
ยิ่งใช้อำนาจยิ่งขยายแผลเรื่องความไม่ชอบธรรม
ยิ่งใช้อำนาจยิ่งขยายแผลเรื่องความไม่ชอบธรรม : ขยายปมร้อน สำนักข่าวเนชั่น โดย ประพันธ์ จินดาเลิศอุดมดี
ใกล้ถึงวันลงคะแนนเสียงประชามติมากขึ้นเท่าไหร่ ดูเหมือนว่าท่าทีระหว่างฝ่ายรับกับฝ่ายไม่รับร่างรัฐธรรมนูญจะยิ่งทวีความเข้มข้นมากขึ้น
เริ่มที่ฝ่ายไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ พรรคเพื่อไทยนั้น แกนนำพรรคแสดงจุดยืนชัดเจนว่าขอเดินหน้าไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ขณะที่กลุ่ม นปช.เดินหน้าเปิดศูนย์ปราบโกงฯ ทั่วประเทศ และจูงมือองค์กรนานาชาติมาอยู่เคียงข้าง
เรียกว่าขยับแนวสู้กับฝ่ายรัฐบาลที่กำลังเดินหน้าประชาสัมพันธ์ร่างรัฐธรรมนูญ รวมถึงความพยายามปราบปรามฝ่ายที่เห็นต่างอย่างชัดเจน
ตรงนี้ถือเป็นความพยายามแสดงออกที่ชัดเจนในสถานการณ์ที่กำลังจะมีการทำประชามติว่า หลักการประชามติหัวใจสำคัญคือการมีส่วนร่วมของประชาชน
เพราะเวลานี้ยิ่งนานวันก็ยิ่งดูเหมือนว่ารัฐบาลกำลังทำเหมือนจะมัดมือชกเพื่อให้ทุกอย่างเป็นไปอย่างที่รัฐบาลต้องการใช้อำนาจและกฎหมายที่มีอยู่ในมือพยายามกดดันฝ่ายที่ยังเคลื่อนไหว
ซึ่งถ้าหากสถานการณ์ยังเป็นแบบนี้ต่อไปจนถึงวันลงประชามติ ก็เป็นไปได้ว่า ในที่สุดประชามติอาจจะไม่มีความหมายในการยอมรับ เพราะหาความชอบธรรมไม่ได้
ความเคลื่อนไหวของแกนนำพรรคเพื่อไทยที่พร้อมใจกันโพสต์เฟซบุ๊กไม่รับร่างรัฐธรรมนูญในมุมของตัวเองนั้น หากมองดีๆ จะเห็นว่า แต่ละคนล้วนระดับเซียนทั้งสิ้น อ่านสถานการณ์ออก เข้าใจข้อกฎหมาย คงไม่ทำอะไรที่ล้ำเส้นจนเข้าทางผู้มีอำนาจง่ายๆ ส่วนจะตัดสินใจอย่างไรถือเป็นเรื่องของประชาชน
ขณะที่กลุ่ม นปช. แม้ว่าจะเปิดศูนย์ปราบโกงฯ ไม่ได้แต่ถือว่าประสบความสำเร็จในการกระทุ้งรัฐบาล การเรียกร้องให้ช่วยกันใช้โซเชียลในการจับโกงนั้น ตรงนี้อาจจะเป็นความต้องการแต่แรกอยู่แล้ว โดยที่ไม่จำเป็นต้องมีรูปแบบขององค์กรปราบโกงที่ชัดเจนเป็นรูปธรรมด้วยซ้ำ
เพราะจริงๆ แล้วสาระสำคัญของศูนย์ปราบโกงฯ ในความหมายของกลุ่ม นปช.ก็คือ การมีส่วนร่วมของประชาชนในการติดตามกระบวนการการทำประชามติเพื่อให้เกิดความโปร่งใส การมีหรือไม่มีศูนย์ปราบโกงฯ จึงเป็นเพียงแค่เรื่องปลีกย่อยเท่านั้น
ส่วนเรื่องการเดินหน้าร้องเรียนกับองค์กรระหว่างประเทศนั้น ตรงนี้น่าจะเป็นเรื่องของสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชนมากกว่า
เพราะที่ผ่านมาองค์กรนานาชาติเหล่านี้ต่างให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาตลอดอยู่แล้ว เมื่อฝ่ายไม่รับร่างรัฐธรรมนูญเห็นว่าผู้มีอำนาจไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ รู้สึกว่ากำลังจะเข้าสู่ภาวะวิกฤติ จึงไปปรึกษาหารือจนถูกฝ่ายตรงข้ามโจมตีว่า กำลังชักศึกเข้าบ้าน
ขณะที่ฝ่ายรับร่างรัฐธรรมนูญนั้น รัฐบาลเร่งเดินหน้าประชาสัมพันธ์ผ่านครู ค.ใช้ กกต.ช่วยในการประชาสัมพันธ์ และเดินหน้าจัดการกับฝ่ายที่เห็นต่าง เช่น ไม่อนุญาตให้มีการตั้งศูนย์ปราบโกงฯ
แต่ไปๆ มาๆ กลับกลายเป็นจุดอ่อนให้ฝ่ายที่ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญหยิบไปขยายผลเอาได้ โดยเฉพาะบทบาทของ กกต. ที่วันนี้เรียกได้ว่าสูญสิ้นความชอบธรรมไปแล้วในฐานะกรรมการ
นับวันยิ่งแสดงออกชัดมากขึ้นเรื่อยๆ ว่า กกต.ไม่ได้มีอำนาจอย่างแท้จริงในการรักษากติกา ทุกอย่างดูเหมือนว่าจะต้องขึ้นอยู่กับฝ่ายผู้มีอำนาจ
ที่ผ่านมาหลายครั้ง กกต.ประกาศว่าจะทำเรื่องอะไร แต่เมื่อ “เรือแป๊ะ” มีเสียงของคนบนเรือส่งออกมา กกต.กลับต้องยอมทำตามแทบทุกครั้งไปจึงมีคำถามว่าวันนี้ กกต.ได้ล้มละลายทางความชอบธรรมไปแล้ว เป็นแค่เพียงตรายางของ คสช.หรือไม่
นอกจากนี้ กลไกรัฐแบบครู ก. และครู ข.นั้น เข้าใจได้ว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐจึงต้องตอบสนองฝ่ายรัฐ แต่สำหรับครู ค.นั้นเป็นประชาชน ดังนั้นจึงเท่ากับว่า สิทธิเสรีภาพถูกลิดรอนไปด้วยแม้แต่กับฝ่ายที่ถูกรัฐหยิบไปใช้งาน
หมายความว่า ครู ค.นั้น เป็นการนำแกนนำชุมชนมา แล้วเอาความรู้เกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญในแบบที่ต้องการไปใส่ให้ และให้ไปพูดตามข้อมูลนั้น จึงไม่แปลกที่มีข่าวแว่วมาว่า ครู ค.ทั้งหมดนั้นดีไม่ดีฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับ กรธ.อาจจะเป็นเสียงส่วนมากเสียด้วยซ้ำ
จากวันนี้ไป เราคงได้เห็นแนวรบทั้ง 2 ด้านที่จะทวีความเข้มข้นมากขึ้นและเชื่อว่าฝ่ายรับร่างรัฐธรรมนูญคงจะเลือกใช้อำนาจและกฎหมายที่มีอยู่ในมือเข้ามาดำเนินการ
เหมือนกับการออกหมายเรียก 19 แกนนำ นปช.ที่ไปร่วมเปิดศูนย์ปราบโกงฯ โดยอ้างคำสั่งหัวหน้า คสช. ซึ่งมีเป้าหมายหลักเพื่อลากคนที่ยังเคลื่อนไหวอยู่เข้าสู่กระบวนการของศาลทหารจนเคลื่อนไหวยากขึ้น
แต่ไม่อยากให้ลืมว่า การใช้อำนาจเพื่อลดเสรีภาพในทางปฏิบัติของฝ่ายเห็นต่างโดยการอ้างคำสั่งหัวหน้า คสช.นั้น มีแต่จะยิ่งถูกตั้งคำถามเรื่องความชอบธรรมในการขอให้สังคมยอมรับสุดท้ายก็จะกลายเป็นว่า ยิ่งใช้อำนาจมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเป็นการขยายแผลเรื่องความไม่ชอบธรรมมากขึ้นเท่านั้น



