จีที200ต้องคืนความเป็นธรรม
จีที200ต้องคืนความเป็นธรรม : ขยายปมร้อน สำนักข่าวเนชั่น โดย อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ
เมื่อคดีจอมลวงบันลือโลกอย่าง “เจมส์ แมคคอร์มิค” เดินทางมาถึงจุดสุดท้ายโดยที่ศาลอังกฤษตัดสินยึดทรัพย์สินมูลค่ากว่า 7.9 ล้านปอนด์ ของเขาเพื่อมาจ่ายให้แก่ผู้เสียหายหรือผู้ที่ตกเป็นเหยื่อจากการกระทำ
หากพูดแค่นี้หลายคนอาจสงสัยว่าคดีนี้ความสำคัญอย่างไร แต่ถ้าขยายความว่า นายเจมส์ แมคคอร์มิค เป็นผู้ต้องหาในคดีจำหน่ายเครื่องตรวจวัตถุระเบิดปลอม ซึ่งใช้ชื่อหลายๆ ชื่อไปจำหน่ายในประเทศต่างๆ เช่น รุ่น เอดีอี-651 ที่จำหน่ายในอิรัก ไนเจอร์ และประเทศอื่นๆ แถบตะวันออกกลาง รุ่น อัลฟ่า 6 ที่จำหน่ายให้แก่ลูกค้าในไทย อียิปต์ และเม็กซิโก และที่รู้จักในไทยคือ จีที 200
ขณะที่ไทยในเวลานั้นก็มีนักวิทยาศาสตร์และภาคส่วนในสังคมออกมากดดัน จนถึงขนาดมีการทดลองซึ่งเป็นที่พิสูจน์ทราบอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ในเวลาต่อมาว่า คุณภาพของเครื่องมือเหล่านี้ไม่ต่างจากไม้ล้างป่าช้า อาศัยเพียงความเชื่อ ซึ่งไม่รู้ว่าเชื่อจริงๆ หรือเชื่อเพราะมีเหตุผลอื่นจูงใจ
และที่ต้องยอมรับคือ เจ้าไม้ล้างป่าช้าเงินล้านนี้ “ใช้งานไม่ได้” ไม่ใช่ “เคยใช้ได้” แต่อย่างใด
โดยก่อนหน้านี้ศาลอังกฤษก็ได้ตัดสินจำคุกนายแมคคอร์มิค เป็นเวลา 10 ปี ตั้งแต่ปี 2556 โดยระบุว่าการจำหน่ายอุปกรณ์ตรวจจับวัตถุระเบิดปลอมมีส่วนทำให้ผู้อื่นเสียชีวิต ซึ่งถือว่ามีการพิสูจน์โดยกระบวนการยุติธรรมของต่างชาติเรียบร้อยแล้ว และในคดีนี้
อย่างไรก็ตาม คดีนี้ในเมืองไทยกลับดูเหมือนคืบหน้าไม่มากนัก และล่าสุดเรื่องยังอยู่ในชั้นคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และมีหน่วยงานที่จัดซื้อเจ้าเครื่องที่ว่านี่เป็นจำนวนมาก จากการเปิดเผยของ “สำนักข่าวอิศรา” มีคดีที่เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อเครื่องจีที 200 และอัลฟ่า 6 อาทิ กรมสรรพาวุธทหารบก กระทรวงการคลัง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กรมการปกครอง ป.ป.ส. กระทรวงมหาดไทย และศูนย์รักษาความปลอดภัย กองบัญชาการทหารสูงสุด รวมทั้งหมด 1,310 เครื่อง วงเงิน 1,080,147,500 บาท
เรียกได้ว่าหน่วยงานไทยต่างเรียงหน้ากันซื้อเครื่องมือที่ดูอย่างไรก็ไม่มีความน่าเชื่อถือกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน และแต่ละหน่วยงานต่างก็ซื้อถูกแพงต่างๆ กันไป บางหน่วยงานซื้อเครื่องละเป็นล้าน แต่บางหน่วยงานซื้อเครื่องละ 5 แสนบาท
การเดินหน้าของคดีนี้ล่าช้ายิ่งนัก จนกระทั่งล่าสุดเรื่องในศาลอังกฤษเดินหน้าถึงจุดสุดท้าย แต่ของเรายังมะงุมมะงาหรา โดยระบุว่ามีหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และยังบอกไม่ได้ว่าซื้อโดยบริสุทธิ์หรือไม่ ท่ามกลางความเคลือบแคลงของสังคม
อย่างไรก็ตามล่าสุดหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกลับออกมาบอกว่า เชื่อว่าหน่วยงานที่เคยจัดซื้อหลงกล เชื่อการสาธิตของตัวแทนจำหน่ายว่าทำได้ โดยพวกเขามองว่าอาจเป็นการเล่นกลของผู้ขาย ส่วนเจ้าหน้าที่หน่วยงานรัฐมีความบกพร่องในการจัดซื้อและถูกหลอก พร้อมการันตีว่าไม่มีการทุจริต ไม่มีเงินทอน
เมื่อมีการระบุเช่นนี้ทำให้หลายคนเกรงว่าคดีนี้จะจบลงง่ายๆ โดยไม่มีใครผิด ทั้งๆ ที่มีการทักท้วงมาแล้ว
รัฐบาลจึงน่าจะอาศัยจังหวะนี้ในการแสดงให้เห็นว่า รัฐบาลนี้เอาจริงเอาจังกับการทุจริต โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน่วยงานที่ซื้อมากที่สุดคือ “ทหาร” ซึ่งหากรัฐบาลชุดนี้ไม่สามารถจัดการได้แล้ว ก็คงลำบากที่ใครจะดำเนินการได้
กรณีเช่นนี้ อาจจะเทียบเคียงได้กับกรณีโครงการจำนำข้าว เพราะในครั้งนั้น มีการเดินหน้าเอาผิดกับ “รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ในข้อหาที่ “วิชา มหาคุณ” อดีตกรรมการ ป.ป.ช. เคยพูดใน สนช.ว่า “หากท่านไม่ได้ทุจริต เราก็บอกว่าไม่ทุจริต แต่การกระทำของท่านมันเข้าเหตุในการส่อไปในทางทุจริต และไม่ยับยั้งจนก่อให้เกิดความเสียหายอย่างรุนแรงขึ้น”
ซึ่งในกรณีนี้หากนับความเสียหายก็ถือว่าเกิดขึ้นแล้วแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่ถูกละเมิดสิทธิ์จากการเข้าใจไปว่าพวกเขามีสารระเบิดหริือสารเสพติด หรือเจ้าหน้าที่ทหารตำรวจที่ต้องสังเวยชีวิตให้อด่การหลงเชื่อว่าเจ้าเครื่องมือชิ้นนี้ทำงานได้
นี่คือความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงและมีการทักท้วงกันจริง รัฐบาลจึงน่าจะดำเนินการให้ถึงที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการเรียกร้องความเป็นธรรมให้แก่เจ้าหน้าที่ที่ต้องเสียสละชีวิตจากการจัดซื้อของที่ไม่เคยใช้งานได้จริงไปให้พวกเขาได้ใช้



