 2557 มีเหตุรุนแรงห้วง 10 วันสุดท้ายของเดือนรอมฎอน รวมทุกประเภท (ยิง–เผา–วางเพลิง–ก่อกวน ฯลฯ) จำนวน 22 ครั้ง ทำให้มีผู้เสียชีวิต 11 ราย บาดเจ็บ 74 ราย
ปี 2558 มีเหตุรุนแรง 50 ครั้ง เสียชีวิต 20 ราย บาดเจ็บ 33 ราย และปี 2559 ซึ่งสิบวันสุดท้ายของเดือนรอมฎอนนับจากวันที่ 26 มิถุนายน จนถึงวันที่ 5 กรกฎาคม มีเหตุรุนแรงเกิดขึ้นทั้งสิ้น 30 ครั้ง มีผู้เสียชีวิต 17 ราย บาดเจ็บ 25 ราย
หากนับเฉพาะเหตุระเบิด ปี 2557 มีระเบิดเกิดขึ้น 8 ครั้ง ปี 2558 มีระเบิด 12 ครั้ง และปีนี้ 2559 มีระเบิดเกิดขึ้นถึง 15 ครั้ง และที่ต้องขีดเส้นใต้เอาไว้ก็คือ ในจำนวนระเบิด 15 ครั้ง เป็นคาร์บอมบ์ถึง 2 ครั้ง!
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ก็ยอมรับว่า สถานการณ์ในช่วงเดือนรอมฎอนปีนี้ สถิติเหตุรุนแรงสูงขึ้นจริง แต่ก็ออกตัวว่า ภาพรวมสถานการณ์ในรอบปีก็ยังดีกว่าปีอื่นๆ พูดง่ายๆ คือสถานการณ์แย่ลงเฉพาะช่วงรอมฎอนเท่านั้น
เหตุผลของรองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง คือ เป็นเพราะเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการเชิงรุกได้มาก โดยเฉพาะการปิดล้อมตรวจค้นและยิงปะทะจนก่อความสูญเสียให้แก่ฝ่ายผู้ก่อเหตุรุนแรง ทำให้มีการเคลื่อนไหวตอบโต้ล้างแค้น
เหตุผลของ พล.อ.ประวิตรก็เป็นความจริงบางส่วน เพราะห้วง 1 เดือนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการเชิงรุกได้มากจริงๆ โดยก่อนเกิดเหตุคาร์บอมบ์ด่านเกาะหม้อแกงเพียงไม่กี่ชั่วโมง เจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจค้นมัสยิดบ้านบาโงแยะ หมู่ 2 ต.ตันหยงลิมอ อ.ระแงะ จ.นราธิวาส พบอาวุธปืนเอ็ม 16 ซุกซ่อนอยู่ 1 กระบอก ตรวจพิสูจน์เบื้องต้นแล้วเป็นปืนที่ถูกคนร้ายปล้นชิงไปจากเหตุการณ์ระเบิดและยิงซ้ำเจ้าหน้าที่ชุดครูฝึกเยาวชนโครงการใต้สันติสุขเสียชีวิต 7 นาย เมื่อปี 2550 ใน อ.ระแงะ จ.นราธิวาส
ก่อนหน้านั้น เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม เจ้าหน้าที่เข้าปิดล้อมตรวจค้นบ้านอูยิ หมู่ 4 ต.ลาโละ อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส และยิงปะทะกับกลุ่มก่อความไม่สงบ ก่อนวิสามัญฆาตกรรมผู้ต้องหาและผู้ต้องสงสัยคดีความมั่นคง 2 ราย ยึดปืนได้ 3 กระบอก
ห้วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน ที่ผ่านมา มีการเปิดยุทธการเอกซเรย์เขาตะเว จ.นราธิวาส ถึง 10 ครั้ง พบแหล่งซุกซ่อนอาวุธปืน และยึดปืนสงครามคืนได้ถึง 25 กระบอก
อย่างไรก็ดี ผลการปฏิบัติของฝ่ายความมั่นคงเป็นเพียงตัวเร่งหนึ่งเท่านั้น แต่เหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดความรุนแรงในห้วง 1 เดือน ที่ผ่านมา ยังมีอีกหลายปัจจัย และบางแง่มุมมีข้อสังเกตที่น่าสนใจอย่างยิ่ง
1.ห้วง 10 วันสุดท้ายของเดือนรอมฎอน มีสถิติการก่อเหตุรุนแรงค่อนข้างสูงทุกปี ฝ่ายความมั่นคงเชื่อว่ามีการบิดเบือนคำสอนทางศาสนา ทำให้ผู้ก่อเหตุรุนแรงเชื่อว่าก่อเหตุช่วงนี้จะได้บุญมากกว่าปกติ กลายเป็นแรงจูงใจให้มีการก่อเหตุมากขึ้น
2.สถานการณ์ความรุนแรงที่ดูเบาบางลงตั้งแต่ต้นปี ขณะที่ฝ่ายความมั่นคงและรัฐบาลโหมข้อมูลเชิงบวกต่างๆ โดยเฉพาะการประกาศว่าชายแดนใต้อาจสงบในเร็ววันนี้ มีการเร่งเครื่องโครงการ “พาคนกลับบ้าน” และเปิดปฏิบัติการเชิงรุกทางยุทธการ ทำให้ฝ่ายผู้ก่อเหตุรุนแรงต้องเร่งสร้างสถานการณ์เพื่อเรียกขวัญและกำลังใจของฝ่ายตนกลับมา รวมทั้งดำรงความมีอยู่และภาพความเข้มแข็งของกลุ่มขบวนการในสายตาชาวบ้านในพื้นที่
3.การพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่หยุดชะงักไป อาจมีส่วนทำให้สถานการณ์ร้อนแรงขึ้น เพราะอาจมีบางกลุ่มพยายามก่อเหตุรุนแรงเพื่อกดดันให้รัฐบาลกลับเข้าสู่โต๊ะพูดคุยอีกครั้ง
4.ที่ผ่านมามีข่าวการสร้างแนวร่วมรุ่นใหม่อยู่เป็นระยะ เพื่อทดแทนกลุ่มเก่าที่ถูกจับ เสียชีวิต หรือหันหลังให้ขบวนการ โดยเน้นไปยังบุคคลที่ประวัติสะอาด ไม่อยู่ในข่ายต้องสงสัยของฝ่ายความมั่นคง จึงมีความเป็นไปได้ว่าเป็นการเร่งก่อเหตุเพื่อแสดงผลงานของนักรบรุ่นใหม่
สำหรับทิศทางการก่อเหตุ มีข้อสังเกตคือ มุ่งกระทำกับเป้าหมายทางทหารและตำรวจค่อนข้างชัด สะท้อนว่าเป็นการแสดงศักยภาพของกองกำลังเป็นหลัก ทั้งๆ ที่บางเหตุการณ์สร้างความสูญเสียไม่มาก แต่ส่งผลทางจิตวิทยาสูง อย่างเช่น การใช้คาร์บอมบ์ 2 ครั้งในห้วง 10 วันสุดท้ายของเดือนรอมฎอน แม้ไม่มีผู้เสียชีวิตเลย แต่ก็สร้างภาพว่าสถานการณ์ในพื้นที่รุนแรงมาก
น่าคิดว่า ปฏิบัติการกับเป้าหมายแข็งอย่างเจ้าหน้าที่ โดยเฉพาะจุดที่มีการเฝ้าระวังสูง อย่างฐานปฏิบัติการต่างๆ หรือในเขตเมือง ฝ่ายผู้ก่อการเตรียมการเพื่อก่อเหตุได้อย่างไร ใช้การโจมตีฉาบฉวยจากช่องโหว่ทางยุทธการ หรือนำกำลังคนกับยุทโธปกรณ์มาซุกซ่อนในบริเวณที่ฝ่ายความมั่นคงคาดไม่ถึง
ส่วนการโจมตีเป้าหมายพลเรือน แม้จะยังมีอยู่ แต่มุ่งใช้เพื่อวางกับดักรอโจมตีทหาร ตำรวจ ซึ่งเป็นเป้าหมายที่แท้จริง
อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสังเกตอย่างมากก็คือ มีการโจมตีเป้าหมายใกล้กับที่ตั้งของศาสนสถานสำคัญ เช่น มัสยิดกลางปัตตานี ซึ่งน่าวิเคราะห์ต่อว่า เหตุใดจึงมีการเลือกก่อเหตุในพื้นที่อ่อนไหวเช่นนี้ หรือมีความขัดแย้งอะไรซ้อนทับอยู่อีก
บทสรุปสุดท้ายแต่ยังไม่ท้ายสุดก็คือ สถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ยังเป็นโจทย์ข้อยากของรัฐบาลทุกชุด แม้แต่รัฐบาลทหารอย่าง คสช.ที่พยายามบูรณาการทั้งโครงสร้างหน่วยงานและงบประมาณ แต่ก็ยังไม่สามารถบรรเทาปัญหาได้อย่างน่าพอใจ
และที่ต้องไม่ลืมก็คือ ไฟใต้มักถูกกระพือในห้วงการเมืองส่วนกลางกำลังร้อน จะเป็นด้วยความบังเอิญ ฉวยโอกาส หรือทฤษฎีสมคบคิด...เป็นคำถามที่น่าไขคำตอบให้กระจ่างเสียที



