คอลัมนิสต์

ถอด'ยาบ้า'พ้นบัญชียาเสพติดแนวคิดดีแต่มีประเด็นต้องเคลียร์

ถอด'ยาบ้า'พ้นบัญชียาเสพติดแนวคิดดีแต่มีประเด็นต้องเคลียร์

23 มิ.ย. 2559

ถอด'ยาบ้า'พ้นบัญชียาเสพติดแนวคิดดีแต่มีประเด็นต้องเคลียร์ : กระดานความคิด โดยปกรณ์ พึ่งเนตร

           ประเด็นที่ รมว.ยุติธรรม พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา โยนโจทย์ให้สังคมช่วยคิด เรื่องการปลด “ยาบ้า” ออกจากบัญชียาเสพติดให้โทษร้ายแรงประเภท 1 แล้วเปลี่ยนไปเป็น “ยา” เพื่อใช้ประโยชน์ในการรักษาโรค

           ขณะเดียวกันก็ลดมาตรการปราบปรามโดยการบังคับใช้กฎหมายและใช้โทษทางอาญาอย่างเข้มข้นกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับยาบ้าลง แล้วเน้นบำบัดรักษาผู้เสพ พร้อมฝึกอาชีพแทนนั้น

           ต้องบอกว่าเรื่องนี้เป็นแนวคิดที่ดีมาก แต่หากสื่อสารผิด สื่อสารเร็วเกินไป และไม่ละเอียดพอ อาจเกิดกระแสต่อต้านจากสังคมจนแนวคิดดีๆ นี้ต้องตกหายไปได้ เพราะกระแสต้านจากความไม่เข้าใจของสังคม

           เรื่องนี้จริงๆ แล้วต้องแยกอธิบายเป็น 2 ส่วน

           ส่วนแรก คือผลจากการใช้มาตรการทางกฎหมายอย่างสุดโต่งในการปราบปรามยาเสพติด โดยเฉพาะยาบ้า ไม่ได้ส่งผลให้การแพร่ระบาดของยาบ้าลดลง ทั้งๆ ที่มีโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต มีการสร้างวาทกรรมว่าคนที่เกี่ยวข้องกับยาบ้าคือพวกทำลายชาติ ฉะนั้นคนเสพต้องตาย คนขายต้องติดคุก บางยุคบางสมัยมีการประกาศสงครามกับยาบ้า แล้วคนระดับผู้นำประเทศถึงขั้นประกาศว่า คนที่เกี่ยวข้องกับยาบ้ามีปลายทาง 2 แห่งเท่านั้นคือ วัด กับ เมรุ

           ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ทำกันขนาดนี้ แต่ปัญหาการแพร่ระบาดของยาบ้ากลับไม่ได้หมดไป หนำซ้ำกลับเพิ่มขึ้น ปริมาณยาบ้าที่จับกุมได้เพิ่มจาก 54.2 ล้านเม็ดในปี 2553 พุ่งทะลุ 100 ล้านเม็ดในปี 2556 และ 2557

           สาเหตุที่ยอดจับกุมเพิ่มขึ้น บางมิติไม่ได้บ่งชี้ว่ามีคนเสพมากขึ้น แต่เพราะยาบ้ามีราคาแพงขึ้นจากความยากลำบากในการซื้อหา เนื่องจากโทษแรงและเจ้าหน้าที่จับกุมอย่างเข้มงวด ทำให้สินค้าราคาแพง ตามกฎ “ดีมานด์-ซัพพลาย” ที่สำคัญคือเจ้าหน้าที่ใช้วิธี “ล่อซื้อ” กลายเป็นการเพิ่ม “ดีมานด์เทียม” ให้ผู้ผลิตยาบ้า

           ผลก็คือ ยาบ้าทะลักเข้าประเทศเท่าเดิมหรือมากกว่าเดิม “ผู้ผลิต” มีออเดอร์มากขึ้น “ผู้จับ” (เจ้าหน้าที่) ก็ได้ผลงานจากการสกัดจับ-ล่อซื้อ เอาคนเสพกับคนขนยาบ้าเข้าคุกเป็นจำนวนมาก แต่ปัญหาการแพร่ระบาดของยาบ้ากลับไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

           ขณะที่สถิติผู้ต้องขังคดียาเสพติดในเรือนจำทั่วประเทศพุ่งขึ้นจาก 106,966 คนในปี 2543 เป็น 217,408 คนในปี 2557 เรียกว่าเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว ทำให้เกิดปัญหานักโทษล้นคุก ผู้ต้องขังล้นเรือนจำ และส่วนใหญ่เป็นคนเสพกับคนขน บางคนเป็นเพียงเหยื่อของสถานการณ์ มีจำนวนน้อยมากที่เป็นผู้ค้ารายใหญ่จริงๆ ส่วนในกลุ่มของผู้ขน หรือเรียกว่า “แรงงาน” ทำหน้าที่ขนส่งยาบ้า มีคนตัดสินใจเข้าสู่วงจรจำนวนมาก เพราะค่าตอบแทนสูง

           ผลอีกประการหนึ่ง คือ งบประมาณที่ใช้ในการดูแลผู้ต้องขัง ซึ่งก็คืองบของกรมราชทัณฑ์ พุ่งสูงถึง 12,372.9 ล้านบาทในปีนี้ คิดเป็น 52% ของงบกระทรวงยุติธรรมทั้งกระทรวงที่มีหน่วยงานในสังกัดถึง 13 กรม เรียกได้ว่ากรมเดียวใช้งบมากกว่าอีก 12 กรมรวมกัน

           ขณะที่หน่วยงานของยูเอ็นก็รายงานผลการศึกษาจากทั่วโลกก็ชี้ชัดว่า การใช้มาตรการปราบปรามด้วยโทษทางอาญาเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของยาเสพติดได้จริง

           วิธีการคือปฏิรูปกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติดใหม่ ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ราวๆ 6 ฉบับ ให้เป็น “ประมวลกฎหมายยาเสพติด” เพียงฉบับเดียว เพื่อกำหนดทิศทางการแก้ปัญหาให้มีเอกภาพ และสอดคล้องกับแนวทางใหม่ในการแก้ไขปัญหายาเสพติด โดยเฉพาะการใช้มาตรการอื่นแทนการลงโทษทางอาญากับกลุ่มผู้เสพและแรงงาน

           นี่คือส่วนแรกที่คิดว่าถ้าอธิบายกันชัดๆ แบบนี้คงไม่มีใครปฏิเสธหรือคัดค้าน

           ส่วนที่สอง คือ การถอด “ยาบ้า” ออกจากบัญชียาเสพติดให้โทษร้ายแรงประเภท 1 ส่วนนี้เองที่เป็นเนื้อแท้ของการถกเถียงในสังคมอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งไม่แน่ว่าเถียงเรื่องเดียวกันอยู่หรือเปล่า

           เพราะสิ่งที่ รมว.ยุติธรรม พูดว่าจะปลดออกจากบัญชียาเสพติดนั้น คือ “แอมเฟตามีน” อันเป็นสารตั้งต้นของ “ยาม้า” หรือ “ยาขยัน” ในอดีต อยู่ภายใต้ พ.ร.บ.วัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทฯ แต่เมื่อปี 2539 รัฐบาลในขณะนั้น โดยรัฐมนตรีสาธารณสุขที่ชื่อ เสนาะ เทียนทอง ไปย้าย “ยาม้า” โดยเปลี่ยนชื่อเป็น “ยาบ้า” จากวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท มาบรรจุเป็นยาเสพติดให้โทษร้ายแรงประเภท 1

           คำถามก็คือ “ยาบ้า” ที่เสพๆ กันอยู่ทุกวันนี้ในบ้านเรา คือ “แอมเฟตามีน” ที่ทั่วโลกไม่ได้จัดเป็นยาเสพติดเหมือนไทยหรือไม่ เพราะฤทธิ์ของ “ยาบ้าไทย” ก่อผลร้ายแรงเกินกว่า “แอมเฟตามีน” มากมายนัก ฉะนั้นถ้าเคลียร์ตรงนี้ให้ชัด แล้วแยกแยะชนิดของยาให้ดี ก็น่าจะทำความเข้าใจกับสังคมได้ โดยเฉพาะพวกที่เมายาบ้าแล้วก่ออาชญากรรมร้ายแรง ในทางการแพทย์อาจต้องเข้ามามีบทบาทวินิจฉัยในทุกคดีว่า เป็นเพราะผลของแอมเฟตามีน หรือการใช้แอมเฟตามีนร่วมกันสารเสพติดอื่น หรือเป็นผลจาก “ยาบ้าไทย” ที่มีส่วนผสมเฉพาะ

           และที่สำคัญต้องชัดเจนว่า ผู้ที่กระทำผิดอาญาร้ายแรงอย่างอื่น เช่น ข่มขืน ฆ่า ต้องไม่ได้รับการยกเว้นโทษโดยอ้างเป็นผู้ป่วยจากแอมเฟตามีน แล้วเข้ารับการบำบัดโดยไม่ต้องเข้าตะราง!