
ถอดรหัสคำสั่งย้าย ผู้ว่าฯ-อัยการ-ตำรวจ
ถอดรหัสคำสั่งย้าย ผู้ว่าฯ-อัยการ-ตำรวจ : ขยายปมร้อน ศรายุทธ สายคำมี
คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่มีผลล่าสุดเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา สั่งย้ายข้าราชการหลายหน่วยงาน
กระทรวงมหาดไทย ย้ายผู้ว่าฯ สมุทรสาคร ย้ายอัยการจังหวัดนาทวี พร้อมรอย้ายรองอัยการจังหวัดสมุทรสาคร 2 คน
ส่วนตำรวจก็ไม่รอด ย้ายตั้งแต่ “พลตำรวจโท” ยัน “พันตำรวจตรี”
หลายคนสงสัยว่า เกิดอะไรขึ้น จู่ๆ หัวหน้า คสช.ถึงได้สั่งย้ายข้าราชการ ปกครอง ตำรวจ อัยการ จำนวนมากถึง 23 คน
หรือบรรดาแรงงานพม่าเอาข่าวไปกระซิบ “แม่ซู” ที่เพิ่งไปพบปะแรงงานพม่าที่สมุทรสาคร ก่อนหน้านั้นเพียงแค่ 2 วัน
แล้ว “แม่ซู” อาศัยจังหวะพบปะกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี “กระซิบ” ต่อ
เสียงเล่าเสียงลือกันมาอย่างนั้น!
ขณะที่อีกเสียงหนึ่งสรุปให้ฟังคร่าวๆ ว่า ย้ายเพราะเรื่องแรงงานต่างด้าว บ่อนพนัน และเรื่องต่างด้าวค้าประเวณีที่นาตารี
แต่ถ้าไปอ่านคำสั่งหัวหน้า คสช.ฉบับนี้แล้ว น่าจะพอเห็นแนวทาง เห็นจุดมุ่งหมาย และเห็นสาเหตุของการย้ายกราวรูด ตั้งแต่นายพลยันพันตำรวจตรี
อ่านจากคำสั่งหัวหน้า คสช.ข้อที่ 1 บอกว่า เป็นการให้ข้าราชการที่ถูกร้องเรียนหรือกล่าวหาว่าปล่อยปละละเลยให้มีการกระทำความผิด เกิดขึ้นในพื้นที่ของตน หรือมีการทุจริตหรือประพฤติมิชอบ หรือดำเนินการ หรือไม่ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ จนเกิดความเสียหายแก่ทางราชการและมีมูลอันสมควรตรวจสอบ ระงับการปฏิบัติราชการโดยไม่ขาดจากตำแหน่งเดิม และให้ไปปฏิบัติราชการในหน่วยงานอื่น ในสังกัดเดิมเป็นการชั่วคราว
ข้อนี้คงไม่ต้องสงสัยอะไร ก็เพราะข้าราชการไม่ว่าหน่วยงานใด หากประพฤติแบบที่ว่าก็สมควรถูกย้ายอยู่แล้ว
ที่น่าสนใจก็ตรงข้อ 3 ที่ระบุว่า ให้ “ผู้บังคับบัญชา” ในทุกหน่วยงานของรัฐสอดส่องพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่ในสังกัด ในด้านประสิทธิภาพ สมรรถนะในการปฏิบัติราชการ การอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนและการทุจริต ประพฤติมิชอบ ในกรณีที่เห็นว่าควรปรับปรุงแก้ไข ให้ตักเตือน แนะนำ ย้ายออกนอกพื้นที่ สับเปลี่ยนตำแหน่งหน้าที่การงาน
หรือหากมีมูลความผิด ให้ดำเนินการทางวินัย โดยคำนึงถึงการให้ความเป็นธรรมแก่เจ้าหน้าที่ผู้นั้น การดูแลรักษานัยและกฎหมายตามอำนาจหน้าที่ของผู้บังคับบัญชา และการรักษาประโยชน์สาธารณะ
ในกรณีที่ผู้บังคับบัญชาละเว้นหรือบกพร่องในการปฏิบัติตามข้อนี้ ให้ผู้บังคับบัญชาที่เหนือชั้นขึ้นไปรายงานให้นายกรัฐมนตรีทราบ
ถ้าอ่านคำสั่งข้อนี้ หลายคนในกลุ่ม 23 คนที่ถูกย้ายออกจาก “จุดวิกฤติ” ก็อาจจะเบาใจ โดยเฉพาะในระดับบังคับบัญชาที่หากพิสูจน์ได้ว่า ไม่ได้กินสินบาทคาดสินบน นั่นคือประการแรก
ถัดมาคือ ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า ไม่ได้ปล่อยปละละเลยให้ผู้ใต้บังคับบัญชาไปทุจริต ไปเก็บส่วย หรือผู้ใต้บังคับบัญชาไปเก็บ แต่ไม่ได้รับรู้ เนื้อไม่ได้กิน หนังไม่ได้รองนั่ง แถมยังพร่ำเตือน สอดส่องดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาไปแล้ว แต่ก็ยังมีรูลอดออกมา นั่นก็อาจจะได้กลับมานั่งเก้าอี้เดิม
เพราะคำสั่งหัวหน้า คสช.เปิดช่องตรงนี้เอาไว้ !
แต่ถ้ามีหลักฐานประมาณ “โพย นาตารี” อย่างนี้ไม่ได้กลับ ไม่พอ แต่ยังจะต้องถูกตั้งกรรมการสอบเอาผิดทั้งวินัยและอาญา
เรื่องอย่างนี้ ใครที่คุ้นเคยกับนักเลือกตั้งและนักทุจริตโกงกิน คงจะไม่คุ้นสักเท่าไหร่ แล้วก็น่าจะไม่ชอบใจกับวิธีการของกลุ่มคนที่ยอมรับว่า พวกเขาเป็น “เผด็จการ” มาบริหารประเทศแล้วมาใช้อำนาจแบบนี้
แต่กับประชาชนคนทั่วไป อาจจะแปลกใจ หรือถึงขั้นตกใจ เพราะเรื่องเด็ดขาด ฟาดตั้งแต่หัวยันท้ายแบบนี้ ไม่เคยเกิดขึ้นในช่วงของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง
ปัญหาก็คือ ถ้าเผด็จการไปแล้ว มีการเลือกตั้ง จะทำอย่างไรให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเลิกนิสัย “ลูบหน้าปะจมูก” จัดการปัญหาอย่างมืออาชีพประชาธิปไตยได้อย่างรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง



