
ลุ้น15ก.ค.'สวัสดิการโฉมใหม่'หรือ'ตีตราคนจน'
ลุ้น15ก.ค.'สวัสดิการโฉมใหม่'หรือ'ตีตราคนจน' : ทีมข่าวรายงานพิเศษ
ข้อถกเถียงเรื่อง “เส้นความยากจน” “ภาวะด้อยโอกาส” ความเหลื่อมล้ำ” “การกระจายรายได้” กลายเป็นปัญหามาตลอดว่า จะหานิยามหรือตัวชี้วัดอย่างไร เพื่อให้รัฐสามารถเติมเต็ม “สวัสดิการสังคม” ที่เหมาะสมกับทุกกลุ่มในสังคมไทยได้ ?
ที่ผ่านมามี “งานวิจัย” “การเก็บข้อมูล” หรือ “เปิดลงทะเบียน” หลายครั้ง เพื่อรวบรวมข้อมูลผู้มีรายได้น้อยในสังคมไทย แต่ดูเหมือนข้อมูลที่ได้มายังไม่สามารถตอบโจทย์ไว้ แม้กระทั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หลังจากทำรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ได้เพียงเดือนเดียวก็ประกาศ “เปิดศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์” เพื่อรับทราบปัญหาต่างๆ ในสังคมไทย ทั้งสายด่วน 1111 ตลอด 24 ชั่วโมง เว็บไซต์ www.1111.go.th ทางไปรษณีย์ ปณ.1111 และศูนย์ดำรงธรรมทั้ง 76 จังหวัด
เมื่อนำผลมาวิเคราะห์ดูอย่างละเอียด ปรากฏว่าระหว่างเดือนตุลาคม 2557–กันยายน 2558 ประชาชนมาใช้บริการ “ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์” โดยใช้โทรศัพท์เข้ามาที่สายด่วนจำนวน 1.8 แสนครั้ง ผ่านทางเว็บไซต์ 2 หมื่นครั้ง และส่งทางไปรษณีย์ 1.7 หมื่นครั้ง ผ่านทางจุดบริการประชาชนและคสช.อีกประมาณ 1 หมื่นครั้ง รวมทั้งสิ้น 2.27แสนครั้ง หากคำนวณเป็นรายวันก็ประมาณวันละ 600 กว่าครั้ง
โดยเฉพาะเรื่องร้องทุกข์มีทั้งหมด 1.45 แสนครั้ง เรื่องร้องทุกข์มากสุด 10 ลำดับแรก ได้แก่ 1.เหตุเดือดร้อนรำคาญ 1.9 หมื่นเรื่อง 2.หนี้สินนอกระบบ จำนวน 7,000 กว่าเรื่อง 3.ยาเสพติด 7,000 เรื่อง 4.บ่อนการพนัน 6,000 เรื่อง 5.ผลกระทบจากนโยบายและโครงการของรัฐ 6,000 เรื่อง 6.ไฟฟ้า 4,500 เรื่อง 7.กล่าวโทษเจ้าหน้าที่ทุจริต 4,000 เรื่อง 8.ถนน 3,300 เรื่อง 9.น้ำประปา 2,700 และสุดท้าย 10.สลากกินแบ่งรัฐบาล 2,530 เรื่อง
ทำให้รัฐบาล คสช.ตระหนักดีว่า นอกจากเรื่องเดือดร้อนรำคาญใจทั่วไปแล้ว สิ่งที่เป็นปัญหาหนักอกคนไทยที่สุดคือ เรื่องรายได้ไม่พอค่าใช้จ่ายทำให้ต้องไปกู้หนี้ยืมสินกับแก๊งปล่อยกู้นอกระบบ ยอมเสียดอกเบี้ยร้อยละ 20 -30 ต่อเดือน พร้อมเสี่ยงชีวิตโดนข่มขู่หรือทำร้ายร่างกาย ทำให้หลายฝ่ายพยายามกดดันให้รัฐบาลเร่งหาทางเยียวยาแก้ไข
ทำอย่างไรให้ลดจำนวนคนยากจนและเพิ่มสวัสดิการบางอย่าง เพื่อไม่ให้ตกไปสู่ “วงจรหนี้เลือด” ?
ล่าสุด 15 มิถุนายน 2559 รัฐบาล คสช.ประกาศแนวทางต่อสู้กับความยากจนของชาวบ้านอีกครั้ง โดยเปิดให้ผู้มีรายได้ไม่เกิน 1 แสนบาทต่อปี รวมถึงผู้ว่างงานมาลงทะเบียนรับสวัสดิการจากภาครัฐ ภายในวันที่ 15 กรกฎาคม-15 สิงหาคม 2559 เพื่อนำข้อมูลมาจัดทำฐานข้อมูลผู้มีรายได้น้อยว่าใครควรได้รับการช่วยเหลือจากภาครัฐอย่างเร่งด่วน และเป็นผู้เดือดร้อนแท้จริง และนำมาวิเคราะห์จัดหาสวัสดิการที่มีประสิทธิภาพ โดยมี 3 ธนาคารร่วมมือเป็นผู้จัดลงทะเบียน ได้แก่ ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และธนาคารกรุงไทย
จุดประสงค์นอกเหนือจากข้างต้น คือ ให้สถาบันการเงินจัดเก็บข้อมูลทรัพย์สิน ภาระหนี้ แล้วส่งข้อมูลไปยังกรมสรรพากร สำนักทะเบียนราษฎร์ เพื่อนำไปประมวลจัดสรรระบบสวัสดิการสังคมภายใต้โครงการระบบอีเพย์เมนท์ (e-Payment) นอกจากนี้ข้อมูลที่ได้จะทำให้รัฐบาลทราบว่ามีกลุ่มผู้มีรายได้น้อยจริงๆ มากน้อยเพียงไร และต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วนอะไรบ้าง เพื่อนำไปเป็นข้อมูลจัดสรรงบประมาณช่วยเหลือได้อย่างถูกต้อง ตรงตามความต้องการ การเปิดให้ลงทะเบียนปี 2559 มีระยะเวลา 1 เดือน แต่ไม่ใช่ทำครั้งเดียว จะมีการเปิดให้ลงทะเบียนทุกปีในช่วงวันที่ 1- 30 กันยายน พร้อมปรับฐานข้อมูลทุกปี เนื่องจากบางคนอาจมีรายได้เพิ่มเกิน 1 แสนบาท โดยคาดว่ามีประมาณ 19 ล้านคนทั่วประเทศ
คำถามคือ คนจน หรือคนมีรายได้น้อย พิจารณาจากตัวเลขใด ?
ที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ วิเคราะห์จาก เส้นความยากจน (poverty line) หรือเครื่องมือสำหรับใช้วัดภาวะความยากจน โดยคำนวณจากต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายของบุคคลที่จัดซื้ออาหารและสินค้าหรือบริการจำเป็นขึ้นพื้นฐานในการดำรงชีวิต มีการเก็บข้อมูลอย่างต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 20 ปี เมื่อปี พ.ศ.2545 “เส้นความยากจน” ได้แก่ ผู้รายได้ไม่เกิน 1,606 บาทต่อเดือน มีประมาณ 19 ล้านคน หรือร้อยละ 32 ของประชากรไทย จนกระทั่งถึงปี 2556 เส้นความยากจนได้ขยับสูงขึ้นมาเป็น 2,572 บาทต่อเดือน คำนวณว่ามีประมาณ 7.3 ล้านคน หรือร้อยละ 11 ของประชากร
"ดร.ยงยุทธ แฉล้มวงษ์" ผอ.วิจัยด้านการพัฒนาแรงงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) อธิบายว่า การเปิดให้ลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อยครั้งนี้ กลุ่มคนที่จะมามากสุดน่าจะเป็นกลุ่มแรงงานนอกระบบ ที่มีอยู่ประมาณ 20 ล้านคนทั่วไทย และผู้สูงอายุเกิน 60 ปีที่ไม่มีรายได้ประจำ
“ข้อดีคือ ทำให้รัฐบาลสามารถรับรู้ข้อมูลว่า รายได้คนที่ต่ำกว่า 1 แสน หรือประเมินจากรายได้ขั้นต่ำวันละ 300 บาทนั้น มีจำนวนเท่าไร แบ่งเป็นกลุ่มอย่างไรบ้าง เพื่อให้จัดหาสวัสดิการที่เหมาะสม คนว่างงานต้องช่วยอย่างไร กรมพัฒนาฝีมือแรงงานจะเข้าไปฝึกอาชีพได้ไหม จบแล้วมีตลาดแรงงานรองรับหรือไม่ แต่ตัวเลขที่ได้อาจไม่ใช่ของจริง เพราะจะมีผู้แกล้งว่างงานเกิดขึ้น”
นักวิชาการข้างต้นยอมรับว่า การเก็บข้อมูลไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเดือนนี้ไปลงทะเบียนว่างงาน ปรากฏว่าเดือนหน้ามีงานทำ หรือว่าเดือนนี้ยังมีงานทำ แต่อีกไม่นานโรงงานหรือบริษัทก็ปิดตัวลง นักลงทุนยังไม่มั่นใจ ตัวเลขการส่งออกก็ไม่กระเตื้อง วิธีการเก็บข้อมูลที่ดีคือ ต้องนำตัวเลขที่ได้ไปให้ชุมชนช่วยพิจารณาว่าถูกต้อง สอดคล้องกับประชากรในพื้นที่ของตนเองหรือไม่ หากมีการหลอกลวงโดยไปขอลงทะเบียนทั้งที่มีรายได้เกิน 1 แสนบาทต่อปี อยากเสนอให้มีการคาดโทษหากมีใครแกล้งว่างงาน
ขณะที่ “เครือข่ายประชาชนเพื่อรัฐสวัสดิการ” ออกมาต่อต้านการลงทะเบียนคนจนหรือผู้มีรายได้น้อย เพราะถือเป็นการ “ตีตราคนจน” เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2559 มีการจัดเสวนาเรื่อง “การจัดสวัสดิการถ้วนหน้าเป็นภาระของรัฐจริงหรือ” โดยวิเคราะห์ว่า การเปิดลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อยกว่า 1 แสนบาทต่อปี จะกลายเป็นข้ออ้างให้รัฐบาลยกเลิกการจัดสวัสดิการแบบถ้วนหน้า แล้วเปลี่ยนเป็นนโยบายจัดสวัสดิการเฉพาะเจาะจง ส่งผลกระทบต่อสวัสดิการที่มีอยู่ปัจจุบัน เช่น หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุถ้วนหน้า ถือเป็นการแบ่งแยกและเลือกปฏิบัติต่อคนจน ทั้งที่สิทธินี้เป็นสวัสดิการพื้นฐานในการดำรงชีวิตของทุกคนไม่ว่าจนหรือรวย หากประเทศไทยมีการบริหารงบประมาณอย่างเห็นคุณค่าของชีวิตมนุษย์ ลดการลงทุนทางวัตถุที่ไม่จำเป็น และมีการจัดเก็บภาษีความมั่งคั่ง เช่น ภาษีทรัพย์สิน ภาษีที่ดิน ภาษีกำไรในตลาดหุ้น ฯลฯ จะช่วยให้ทุกคนมีสวัสดิการถ้วนหน้าอย่างแท้จริง
“ชุลีพร ด้วงฉิม” วัย 63 ปี ตัวแทนเครือข่ายประชาชนเพื่อรัฐสวัสดิการ เปิดใจให้ “คม ชัด ลึก” ฟังว่า การลงทะเบียน 15 กรกฎาคม เป็นระยะเวลา 1 เดือน ผู้ที่จะมาลงทะเบียนไม่น่าเป็นคนจนแท้จริง เพราะคนกลุ่มนี้แทบไม่มีเงินค่าเดินทางไปธนาคาร และยังเข้าไม่ถึงข้อมูลข่าวสารต่างๆ ส่วนคนที่พอมีความรู้บ้างก็ไม่อยากถูกตีตราว่าเป็นคนจน ไม่เห็นว่ามีประโยชน์อะไร เพราะการมีเงินน้อยอาจไม่ได้หมายถึงยากจนก็ได้ บางคนมีรายได้มากกว่า 1 แสนบาทต่อปี แต่มีค่าใช้จ่ายเยอะแยะ เช่น คนขับแท็กซี่มีรายได้ 2 หมื่นบาทต่อเดือน ต้องเลี้ยงลูก ส่งลูกเรียนหนังสือ ต้องจ่ายค่ารถค่าเช่าบ้าน ค่าจิปาถะ เปรียบเทียบกับบางคนอยู่ต่างจังหวัดเงินเดือนไม่ถึง 1 หมื่นบาท แต่ไม่มีภาระค่าใช้จ่าย
“คนคิดนโยบายนี้แสดงว่ายังยึดติดอยู่กับการแบ่งแยกคนแบบชนชั้น คนรวย คนจน ไม่คำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ คิดแต่ทฤษฎีแบบนักเศรษฐศาสตร์ หรือนักการเมือง ทุกวันนี้สำนักงานสถิติหรือหน่วยงานรัฐหลายแห่งไปเคาะประตูบ้านเก็บข้อมูลอยู่เป็นประจำ แต่ใครจะบอกว่าตัวเองยากจนหรือเป็นหนี้นอกระบบ ตัวเลขที่ได้มาจึงไม่จริง แล้วมาเปิดลงทะเบียน คนที่ไปลงไม่ใช่คนจนจริงทั้งหมด อยากให้คิดแบบใหม่ว่า ทุกคนไม่ว่าจนหรือรวยต้องได้รับสวัสดิการถ้วนหน้า ทั่วถึงกัน เช่น ปัจจุบันคนอายุ 60 ปีขึ้นไป ได้รับเงินสวัสดิการเบี้ยผู้สูงอายุเดือนละ 600 บาท แต่ไม่พอค่าใช้จ่าย แม้ไม่ได้ออกจากบ้านไปไหน ควรเพิ่มให้เป็นเดือนละ 3,000 บาท ทุกคนไปเลย เงิน 100 บาทต่อวัน ถ้าอยู่ต่างจังหวัดก็ไม่เดือดร้อน หาข้าวกินได้ 3 มื้อ ไม่รบกวนลูกหลาน”
นอกจากสวัสดิการเพื่อผู้สูงอายุแล้ว ป้าชุลีพรยังเสนอให้มีสวัสดิการสำคัญอีก 2 อย่าง คือ ด้านการรักษาสุขภาพถ้วนหน้า ใครเจ็บป่วยต้องได้รับการดูแลรักษาอย่างเท่าเทียมกันทุกคน ไม่ใช่ว่าผู้มีประกันสังคม หรือข้าราชการได้รับการดูแลดีกว่าบัตรทอง และสวัสดิการด้านการศึกษา ควรให้ทุกคนได้เรียนฟรี ไม่ใช้สวัสดิการสอดไส้ ต้องไปจ่ายค่าบำรุงโรงเรียน ค่าเรียนพิเศษ เด็กไทยควรได้ไปโรงเรียนที่มีมาตรฐานเท่าเทียมกันทั้งประเทศ ไม่ใช่โรงเรียนดีมีให้เฉพาะลูกคนมีเงินที่ได้เรียนพิเศษเท่านั้น
“งบประมาณประเทศเอาไปลงทุนไม่ถูกวิธี เน้นสร้างวัตถุกับซื้ออาวุธ ละเลยคนจน ที่ผ่านมาพวกรถเมล์ฟรีหรือรถไฟฟรีไม่มีประโยชน์ ต้องให้ทุกคนมีเงินสวัสดิการในมือ แล้วเอาไปจ่ายค่ารถเมล์ ประเทศอื่นมีสวัสดิการแรงงาน สวัสดิการสุขภาพ เด็ก ผู้สูงอายุ จัดให้ถ้วนหน้าเท่าถึงกัน รัฐบาลไทยอย่าถามว่าทำไมเขาทำได้ แต่ควรถามตัวเองว่า ทำไมเราไม่ทำให้ได้บ้าง?“ ป้าชุลีพรตั้งคำถามทิ้งท้าย
หลังจากรัฐบาลเปิดลงทะเบียนเสร็จ ภายใน 15 สิงหาคม ตัวเลขที่เปิดเผยออกมาคงช่วยให้ประเมินได้ชัดเจนขึ้นว่า การจัดทำฐานข้อมูลนี้จะประสบความสำเร็จสามารถจัด “สวัสดิการโฉมใหม่” ให้ทุกคนตามที่ตั้งเป้าหมายไว้
หรือกลายเป็นเพียง “การตีตราคนจน” ไม่ได้เกิดประโยชน์อะไร?



