สร้างภูมิให้สังคม
สร้างภูมิให้สังคม : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 5 กรกฎาคม 2559
มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่สังคมจะต้องหันมาพิจารณาว่า จะมีมาตรการอย่างไรเพื่อแก้ไขปัญหาคดีฆาตกรรมซ้ำซาก อันเกิดจากนักโทษคดีอุกฉกรรจ์ ซึ่งได้รับการปล่อยตัวตามระเบียบกฎเกณฑ์ของกรมราชทัณฑ์ รวมไปถึงแนวทางอื่นในอันที่จะหยุดยั้งคดีรุนแรงที่คนดีต้องตกเป็นเหยื่อ หลังจากที่เกิดคดีสะเทือนขวัญ นายชาตรี ร่วมสูงเนิน บุกเข้าไปในห้องเช่าและใช้มีดปาดคอฆ่า น.ส.จุฬารัตน์ โทวรรณา ครูโรงเรียนแสงวิทยา อ.แก่งคอย จ.สระบุรี ความอำมหิตเหี้ยมเกรียมนี้ สะท้านถึงหลายหน่วยงาน ซึ่งน่าจะอยู่ในบทบาทของผู้มีหน้าที่ในอันที่จะวางแผนป้องกัน ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมตัวคนไม่ดีไม่ให้ออกมาเพ่นพ่านทำร้ายใครได้ การให้ความปลอดภัยแก่ทุกชีวิตในสังคมอันพึงจะมี
กล่าวสำหรับนายชาตรี ซึ่งจากการตรวจสอบประวัติพบว่า ขณะได้รับโทษจำคุก 2 ปี ในคดีข่มขืน ได้ยื่นเรื่องขอพักการลงโทษ โดยเรือนจำระบุว่ามีคุณสมบัติเข้าเกณฑ์ เพราะต้องโทษจำคุกแล้ว 2 ใน 3 แต่ในชั้นสืบเสาะพฤติกรรมพบว่าผู้ต้องขังรายนี้ไม่มีญาติมารับตัว จึงเสนอความเห็นไม่สมควรพักโทษ แต่ต่อมานายชาตรีได้รับการอภัยโทษในโอกาสพิเศษ ได้รับการปล่อยตัวก่อนกำหนด จึงมีคำถามว่า เขาควรจะออกมาสู่สังคมหรือไม่ ซึ่ง พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์ อธิบดีกรมคุมประพฤติ กล่าวว่า เมื่อเกิดปัญหาผู้พ้นโทษออกมาก่อคดีอาญาทำร้ายสังคมหนักขึ้น กรมคุมประพฤติจะแก้ระเบียบ ดึงอำนาจการสืบเสาะเพื่ออนุมัติพักโทษ ซึ่งเคยกระจายไปให้ในระดับจังหวัด กลับมายังอธิบดีกรมคุมประพฤติ เพื่อให้การพักโทษหรือปล่อยตัวก่อนครบกำหนดโทษผ่านการตรวจสอบอย่างรัดกุม และเพื่อไม่ให้การคืนคนดีสู่สังคมกลายเป็นการคืนคนที่เลวกว่าเดิมออกไป
เคยเกิดเหตุเศร้าสลดทำนองนี้มาแล้วหลายครั้ง ซึ่งในระยะหลังมานี้เสียงเรียกร้องให้ลงโทษผู้ก่อเหตุสถานหนักถึงขั้นประหารชีวิต แต่ก็มีผู้คัดค้านเช่นกันว่า นั่นไม่ใช่ทางออก นายธวัชชัย ไทยเขียว รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ให้ความเห็นว่า คดีข่มขืนฆ่ามีโทษประหารชีวิตอยู่แล้ว แต่หากเรียกร้องให้ประหารชีวิตคดีข่มขืนทั้งหมด อาจเป็นการส่งเสริมให้การข่มขืนทุกรายต้องฆ่าปิดปากให้หมดเพื่อปกปิดการกระทำความผิด และมีคดีมากมายที่เด็กรักกัน พ่อแม่ตกลงกันไปแจ้งความว่าลูกถูกข่มขืนจะทำอย่างไร ความเห็นนี้ก็น่าคิดเช่นกัน ซึ่งอีกทางหนึ่งก็เรียกร้องให้ผู้ต้องโทษประหารอยู่ในคุกไปตลอดชีวิตไม่ควรให้อภัย แต่ปัญหานักโทษล้นคุกก็ตามมาอีก ดูไปก็เหมือนปัญหางูกินหาง ซึ่งต้องร่วมกันแก้ไขแบบบูรณาการจึงจะพอมีทางออก
ในด้านความปลอดภัยของครู อาชีพที่จะว่าไปแล้วก็เสี่ยงภัยอันตรายอยู่ทั่วทุกหัวระแหงที่มีคนร้ายแฝงตัวอยู่ อย่างกรณีที่เกิดกับครูจุฬารัตน์ แง่มุมหนึ่งนั้นเป็นเรื่องของสวัสดิภาพ ซึ่งกระบวนการวัวหายล้อมคอกของกระทรวงศึกษาธิการ ก็กำลังเร่งดำเนินการเกือบจะทันทีหลังเหตุการณ์ แต่ในอีกแง่หนึ่ง ซึ่งถือว่าสำคัญไม่แพ้กันก็คือ การสอดส่องดูแลรักษาความปลอดภัย ความเอาใจใส่ของกันและกันของผู้คนในชุมชนต่างๆ แปลกมากทีเดียวที่คนในหอพัก หรือแม้แต่เจ้าของสถานที่ไม่รู้หัวนอนปลายเท้า ไม่รู้ว่า มีคนต้องคดีเคยผ่านคุกผ่านตะรางมาเช่าอาศัยอยู่ด้วย นี่ต่างหากที่เป็นมาตรการรักษาความปลอดภัยที่จะต้องเร่งสร้างให้เหนียวแน่นที่สุด ไม่มีเกราะกำบังภัยอะไรดีไปกว่าความเอาใจใส่ของผู้คนด้วยกันเอง



