
'ม.44' ยาแรงแก้นักเรียนตีกัน !?
การใช้กฎหมายแรงอาจไม่เห็นผลมากนัก ถ้ายังไม่ปฏิรูประบบการสอนของอาจารย์สถาบันอาชีวะทั้งระบบ
“เขาเป็นคนดี ผมเข้มงวด ถ้าเกเรไม่ให้เรียน บอกเขาอย่างนี้ ผมสองจิตสองใจจะให้เขาเรียนที่สถาบันอาชีวะดีไหม ใจหนึ่งก็อยากให้เรียนเพราะตระกูลเราทำอาชีพซ่อมรถ เขาต้องมีความรู้ด้านนี้มาเพื่อสืบทอดอาชีพผม อีกใจก็ไม่อยากให้เรียนเพราะรู้ว่าสายอาชีวะตีกันยิงกัน กว่าลูกผมจะเรียนจบจะถูกเขาทำร้ายจนพิการตายก่อนหรือเปล่าก็ไม่รู้ คิดว่าไม่อยากให้ลูกเรียนสถาบันอาชีวะอีกต่อไปแล้ว มาทำงานมาเรียนวิชาเอาในอู่รถดีกว่า”
พ่อของหนึ่งในเด็กนักเรียนอาชีวะย่านมีนบุรีที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการถูกเด็กอาชีวะต่างสถาบันย่านเดียวกันใช้ปืนแบบลูกปรายยิงเข้าที่บริเวณศีรษะ ขณะนั่งรถประจำทางสาย 131 มีนบุรี–หนองจอก กลับบ้านพร้อมเพื่อนอีกหลายคน เตรียมยื่นเรื่องลาออกจากสถาบันอาชีวะย่านมีนบุรีที่ลูกเรียนอยู่ เพราะเกรงว่าจะไม่ปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินอีกต่อไป เนื่องจากมีเหตุเด็กนักเรียนอาชีวะตีกันยิงกันแทบจะรายวันในพื้นที่เขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร ประชาชนในย่านนี้ต่างหวาดกลัวเมื่อเห็นเด็กอาชีวะจับกลุ่มไปไหนมาไหนก็จะไม่เข้าใกล้ด้วย กระทั่งเกิดเหตุไม่คาดคิดขึ้นกับลูกเมื่อช่วงค่ำ 19.00 น. วันที่ 27 มิถุนายน ที่ผ่านมา เสียงโทรศัพท์ปลายสายจากผู้อำนวยการสถาบันอาชีวะ โทรมาแจ้งว่าลูกถูกยิงจึงรีบไปดูอาการ
“ผมตกใจ เขาโทรมาแจ้งก็เลยรีบไปดูอาการลูก เขาโดนยิงศีรษะและใกล้ๆ ใบหน้า กลางหน้าผาก โหนกแก้ม กระสุนฝัง 3–4 ลูก แต่โชคดีที่ไม่มีผลกระทบต่อการมองเห็นของตา ขณะนี้ยังเหลือกระสุนอีก 1 ลูกที่รอผ่าตัดออก เหตุการณ์เกิดขึ้นหลังลูกผมเลิกเรียน พอมาถึงตลาดมีนบุรีซึ่งเป็นที่ที่คนพลุกพล่าน ใกล้ถึงป้ายรถประจำทาง มีกลุ่มนักเรียนอาชีวะต่างสถาบัน 4 คน ขี่รถจักรยานยนต์มาด้านข้าง พอลูกผมหันไปดู จู่ๆ เสียงปืนก็ดังขึ้นลูกกระสุนโดนศีรษะเขา ไม่เห็นคนยิงด้วย เรื่องแบบนี้เกิดมาหลายสิบปีแล้ว” พ่อนักเรียนอาชีวะ กล่าว
พล.ต.ต.ชัยพร พานิชอัตรา ผบก.น.3 กล่าวว่า ตำรวจติดตามจับกุมนักเรียนอาชีวะที่ร่วมก่อเหตุได้แล้วที่เหลืออยู่ระหว่างขยายผล ซึ่งเหตุนักเรียนอาชีวะทะเลาะวิวาทจนถึงขั้นใช้อาวุธปืน ในพื้นที่ของนครบาล 3 มี 11 สถานีตำรวจนครบาลในสังกัด ในพื้นที่ 563 ตารางกิโลเมตร ยังเป็นพื้นที่คาบเกี่ยวกับหลายพื้นที่ที่มีสถาบันอาชีวศึกษาตั้งอยู่หลายสถาบัน ทั้งย่านรามคำแหงและย่านรามอินทรา จึงมักจะเกิดเหตุบ่อยครั้งเพราะเป็นทางผ่านที่นักเรียนอาชีวะหลายสถาบันใช้เป็นเส้นทางไปเรียนทั้งที่นั่งรถประจำทางและขี่จักรยานยนต์ไปเรียนเอง ที่สาเหตุส่วนใหญ่มักจะเกิดในลักษณะเดียวกันนั่นก็คืออ้างว่าเป็นเรื่องของความขัดแย้งระหว่างสถาบันที่ถูกปลูกฝังมาจากรุ่นพี่ เสี้ยมสอนให้พกพาอาวุธมีดและปืนติดตัวทุกครั้งเพื่อป้องกันเหตุจากเด็กอาชีวะต่างสถาบัน ทำให้ต้องวางมาตรการจับตากลุ่มนักเรียนอาชีวะหลายสถาบันพร้อมจัดชุดกำลังเข้าตรวจค้นอาวุธภายในสถาบันอาชีวะเดือนละ 1 ครั้ง ใช้วิธีการเข้าไปดูเรียนรู้ของเด็กอาชีวะภายในห้องเรียนซึ่งทั้งหมดทุกสาขาวิชาชีพและแบ่งทีมค้นรถจักรยานยนต์ทุกคันที่เชื่อว่าเป็นที่ซุกซ่อนอาวุธชั้นดีไว้ตามซอกหลืบของรถ
“พื้นที่ของกองบังคับการตำรวจนครบาล 3 เป็นพื้นที่ที่นักเรียนอาชีวะหลายสถาบันพักอาศัยอยู่ในพื้นที่เยอะมาก ทั้งที่อยู่ในย่านบางกะปิ รามคำแหง และสถาบันอาชีวะในพื้นที่อีก 2 สถาบัน อายุ ตั้งแต่ 15 จนถึง 20 ปี ที่ต้องการแสดงความเป็นเจ้าถิ่นโดยมีหัวเข็มขัด ชุดนักเรียนหรือเข็มกลัด เป็นสัญลักษณ์ในการโชว์กร่าง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถูกปลูกฝังมาจากรุ่นพี่ทั้งที่จบไปแล้วและที่ยังเรียนไม่จบ ลักลอบทำการรับน้องและเสี้ยมสอนให้รุ่นน้องที่เข้าศึกษาในสถาบันอาชีวะแต่ละที่ต้องพกอาวุธเพื่อป้องกันตัวจากเด็กอาชีวะต่างสถาบัน” พล.ต.ต.ชัยพร กล่าว
พล.ต.ต.ชัยพร พานิชอัตรา ยังบอกอีกว่า ตั้งชุดตำรวจจู่โจมตั้งจุดตรวจการจับกลุ่มของเด็กอาชีวะในพื้นที่กองกำกับการตำรวจนครบาล 3 ใช้นาฬิกานักศึกษาเป็นที่ตั้งในการเฝ้าตรวจและสังเกตการณ์ ในช่วงเช้าก่อนเข้าเรียนเวลาประมาณ 07.00–08.00 น. และช่วงเย็น เวลาประมาณ 16.00–20.00 น. เน้นหนัก 4 พื้นที่ที่เกิดเหตุบ่อยครั้ง ทั้ง สน.มีนบุรี สน.นิมิตรใหม่ สน.หนองจอก และสน.ร่มเกล้า ตรวจป้ายรถประจำทาง ที่พักอาศัยเข้าถึงภายในชุมชน เข้าถึงกลุ่มเด็กอาชีวะแต่ละกลุ่มให้ได้เพื่อทำประวัติเก็บไว้ พร้อมกันนี้ยังตั้งชุดสืบค้นทางเทคโนโลยีเพื่อจับตาการสั่งซื้อสิ่งผิดกฎหมายออนไลน์ ทั้งยาเสพติด อาวุธสงครามต่างๆ
ข้อมูลการสืบสวนของตำรวจพบแม้เด็กอาชีวะจะพกอาวุธมีดและปืนเป็นส่วนใหญ่แต่เมื่อต้องเข้าเรียน เด็กกลุ่มนี้จะนำอาวุธมีดปืนซ่อนไว้ตามจุดต่างๆ ละแวกใกล้เคียงกับสถาบันอาชีวะก่อนก้าวเท้าเข้าโรงเรียน ทั้งบริเวณใต้สะพานทางด่วน หรือฝากไว้ตามร้านค้าโชห่วยหรือร้านอาหารต่างสั่งรอบๆ สถาบันอาชีวะ และตามรถจักรยานยนต์ของเด็กอาชีวะ ทั้งยังพบว่าลักษณะการพกพาอาวุธปืนส่วนใหญ่จะเป็นประเภท ปืนปากกา ปืนลูกซอง ที่มีช่องทางการสั่งซื้อจากรุ่นพี่สถาบันอาชีวะเดียวกันและทางอินเทอร์เน็ต ส่วนหนึ่งแอบลักลอบผลิตกันเองในโรงกลึงภายในสถาบันอาชีวะ
ไม่ต่างจากเหตุการณ์ที่สร้างความสูญเสียเกิดขึ้นกับเด็กนักเรียนหญิงสถาบันอาชีวะย่านถนนรามคำแหงวัย 17 ปี ในวันและเวลาไล่เลี่ยกับเหตุการณ์แรกช่วงตอนเย็น พื้นที่ สน.บางชัน ที่ถูกเด็กอาชีวะย่านมีนบุรีใช้อาวุธปืนลูกซองยิงเข้าใต้ราวนมขวา 1 นัด จนเสียชีวิต ขณะขับรถจักรยานยนต์กับเพื่อน สวนทางกับคนร้าย 4 คน เมื่อถึงจุดเกิดเหตุหน้าร้านอาหารเทอเรส ถนนรามอินทรา จากการสืบสวนของตำรวจพบประวัติคนร้ายมักพกพาอาวุธและทำร้ายร่างกายผู้อื่นมาแล้วหลายครั้งและจะตระเวนขับรถจักรยานยนต์ไปตามเส้นทาง หากพบเด็กต่างสถาบันก็จะลงมือทันที
ผศ.ดร.ปนัดดา ชำนาญสุข รองคณบดีคณะสังคมศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ ที่ศึกษาปัญหาการใช้ความรุนแรงในเด็กและเยาวชนสะท้อนปัญหาว่าแม้ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ จะออกคำสั่ง มาตรา 44 แก้ปัญหานักเรียน-นักศึกษา ก่อเหตุทะเลาะโดยผู้ปกครองต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบการกระทำของเด็กเยาวชนแต่การใช้กฎหมายแรงอาจไม่เห็นผลมากนัก ถ้ายังไม่ปฏิรูประบบการสอนของอาจารย์สถาบันอาชีวะทั้งระบบเพราะแนวทางการทำงานของตำรวจเป็นแค่ปลายทางการจัดการปัญหาเหล่านี้
“ถ้าใช้สูตรเดิมที่บอกว่าพ่อแม่ต้องมาร่วมรับผิดชอบวิธีคิดแบบนี้ไม่เกิดประโยชน์หากจะต้องทะลวงไปถึงต้นตอของปัญหา เปิดใจกันทุกภาคส่วนต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่าครอบครัวไม่สามารถดูแลเด็กเยาวชนได้แล้วจึงทำให้ลูกหลานของท่านออกมาก่อเหตุรุนแรงซึ่งเขาต้องการความช่วยเหลือจากภาครัฐ หน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องต้องหันกลับมาร่วมมือกันในการแก้ไข โดยเฉพาะสาเหตุสำคัญมากๆ คือระบบการศึกษา สถาบันการศึกษา ต้องมีการปฏิรูปเรื่องนี้อย่างจริงจังอย่ามุ่งหวังแต่ผลกำไรทางการเงิน โดยไม่ประสบผลเรื่องการสร้างลักษณะนิสัยในเด็กอาชีวะ ควรปรับปรุงกระบวนการบริหารการเรียนการสอนอย่างไร สถาบันการศึกษาต้องเป็นปราการที่ 2 อย่างเข้มแข็งร่วมกับครอบครัวกล่อมเกลาเด็กเยาวชนเหล่านี้ ไม่เห็นด้วย ก็เกิดการตั้งคำถามว่า ทำไมหากมีเหตุเกิดขึ้นและปกปิดชื่อสถาบัน เพราะกลัวจะเสียชื่อเสียงตรงกันข้ามสถาบันที่เด็กทำดีไม่ปกปิดสถาบัน เวลาที่สถาบันต้องรับผิดชอบ ทำไมต้องกลัวการตรวจสอบ ถ้าเป็นสถาบันคุณภาพ” ผศ.ดร.ปนัดดา กล่าว
ผศ.ดร.ปนัดดา ยังกล่าวอีกว่า สภาพพื้นที่ สน.มีนบุรี มีเหตุอาชญากรรม คดีเกี่ยวกับทรัพย์ ลักวิ่งชิงปล้นเกิดขึ้นรวมถึงปัญหายาเสพติด เพราะเป็นพื้นที่ระหว่างชุมชนเมืองกับชนบทคาบเกี่ยวกัน มีความหลากหลายทางศาสนาในพื้นที่ด้วย
---------------------
(เรื่องเล่าข่าวดัง : 'ม.44' ยาแรงแก้นักเรียนตีกัน : โดย...นิธิศ นาเจริญ)



