
ลุ้น!!คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ พ.ร.บ.ประชามติขัดรธน.หรือไม่
ลุ้น!!คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ พ.ร.บ.ประชามติ ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ : จับตาประชามติ โดย สมฤทัย ทรัพย์สมบูรณ์ สำนักข่าวเนชั่น
ไฮไลท์เกี่ยวกับการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญสัปดาห์นี้ อยู่ที่บ่ายวันพุธ (29 มิถุนายน) ศาลรัฐธรรมนูญนัดวินิจฉัยว่า มาตรา 61 วรรคสอง ของกฎหมายว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ขัดกับรัฐธรรมนูญชั่วคราวของ คสช.หรือไม่
เรื่องนี้สืบเนื่องจากกรณีที่ “จอน อึ๊งภากรณ์” ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) เข้าชื่อพร้อมผู้สนับสนุนรวม 107 ชื่อ ยื่นหนังสือต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ให้ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าข้อความวรรคสอง และวรรคสี่ ของมาตรา 61 พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ขัดรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 หรือไม่
แต่ที่สุดแล้วผู้ตรวจการฯ มีมติให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเฉพาะวรรคสอง ส่วนวรรคสี่ เรื่องเกี่ยวกับกำหนดบทลงโทษ ผู้ตรวจการฯ เห็นว่า เป็นดุลพินิจของผู้ออกกฎหมาย ไม่ขอก้าวล่วง
ข้อความในวรรคสอง ที่ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคือ “ผู้ใดดําเนินการเผยแพร่ข้อความ ภาพ เสียง ในสื่อหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์หรือในช่องทางอื่นใด ที่ผิดไปจากข้อเท็จจริงหรือมีลักษณะรุนแรง ก้าวร้าว หยาบคาย ปลุกระดม หรือข่มขู่โดยมุ่งหวังเพื่อให้ผู้มีสิทธิออกเสียงไม่ไปใช้สิทธิออกเสียง หรือออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือไม่ออกเสียง ให้ถือว่าผู้นั้นกระทําการก่อความวุ่นวายเพื่อให้การออกเสียงไม่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย”
โดยผู้ร้องเห็นว่า เป็นการบัญญัติถึงการกระทำอันเป็นความผิดโดยใช้ถ้อยคำที่กว้างและคลุมเครือ เช่น คำว่า “รุนแรง” “ก้าวร้าว” “ปลุกระดม” ซึ่งเป็นคำที่ไม่เคยมีนิยามอยู่ในกฎหมายฉบับใดมาก่อน ประชาชนไม่สามารถเข้าใจได้ว่าการแสดงออกอย่างใดจะผิดกฎหมายหรือไม่ ซึ่งขัดต่อหลักการของกฎหมายอาญาที่ต้องชัดเจนแน่นอนให้ประชาชนสามารถทราบถึงขอบเขตของสิทธิเสรีภาพได้ ส่วนการแสดงออกด้วยถ้อยคำที่ “หยาบคาย” นั้น ตามปกติแล้วแม้จะเป็นสิ่งที่ไม่สมควร แต่ก็ไม่ใช่การกระทำที่ผิดกฎหมาย การบัญญัติเช่นนี้ จึงเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนเกินขอบเขต โดยไม่มีเหตุอันสมควร
จากนั้น วันที่ 1 มิถุนายน ผู้ตรวจการแผ่นดินได้มีมติเอกฉันท์ให้ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย โดยเห็นว่ากฎหมายมาตราดังกล่าวมีเนื้อหาไม่ชัดเจน คลุมเครือ ซึ่งจะทำให้ประชาชนสับสนไม่กล้าแสดงความคิดเห็น และอาจจะมีการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ไปในทางที่ต้องดำเนินคดีกับประชาชน หากให้มีการดำเนินการลงประชามติด้วยความสับสนเช่นนี้ จะทำให้การออกเสียงลงประชามติเกิดความวุ่นวายมากกว่าความสงบเรียบร้อย
ล่าสุดสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญแจ้งว่า ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้นัดแถลงด้วยวาจาพร้อมลงมติเรื่องนี้ในวันพุธนี้
ทั้งนี้ ทางกลุ่มนายจอนเห็นว่า พ.ร.บ.ประชามติมีเนื้อหาขัดรัฐธรรมนูญชั่วคราวมาตรา 4 ที่บัญญัติว่า “ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพและความเสมอภาค บรรดาที่ชนชาวไทยเคยได้รับการคุ้มครองตามประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขและตามพันธกรณีระหว่างประเทศที่ประเทศไทยมีอยู่แล้ว ย่อมได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญนี้”
สมชาย แสวงการ เลขานุการวิป สนช. กล่าวถึงแนวทางการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และการดำเนินการของส่วนที่เกี่ยวข้องหลังจากนั้นว่า มี 2 ทาง คือ 1.วินิจฉัยว่าไม่ขัดรัฐธรรมนูญ หากเป็นแนวทางนี้ คาดว่าศาลรัฐธรรมนูญคงจะเขียนออกมาชัดๆ ว่าไม่ขัดเพราะอะไร และเพื่อไม่ให้เกิดความกังวลศาลรัฐธรรมนูญก็คงจะมีคำแนะนำออกมาด้วยว่า ส่วนที่เกี่ยวข้องควรต้องดำเนินการอย่างไร เหมือนกับการวินิจฉัยเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 ในช่วงรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ศาลชี้ว่ายังไม่ชัดเจนว่าจะล้มล้างการปกครอง แต่การแก้ไขควรผ่านประชามติก่อน
แนวที่ 2 คือ วินิจฉัยว่า วรรคสองของมาตรา 61 ขัดรัฐธรรมนูญ หากเป็นแนวทางนี้ก็ไม่จำเป็นต้องเสนอร่างกฎหมายเพื่อแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายประชามติ เพราะขัดรัฐธรรมนูญแค่วรรคสองวรรคเดียว ส่วนวรรคอื่นในมาตรา 61 ยังใช้ได้ ซึ่ง สนช.ได้มีการหารือไว้ชัดเจนแล้ว
นายสมชายกล่าวอีกว่า หากวรรคสอง ขัดรัฐธรรมนูญ กกต.อาจจะไปออกระเบียบเพิ่มเติมเพื่อวางแนวทางในการปฏิบัติ หรือ คสช.อาจจะออกเป็นคำสั่งมาก็ได้
นั่นคือ แม้ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยออกมาว่าขัดรัฐธรรมนูญ ก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ ไม่ต้องออกกฎหมายใหม่



