คอลัมนิสต์

ไทยไม่ชนะที่นั่งยูเอ็นเอสซี เพราะ...

ไทยไม่ชนะที่นั่งยูเอ็นเอสซี เพราะ...

04 ก.ค. 2559

ไทยไม่ชนะที่นั่งยูเอ็นเอสซี เพราะ... : มองมุมยุทธศาสตร์ โดยเรือรบ เมืองมั่น

           คนที่รณรงค์หวังให้ไทยเป็นสมาชิกคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติประเภทไม่ถาวรนั้น คงผิดหวังไม่น้อย เพราะการพลาดโอกาสคราวนี้ถึงจะไม่เสียอะไรไปก็จริง แต่ก็มีนัยบ่งถึงสถานะของไทยในเวทีระหว่างประเทศอยู่เหมือนกัน เรื่องนี้ถ้าพิเคราะห์ให้ลึกลงไป ไทยไม่มีอะไรต้องเสียใจ เพราะคาซัคสถานได้เปรียบเรา ขณะที่เราเองยังมีข้อที่จะต้องปรับปรุงอีกมาก

           มาดูข้อได้เปรียบของคาซัคสถานกันนะครับ หากเราดูแค่ชื่อชั้นเราอาจปรามาสว่า เขาคือชาติโนเนมในภูมิภาคที่ไม่มีใครสนใจ ไม่มีเกียรติภูมิอะไรโดดเด่น เพิ่งเป็นชาติเอกราชมาได้แค่ชั่วอายุคนเดียว มีปัญหาเรื่องการปกครอง และสิทธิมนุษยชนก็ไม่ได้ดีไปกว่าไทย แถมยังพึ่งพารัสเซียซะอีก แต่ที่กล่าวมานั่นคือความคิดล้าหลัง คาซัคสถานวันนี้มีดีกว่าที่บางกลุ่มคาดไว้เยอะ

           ด้วยสภาพภูมิรัฐศาสตร์ คาซัคสถานเป็นประเทศใหญ่ที่สุดของเอเชียกลาง อยู่ในใจกลางโลกเชื่อมต่อทั้งจีน รัสเซีย และไม่ไกลจากอินเดีย ชาติเหล่านี้ต้องพึ่งคาซัคสถานด้านการต่อต้านก่อการร้าย ซึ่งรัฐบาลอัสตานาก็ทำหน้าที่ได้ดี ตะวันตกของอินเดียกับคอเคซัสของรัสเซียสงบขึ้นส่วนหนึ่งเพราะเสถียรภาพเอเชียกลางที่คาซัคฯ เป็นหัวหอก แล้วอย่างนี้จะไม่ให้มหาอำนาจเหล่านี้โหวตให้เขายังไง รัฐบาลอัสตานาแอบอิงกับรัสเซียอย่างแนบแน่นจนถึงเข้าร่วมสหภาพยูเรเชียก็จริง แต่ไม่เปิดโอกาสตนเองในการคบกับสหรัฐ ถึงขั้นประกาศตนเองเป็นสะพานเชื่อมโยงความเข้าใจกันของเหล่าชาติซูเปอร์แมน นอกจากนี้อย่าลืมว่า คาซัคสถานเป็นชาติมุสลิมที่มีกลุ่มก้อนเกาะกันแน่น โหวตให้กันเป็นปึกแผ่นอย่างน้อย 57 ชาติ ที่สำคัญอีกข้อก็คือ คาซัคฯ เป็นหัวหอกต่อต้านอาวุธนิวเคลียร์ของโลก ถึงขนาดยกเลิกคลังแสงนิวเคลียร์ของตน ซึ่งน่าจะเป็นชาติเดียวในโลกที่ทำเช่นนั้น ชาติตะวันตกปลื้มเรื่องนี้มาก กอปรกับไม่เคยมีประเทศเอเชียกลางได้เป็นสมาชิกคณะมนตรีความมั่นคงฯ มาก่อนเลย งานนี้เลยลงตัวเป๊ะ

           ส่วนไทยเรานั้น เสียเปรียบมาตั้งแต่แรก การที่ไทยขยับมาชูความเป็นกลาง หวังเรียกคะแนนเสียงจากประเทศโลกที่สามนั้น ไม่หมูนะครับ เพราะประเทศโลกที่สามเขามองผลประโยชน์ ในเมื่อเราไม่มีแบ็กหนุนชัดๆ เพราะถือความเป็นกลาง เขาก็เลือกชาติที่มีมหาอำนาจหนุนเพื่อประโยชน์ระยะยาวของพวกเขา ไทยเราเองก็ไม่ได้มีผลประโยชน์ที่ที่มหาอำนาจเขาขาดเราไม่ได้ อาจเพราะภัยคุกคามที่ผ่านทางอาเซียนยังน้อยเมื่อเทียบกับเอเชียกลางก็เป็นได้ ที่น่าคิดที่สุดคือ ไทยเองไม่ได้เป็นหัวหอกโดดเด่นในการแก้ไขด้านความมั่นคงระดับโลกเลย แม้แต่ประเด็นทะเลจีนใต้ ไทยก็ออกแนวคลุมเครือไม่อยากขัดใจทุกฝ่ายที่พิพาทกัน

           สำหรับวาระโอกาสอื่นในอนาคตนั้น แม้ว่าเราจะเป็นประเทศเล็ก แต่เราต้องพัฒนาตนเองให้เป็นผู้มีบทบาทนำระดับโลกให้ได้ในบางด้านของความมั่นคง เลือกประเด็นที่เชี่ยวชาญแล้วลงมือจริงจัง ปรับสมดุลอำนาจจนเป็นตัวเลือกที่มหาอำนาจจำเป็นต้องพึ่ง และอย่านิ่งนอนใจในการศึกษาคู่แข่งและประสบการณ์ของเขา