คอลัมนิสต์

ฤาควรเรียก'ซูจี'ว่าเผด็จการ?

ฤาควรเรียก'ซูจี'ว่าเผด็จการ?

23 มิ.ย. 2559

ฤาควรเรียก'ซูจี'ว่าเผด็จการ? : มนุษย์สองหน้า  โดยแคน สาริกา

           ในสื่อโซเชียลเอ็นจีโอไทย อัพสเตตัสเทศกาลหนัง Human Rights Human Dignity International Film Festival ที่สหภาพพม่า ด้วยการเชิญชวนชมหนังฟอร์มใหญ่เรื่อง “สิ้นแสงฉาน” (Twillght Over Burma) ซึ่งจะมีการฉายเพียง 2 รอบ คือ 15 มิถุนายน โรงภาพยนตร์ Naypyitaw และ 17 มิถุนายน โรงภาพยนตร์ Junction Square นครย่างกุ้ง

           แต่ก่อนหน้าหนังเรื่องนี้จะเปิดทำการฉายในไม่กี่ชั่วโมง กบว.พม่า 15 คน ได้มีมติห้ามหนังเรื่องสิ้นแสงฉานฉายในเทศกาลหนังดังกล่าว

           เหตุผลของการแบนหนังเรื่อง “สิ้นแสงฉาน” กบว.พม่า เห็นว่า หนังเรื่องนี้ ทำลายความเป็นหนึ่งเดียวของพม่า และมีวาทกรรมสร้างความเกลียดชังของคนภายในชาติ

           การแบน “สิ้นแสงฉาน” มีปฏิกิริยาไม่พอใจจากชาวไทยใหญ่ในรัฐฉานอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในสื่อโซเชียล ถึงกับวาดภาพการ์ตูนล้อเลียน

           ชาวไทยใหญ่รู้สึกตื่นเต้นยินดีที่เห็นข่าวหนัง “สิ้นแสงฉาน” ฉายในต่างประเทศ เพราะมันเป็นหนังแห่งชาติไทยใหญ่

           หนังเรื่องนี้สร้างจากหนังสือที่เขียนโดย อิงเง เซอร์เจน อดีตมหาเทวีแห่งสีป้อ และเป็นหนังสะท้อนประวัติศาสตร์รัฐฉานเมื่อกว่า 50 ปีที่ผ่านมา

           ในอดีต รัฐฉานปกครองด้วยระบบเจ้าฟ้าใน 34 เมือง และหนึ่งในนั้นคือเมืองสีป้อ ที่มีเจ้าจ่าแสงเป็นผู้นำ และเป็นสมาชิกรัฐสภาพม่า ปี 2505 นายพลเนวินก่อรัฐประหารยึดอำนาจ และได้อุ้มเจ้าฟ้าเมืองสีป้อหายตัวไป

           การที่เจ้าฟ้าแห่งสีป้อถูกจับกุมและอุ้มหายตัวไป ได้สร้างความเจ็บปวดให้มหาเทวีและลูกๆ ที่รอคอยมายาวนาน เช่นเดียวกับชาวเมืองสีป้อและชาวไทยใหญ่ที่รักและเคารพเจ้าฟ้าของพวกเขามาก

           การถูกข่มเหงเจ้าฟ้าไทยใหญ่ในครั้งนั้น กลายเป็นประวัติศาสตร์บาดแผล ที่ฝังลึกทางความรู้สึกที่ชาวไทยใหญ่มีต่อ “ทหารพม่า” มาโดยตลอด

           หนังเรื่องนี้ กำกับการแสดงโดย Sabine Derflinger ชาวออสเตรีย นำแสดงโดย “เป้” ทวีฤทธิ์ จุลละทรัพย์ พระเอกชาวไทย ที่รับบทเป็นเจ้าจ่าแสง และ Maria Ehrich นักแสดงสาวเยอรมัน รับบทเป็นอิงเง เซอร์เจน อดีตมหาเทวี ผู้ซึ่งเป็นนักศึกษาชาวออสเตรีย ซึ่งพบรักกับเจ้าจ่าแสง ขณะเรียนอยู่ที่สหรัฐ โดยไม่รู้มาก่อนว่าเขาคือเจ้าฟ้า ก่อนจะติดตามคนรักกลับมาอยู่เมืองสีป้อหลังเรียนจบ

           เพจ Tai Community Online เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน ได้โพสต์ความเห็นเกี่ยวกับหนังสิ้นแสงฉานว่า

           "รัฐบาลพม่าสั่งห้ามฉายหนังสิ้นแสงฉาน เพราะเรื่องราวส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับทหารพม่า ที่ก่อการปฏิวัติพร้อมกับประกาศยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับแรกแห่งสหภาพฉบับปี ค.ศ.1947 และฉีกสนธิสัญญาปางโหลงทิ้ง

           ในรัฐธรรมนูญฉบับแรกปี 1947 กล่าวถึงชนชาติต่างๆ ที่ได้ร่วมลงนามในสัญญาปางโหลง คือ ชนชาติไต (ไทยใหญ่) ชนชาติคะฉิ่น และชนชาติชิน มีสิทธิแยกตัวเป็นอิสระหลังจากอยู่ร่วมกันครบ 10 ปี นับจากวันที่สหภาพพม่าได้รับเอกราชจากอังกฤษ (วันที่ 4 มกราคม ค.ศ.1948) โดยระบุไว้ใน บทบัญญัติที่ 10 บรรทัดที่ 202 ของรัฐธรรมนูญ

           ต่อมา นายพลเนวินทำรัฐประหาร ยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับปี 1947 ซึ่งเท่ากับเป็นการปฏิเสธสิทธิการถอนตัวออกจากสหภาพพม่าของรัฐต่างๆ อย่างเด็ดขาด จึงเป็นต้นตอของความขัดแย้ง และนำไปสู่การนองเลือด กลายเป็นสงครามกลางเมือง ดำเนินมาจนถึงวันนี้”

           พลังโซเชียลชาวไทยใหญ่ ได้ประเมินสถานการณ์ใหม่ และเริ่มไม่แน่ใจว่า “สัญญาปางโหลง 2” หรือสัญญาปางโหลงในคริสต์ศตวรรษที่ 21 โดย “อองซาน ซูจี” ในฐานะที่ปรึกษาแห่งรัฐ จะดำเนินการให้มีการเจรจาสันติภาพของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในเร็ววันนี้นั้น จะบรรลุข้อตกลงที่เป็นธรรมและเป็นไทให้แก่กลุ่มชาติพันธุ์ได้หรือไม่?

           มอน มอน เมียะ ผู้อำนวยการเทศกาลหนังเพื่อสิทธิมนุษยชนฯ กล่าวว่า การแบนหนังสิ้นแสงฉาน สะท้อนให้เห็นว่า แม้พม่าจะมีรัฐบาลจากการเลือกตั้งแล้ว แต่อิทธิพลของระบอบทหารก็ยังคงมีอยู่สูง เหมือนเป็นเหล้าใหม่ในขวดใบเก่า และมติแบนหนังเช่นนี้ แสดงให้เห็นว่า “ทหารและศาสนา ยังคงเป็นสองสิ่งที่ไม่สามารถแตะต้องได้”

           การ์ตูนล้อเลียน “ซูจี” และหนังสิ้นแสงฉานของการ์ตูนนิสต์ชาวไทยใหญ่ ได้ย้ำคำกล่าวว่าที่ “ทหารและศาสนา เป็นสิ่งต้องห้าม” บนแผ่นดินพม่า