คอลัมนิสต์

ถมทะเลขยายรันเวย์สนามบินภูเก็ตได้....คุ้มเสีย?

ถมทะเลขยายรันเวย์สนามบินภูเก็ตได้....คุ้มเสีย?

01 ก.ค. 2559

ถมทะเลขยายรันเวย์สนามบินภูเก็ตได้....คุ้มเสีย?

พลันที่ ออมสิน ชีวะพฤกษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ที่ได้เสนอแนะให้ จ.ภูเก็ต หยิบยกโครงการถมทะเลขยายรันเวย์สนามบินนานาชาติภูเก็ต เป็นระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตร เพื่อรองรับการขยายตัวของการท่องเที่ยว หลังจากโครงการดังกล่าวถูกยกเลิกไปเมื่อหลายปีก่อน ทำให้นักวิชาการทางทะเลชื่อดัง "ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์" รองคณบดีคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ออกมาเคลื่อนไหวและคัดค้าน พร้อมแสดงภาพถ่ายดาวเทียมบริเวณหาดไม้ขาว ต.สาคู อ.ถลาง จ.ภูเก็ต ที่อยู่ใกล้สนามบินนานาชาติภูเก็ต โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว “เพราะทะเล คือหัวใจของภูเก็ต การสร้างรันเวย์ลงทะเลยาว 1 กิโลเมตรเปรียบเสมือนการตอกลิ่มลงกลางหัวใจ ผมมั่นใจว่าเรามีทางเลือก และการถมทะเลสร้างสนามบินไม่ใช่ทางเลือกสุดท้าย แต่เป็นทางที่ไม่ควรเป็นแม้แต่ทางเลือก จึงอยากขอให้คิดทบทวนใหม่ #เพราะมันเกินไปหากเราคิดฆ่าทะเล”

ถมทะเลขยายรันเวย์สนามบินภูเก็ตได้....คุ้มเสีย?
 
ข้อความดังกล่าวส่งผลทำให้ชาวโซเชียลมีเดีย พากันแชร์และแสดงความเห็นที่แตกต่างอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่วนใหญ่ร่วมกันคัดค้าน เช่นเดียวกับนักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมจากสถาบันอื่น รวมถึงแกนนำองค์กรเอกชนจีเอ็นโอในพื้นที่ต่างขอคัดค้านเช่นเดียวกัน

ถมทะเลขยายรันเวย์สนามบินภูเก็ตได้....คุ้มเสีย?

ขณะเดียวกัน  ดร.ธรณ์ เปิดเผยต่อ “คม ชัด ลึก” ว่า ท่าทีของกระทรวงการคมนาคมอ่อนลง จะเห็นได้จากรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ออกมายอมรับว่า หากสร้างแล้วจะกระทบกับระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมทางทะเล ก็ต้องชะลอก่อนหรือไม่จำเป็นต้องสร้างก็ได้ ซึ่งส่วนตัวมองว่ามีความเป็นไปได้ที่โครงการนี้อาจจะชะลอไปก่อน แต่ไม่แน่ใจว่าในอนาคตจะมีการปัดฝุ่นขึ้นมาอีกหรือไม่

ถมทะเลขยายรันเวย์สนามบินภูเก็ตได้....คุ้มเสีย?

“ผมไม่เข้าใจว่าทำไมทาง จ.ภูเก็ต ต้องผลักดันในเรื่องนี้ ทั้งที่ทราบว่าหากถมทะเลสร้างรันเวย์เป็นระยางทางยาว 1 กิโลเมตรจะสร้างความเสียหายต่อระบบนิเวศทางทะเลครั้งใหญ่ เพราะพื้นที่ตรงนั้น ออกห่างจากแนวชายฝั่งเพียงไม่เกิน 500 เมตร จะเป็นแนวปะการังที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดใน จ.ภูเก็ต และอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติสิรินาถ หากสร้างขึ้นมาต้องกระทบชนิดที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้เลย”  


แต่กระนั้น หากมีการก่อสร้างรันเวย์เสร็จแล้ว นอกจากปะการังถูกทำลายอย่างมหาศาลแล้ว รองคณบดีคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มองไปลึกอีกว่า กระแสน้ำจะเปลี่ยนทิศทาง จะทำให้มีผลกระทบด้านอื่นๆ ตามมา อาทิ คลื่นกัดเซาะแนวชายฝั่ง โดยเฉพาะหาดทรายที่สวยงามอย่างหาดไม้ขาว ซึ่งเป็นที่วางไข่สัตว์สงวน จำพวกเต่ามะเฟืองและเต่าทะเลอื่นๆ รวมทั้งชายหาดที่เป็นธรรมชาติแห่งสุดท้ายของภูเก็ตในอุทยานสิรินาถ-หาดในยาง ต้องได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงด้วย 

ถึงแม้จะมีการศึกษา วิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA (Environmental Impact Assessment) ให้ดีขนาดไหนก็ตาม เพราะสถานที่ตั้งของสนามบินนานาชาติภูเก็ตไม่เหมาะสมตั้งแต่แรกเนื่องจากอยู่ติดกับอุทยานแห่งชาติ ที่ไม่ควรจะมีก่อสร้างที่อาจจะเกิดผลกระทบได้

 นักวิชาการผู้นี้ยังมองว่า การขยายสนามบินนานาชาติภูเก็ตยังมีทางเลือกที่ดีกว่า แม้อาจมีระยะทางไกลออกไปบ้าง โดยเฉพาะการสร้างสนามบินแห่งที่สองในพื้นที่ฝั่ง จ.พังงา ซึ่งอยู่ใกล้กับ อ.ถลาง เพียงแต่ขับรถข้ามสะพานสารสินไปเพียงไม่กี่นาทีอาจจะคุ้มกว่าการที่ทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างมหาศาล ที่สำคัญการที่จะนำดินจากแหล่งอื่นไปถมทะเลที่มีความยาวนับกิโลเมตรต้องใช้ดินในปริมาณนับแสนๆ คิว มีมูลค่าถึงหลักหมื่นล้านบาท ขณะที่ความเสียหายด้านสิ่งแวดล้อมอีกที่ไม่สามารถประเมินมูลค่าได้ และหากจะนำเงินมาสร้างแนวปะการังใหม่ต้องใช้เงินมหาศาล แต่อาจไม่สมบูรณ์เท่าปะการังที่เกิดขึ้นจากธรรมชาติ ที่สำคัญหากนำเงินจำนวนมากขนาดนี้ไปสร้างสนามบินในพื้นที่ขาดแคลน น่าจะได้ประโยชน์มากกว่า

“ที่สิงคโปร์ มาเก๊า เป็นเกาะ พื้นที่มีจำกัด ที่สำคัญรอบๆ เกาะไม่มีปะการัง สามารถทำได้ เช่นเดียวกันกับที่ญี่ปุ่น เป็นอ่าวกระทบกับสิ่งแวดล้อมน้อยมาก หากทาง จ.ภูเก็ต ยังยืนยันที่สร้างต่อ ทางเครือข่ายสมาคมวิทยาศาสตร์ทางทะเล จะต้องเดินหน้าคัดค้านต่อไป เบื้องต้นจะยื่นหนังสือทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคมนาคม ให้ระงับโครงการนี้ เพราะเราเห็นชัดเจนแล้วจะเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่อระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมทางทะเลอย่างแน่นอน”  

ขณะที่ ธนู แนบเนียน ผู้ประสานงานองค์กรความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติอันดามัน กล่าวว่า หากมองหยาบๆ ฟันธงไปเลยคิดว่า โครงการนี้ไม่ควรสร้างเป็นอย่างยิ่ง แม้ว่าส่วนตัวไม่ได้ขัดขวางการพัฒนา แต่อยากให้มองเรื่องของการพัฒนาภูเก็ตให้รอบด้านและเป็นระบบ เพราะมีบริบทและปัจจัยที่เกี่ยวข้องหลายอย่าง ฉะนั้นการตัดสินใจถมทะเลควรจะคิดให้ดี เนื่องจากหากดำเนินการจริงจะทำให้เสียชายหาดที่สวยงามไปไม่น้อยกว่า 2 ชายหาด ไม่ว่าจะเป็นหาดไม้ขาวหรือหาดในยาง ที่จะเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของกระแสน้ำ และจะเกิดการกัดเซาะชายฝั่ง รวมไปถึงปัญหาโลกร้อนต่างๆ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน จำเป็นที่จะต้องพิจารณาให้รอบคอบ ประกอบกับปัจจุบันในภูเก็ตมีปัญหาค่อนข้างมากอยู่แล้ว จึงควรจะต้องมาทบทวนทิศทางการพัฒนาให้เหมาะสม

สอดคล้องกับแนวคิดของ พงศ์ธีระ บัวเพ็ชร อาจารย์ประจำภาควิชาเทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขต ภูเก็ต มองว่า ไม่เห็นด้วยที่จะมีการถมทะเล เพราะจะเกิดความสูญเสียค่อนข้างมาก และไม่คุ้มค่ากับรันเวย์ที่ได้มายาว 1 กิโลเมตร แต่ต้องสูญเสียความสวยงามของชายหาดในฝั่งตะวันตก เช่น ในยาง ไม้ขาว เป็นต้น เนื่องจากเมื่อมีการถมทะเลก็จะเร่งให้เกิดการกัดเซาะชายฝั่ง ที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงกระแสน้ำทะเลเป็นแนวยาว และยังจะทำลายแนวปะการังด้วย 

จากการศึกษาแนวปะการังบริเวณหาดในยางในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา พบว่า มีแนวปะการังที่สวยงามมาก แม้ว่าในปีนี้ค่อนข้างประสบกับปัญหาการฟอกขาว แต่ส่วนนี้สามารถที่จะฟื้นฟูได้ หากจะมีการขยายรันเวย์ก็ควรจะทำบนบกซึ่งมีพื้นที่ราบพอสมควร ทางการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทยควรจะซื้อที่ดินเพิ่ม และทำเป็นอุโมงค์ทางเดินรถและมีรันเวย์ด้านบน เหมือนกับที่หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เป็นต้น

แต่กระนั้นยังคงพบความเคลื่อนไหวของกลุ่มอนุรักษ์ธรรมชาติ เช่น นายศศิน เฉลิมลาภ ที่ปรึกษามูลนิธิสืบนาคะเสถียร รวมทั้งในกลุ่มนักวิชาการด้านปะการังของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ที่ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดนี้
   
ทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งของกระแสคัดค้านการถมทะเล เพื่อสร้างรันเวย์สนามบินนานาชาติภูเก็ต ที่เป็นประเด็นร้อนในพื้นที่ขณะนี้ ที่สะท้อนให้เห็นว่าหลายภาคส่วนมองว่า จะสร้างความเสียต่อระบบนิเวศทางทะเลอย่างมหาศาล
 
ดร.ธรณ์ ได้โพสต์ข้อมูลลงเฟซบุ๊กส่วนตัว Thon Thamrongnawasawat ว่า

มาดูแผนที่ให้ชัดว่าถ้าเราทำรันเวย์สนามบินภูเก็ตยื่นไปในทะเล 1 กิโลเมตร จะเกิดอะไร ? ‪#‎ทะเลไม่ได้มีไว้ให้ถม‬

จากภาพดาวเทียมจะเห็นแนวปะการัง (เส้นประสีเหลือง) ของอุทยานแห่งชาติสิรินาถ ห่างไปเพียงไม่กี่ร้อยเมตร จะต้องโดนผลกระทบเต็มๆ อย่างเลี่ยงไม่ได้ ทั้งระหว่างการก่อสร้าง (ตะกอน ฯลฯ) และเมื่อสร้างเสร็จ (กระแสน้ำเปลี่ยนทิศทาง ฯลฯ)

ยังมีผลด้านอื่นๆ ทั้งกัดเซาะชายฝั่งที่วางไข่สัตว์สงวน (ขอหาดไม้ขาวให้เต่ามะเฟือง) และเต่าทะเลอื่นๆ รวมถึงชายหาดที่เป็นธรรมชาติแห่งสุดท้ายของภูเก็ต (อุทยานสิรินาถ-หาดในยาง)

ผลกระทบที่เกิดขึ้นจึงรุนแรงและไร้ทางหลีกเลี่ยง ไม่ว่าจะศึกษา EIA ให้ดีปานใด เพราะสถานที่ตั้งไม่เหมาะสมตั้งแต่แรก

ผมมั่นใจว่าเรามีทางเลือกดีกว่านี้ แม้อาจต้องลำบากนิดหรือไกลหน่อย แต่มันคุ้มค่าแน่นอนเมื่อเทียบกับการถมทะเล

นี่ไม่ใช่การคัดค้านความเจริญ แต่เป็นการสนับสนุนความเจริญที่มาพร้อมกับความ “มั่นคง” ด้านทรัพยากร ความ “มั่งคั่ง” ที่เกิดจากการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างรอบคอบ และความ “ยั่งยืน” ของการเก็บทะเลในอุทยานแห่งชาติให้เป็นสมบัติของลูกหลานครับ