แรงกดดันว่าด้วยประชามติ
แรงกดดันว่าด้วยประชามติ : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 28 มิถุนายน 2559
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยืนยันว่า ได้ตักเตือน นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย (มปท.) กับนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่ได้ออกมาแพร่ภาพสดผ่านเฟซบุ๊กไลฟ์แสดงความเห็นเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญที่กำลังจะเข้าสู่การออกเสียงประชามติในวันที่ 7 สิงหาคม ทั้งเตือนผ่านสื่อมวลชน และส่งคนไปเตือนแล้วว่า อาจจะเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายได้ โดยก่อนหน้านี้นายกรัฐมนตรีก็เคยปรามนายจตุพรที่มีความพยายามจะจัดตั้งศูนย์ปราบโกงประชามติมาแล้ว อีกนัยหนึ่ง ตามความเห็นของ พล.อ.ประยุทธ์คือ ไม่ต้องการให้เกิดแรงกระเพื่อมขึ้น
การออกมาเคลื่อนไหวผ่านโลกออนไลน์ เริ่มจากนายสุเทพ ซึ่งแพร่ภาพสดแสดงความเห็นสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญ โดยได้เปิดหัวเอาไว้ว่า สัปดาห์ถัดไปจะชี้แจงในรายละเอียดว่ามีข้อดีอย่างไรบ้างที่สมควรลงประชามติรับร่าง ขณะเดียวกันนายจตุพรก็แสดงความเห็นในทางตรงกันข้าม หรือพูดอีกอย่างก็คือ จะชี้ให้เห็น "ข้อเสีย” ของร่างรัฐธรรมนูญ ลำพังการให้ความเห็นเช่นว่า ถ้าหากมาจากนักวิชาการหรือบุคคลที่เป็นกลางมากพอก็คงจะไม่เป็นประเด็น หากแต่สิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์หวั่นวิตกก็น่าจะมาจากเหตุที่ทั้งนายสุเทพ และนายจตุพร ยังมีสถานะเป็นแกนนำมวลชนของคนสองสี สองฝ่าย โดยภาพรวมก็เหมือนกับเป็นภาพซ้ำย้อนกลับไปก่อนรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557
นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เคยบอกไปแล้วว่า การอธิบายเรื่องร่างรัฐธรรมนูญ หรือจะบอกว่าจะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญนั้น สามารถทำได้ เพราะมีเสรีภาพ มาตราใดใน พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติไม่ได้ห้ามไว้ก็ทำได้เช่นกัน และในขณะเดียวกัน ในกฎหมายฉบับนี้ยังเขียนส่งเสริมเอาไว้ด้วยซ้ำ โดยสรุปก็คือ ตามความเห็นของนายวิษณุ ซึ่งเป็นมือกฎหมายของรัฐบาลได้ชี้ว่า จนถึงขณะนี้การเผยแพร่ความเห็นของนายสุเทพกับนายจตุพรยังไม่มีความผิด ซึ่งจะว่าไปแล้ว บุคคลทั้งสองก็ย่อมจะหลีกเลี่ยงที่จะทำสิ่งผิดกฎหมายได้เอง ถ้าหากมองโลกในแง่ดีก็ถือว่าเป็นเวทีของการให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญไว้ทั้งสองด้านเพื่อให้ประชาชนคนดูได้ใช้วิจารณญาณอย่างถ่องแท้
ยิ่งใกล้วันออกเสียงประชามติมากเท่าไรดูเหมือนอุณหภูมิการเมืองจะยิ่งร้อนแรงขึ้นทุกขณะ ซึ่งล่าสุดนี้ยังมีกระแสการเทียบเคียงระหว่างนายเดวิด คาเมรอน นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ที่ประกาศลาออกเพราะแพ้ประชามติว่าด้วยสหราชอาณาจักรออกจากสหภาพยุโรปหรือไม่ กับพล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะนายกรัฐมนตรีของไทย ที่เปรียบเสมือนเจ้าของประชามติร่างรัฐธรรมนูญไปโดยปริยาย ซึ่งแม้จะเป็นกรณี "คนละเรื่องเดียวกัน” แต่ก็ไม่อาจจะปฏิเสธได้ว่า มีกระแสกดดัน พล.อ.ประยุทธ์เรื่องผลประชามติอยู่จริง อีก 40 วันนับจากนี้ จึงเป็นหน้าที่ของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ที่จะทำให้การออกเสียงเป็นไปอย่างเที่ยงธรรมมากที่สุด ไม่มีข้อครหาว่า ฝ่ายอำนาจรัฐเข้าไปแทรกแซง ขณะที่การแสดงออกของทั้งสองฝ่ายทั้งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยก็ต้องมีต่อไปตามสมควร ตามตัวบทกฎหมาย และอยู่บนมาตรฐานเดียวกัน



