คอลัมนิสต์

สถานการณ์ยังไม่เปลี่ยนแปลง

สถานการณ์ยังไม่เปลี่ยนแปลง

04 ก.ค. 2559

สถานการณ์ยังไม่เปลี่ยนแปลง  :  นับถอยหลังประชามติ โดยสำนักข่าวเนชั่น

           เหลืออีกเพียงเดือนเศษเท่านั้นเราก็จะถึงวันประชามติร่างรัฐธรรมนูญ แต่หากดูบรรยากาศโดยรวมแล้วต้องยอมรับว่าเงียบเหงา ยิ่งเปรียบเทียบกับการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญเมื่อปี 2550 ก็ยิ่งเห็นความแตกต่างได้ชัด แม้ว่าจะเป็นการทำประชามติภายใต้รัฐบาลที่มาจากการรัฐประหารเหมือนกันก็ตาม

           ครั้งนั้นแม้ว่าจะมีการครหาว่าปิดกั้นความคิดเห็นบ้าง แต่เทียบกับครั้งนี้ต้องยอมรับว่าห่างชั้นมาก โดยครั้งนั้นยังมีเวที มีโอกาสรณรงค์ว่าควรรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ โทรทัศน์ช่องต่างๆ ก็สามารถจัดเวทีอภิปรายประชันระหว่างคนเห็นชอบกับคนไม่เห็นชอบได้

           แต่ในครั้งนี้กลับต่างออกไป เราไม่เห็นการพูดคุยถึงเรื่องเนื้อหากันในระดับประชาชน เพราะใครที่ขยับออกมาแสดงความเห็น ก็ถูกตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการเคลื่อนไหวทางการเมืองและกระทบต่อความมั่นคง ทำให้ต้องมีเจ้าหน้าที่ไปคอยจับตา หรือไม่ก็ถูกมองว่าเป็นการเคลื่อนไหวที่ขัดกับกฎหมาย เพราะมีการตีความว่าการประชามติครั้งนี้ห้าม “รณรงค์” ไม่ว่าจะให้ “รับ” หรือให้ “ไม่รับ”

           ทำให้บรรยากาศแห่งการพูดคุยไม่เกิดมีแต่บรรยากาศแห่งความหวาดกลัวเข้ามาปกคลุม ซึ่งถือว่าขัดกับหลักการ “ประชามติ” ที่ต้องให้ทุกฝ่ายมีสิทธิมีเสียงในการแสดงความเห็นในเรื่องที่จะทำประชามติอย่างเต็มที่

           และสิ่งที่ทำให้เกิดบรรยากาศแบบนี้ส่วนหนึ่งก็เพราะมีกฎหมายขึ้นมารองรับการจำกัดสิทธิ และเสริมสร้างบรรยากาศแห่งความหวาดหวั่น นั่นก็คือ พ.ร.บ.ประชามติร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา 61 วรรคสอง ที่ระบุว่า "ผู้ใดดําเนินการเผยแพร่ข้อความ ภาพ เสียง ในสื่อหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือในช่องทางอื่นใด ที่ผิดไปจากข้อเท็จจริง หรือมีลักษณะรุนแรง ก้าวร้าว หยาบคาย ปลุกระดม หรือข่มขู่ โดยมุ่งหวังเพื่อให้ผู้มีสิทธิออกเสียงไม่ไปใช้สิทธิออกเสียงหรือออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือไม่ออกเสียง ให้ถือว่าผู้นั้นกระทําการก่อความวุ่นวายเพื่อให้การออกเสียงไม่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย”

           มาตราดังกล่าวถูกมองว่า เป็นการให้อำนาจในการตีความค่อนข้างสูง เพราะหากมีใครไปรณรงค์ หรือพูดถึงร่างรัฐธรรมนูญ ก็อาจจะมีเจ้าหน้าที่รัฐ หรือใครก็ตามไปตีความว่าการพูดหรือการกระทำครั้งนั้นเข้าข่าย คำต่างๆ ที่ระบุเอาไว้เช่น “ก้าวร้าว”, “หยาบคาย”, “ปลุกระดม”, “ข่มขู่”

           ซึ่งเอาจริงๆ แล้วคำเหล่านี้มีความ “คลุมเครือ” อยู่ไม่น้อย คำว่า “หยาบคาย” อาจจะชัดว่าคำไหนเป็นคำหยาบคาย เช่นเดียวกับคำว่า “ข่มขู่” ซึ่งมีความหมายในตัวที่ค่อนข้างเห็นภาพว่าการกระทำลักษณะใดเข้าข่าย

           แต่กลับคำว่า “ก้าวร้าว” และ “ปลุกระดม” นั้น ยังไม่มีนิยามที่แน่ชัด และยังไม่มีใครบอกได้ว่าคำพูดไหนที่จะถูกมองว่าเป็นความก้าวร้าวหรือไม่ หรือคำพูดแบบไหนเป็นคำพูดที่ “ปลุกระดม” หรือหากตีความให้สุดโต่งกว่านั้น ลักษณะใดที่จะนับเป็นการข่มขู่ เช่นการบอกว่า “หากรับร่างอาจทำให้มีอำนาจอื่นมาควบคุมบ้านเมืองนอกเหนือจากรัฐบาลเลือกตั้ง” คำพูดลักษณะนี้จะถือเป็นการข่มขู่หรือไม่ 

           ยังไม่มีใครขีดเส้นให้เห็นชัด

           เมื่อทุกอย่างคลุมเครือจึงขึ้นอยู่กับว่าใครจะตีความอย่างไร และหากเขาตีความว่าเข้าข่ายก็สามารถนำไปแจ้งความได้ดังเช่นที่ กกต.เคยทำมาแล้ว ซึ่งทำให้มีผลในอนาคตหากศาลตัดสินว่าผิดคนนั้นก็ต้องรับโทษทางอาญา หรือแม้แต่ตอนที่ศาลยังไม่ตัดสิน ผู้ถูกกล่าวหาก็มีภาระที่ต้องสู้คดี ดังนั้นจึงทำให้เกิดภาวะที่คนไม่อยากพูดถึงเรื่องนี้เพราะไม่รู้ว่าจะโดนตีความจนต้องถูกร้องทุกข์กล่าวโทษหรือไม่

           นี่จึงเป็นผลของกฎหมายเช่นว่า ซึ่งก็มีผู้มองเห็นและนำไปร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญว่าขัดกับรัฐธรรมนูญชั่วคราวที่รับรองสิทธิเสรีภาพไว้หรือไม่  แต่ผลก็ออกมาอย่างที่เราทราบกัน โดยศาลเห็นว่า “ไม่ขัด” ต่อรัฐธรรมนูญชั่วคราว โดยที่ยังไม่บอกเหตุและผล โดยทิ้งความสงสัยเอาไว้ และบอกว่าให้ไปรอดูในคำวินิจฉัยกลางและคำวินิจฉัยส่วนตน

           คำถามคือ ศาลตัดสินเช่นนี้จะเกิดอะไรขึ้น  ตอบแบบกำปั้นทุบดินคือ “ไม่มีอะไรเกิดขึ้น”    ทุกอย่างยังคงไม่เปลี่ยนแปลง  เพราะก่อนหน้านี้เป็นอย่างไร ก็เป็นอย่างนั้น  

           แต่จากการตัดสินเช่นนี้จะเป็นการเปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่ ตีความการกระทำหรือการพูด ผลักให้เป็นหน้าที่ของผู้ถูกกล่าวหาในการสู้คดี และผลักให้เป็นหน้าที่ของศาลยุติธรรมในการพิจารณาว่าสิ่งที่ทำเข้าข่ายกฎหมายหรือไม่ 

           และไม่เพียงเจ้าหน้าที่เท่านั้น แต่อาจจะมีใครก็ได้ที่กระทำดังกล่าวด้วยเช่นกัน   ดังนั้นจากนี้เราอาจเห็นคดีเหล่านี้มีการฟ้องร้องกันมากยิ่งขึ้น   คดีเหล่านี้อาจจะเต็มโรงเต็มศาล  แต่ก่อนที่คดีจะรกศาล เราจะเห็นภาพแห่งความหวาดกลัว และบรรยากาศแห่งการพูดคุยก็จะไม่เกิดขึ้น

           แม้แต่ สุเทพ เทือกสุบรรณ และ จตุพร พรหมพันธุ์ ที่มีการวิพากษ์ร่างรัฐธรรมนูญผ่านเฟซบุ๊กไลฟ์ในทุกวัน ก็ต้องระวังตัวด้วยเช่นกัน เพราะไม่วันใดก็วันหนึ่งอาจจะถูกนำไปแจ้งความได้

           มีเสียงลือเสียงเล่าอ้างว่า ข้อความในวรรคดังกล่าวนั้น เป็นข้อความที่มีวาระพิเศษ  และมีความต้องการให้อยู่ในกฎหมายตั้งแต่ต้น เพราะถูกตั้งคำถามตั้งแต่ในชั้น กกต. ชั้นการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ แต่ก็ไม่ได้ถูกตัดออก 

           ทั้งนี้ก็เพื่อเหตุผลง่ายๆ ว่า ต้องการป้องกันการปลุกระดมทางการเมือง หรือทำให้สถานการณ์ลุกลามเกินกว่าที่ คสช. จะควบคุมได้ 

           แต่ผลที่เกิดขึ้นคือ ประชามติครั้งนี้ก็จะถูกตั้งคำถามถึงความชอบธรรม และมีปัญหาเรื่องการยอมรับในอนาคต

           แนวรบด้านประชามติสถานการณ์ยังไม่เปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะกับฝ่ายใดก็ตาม