คอลัมนิสต์

ผลงานของตำรวจจราจร?ตอนแรก'ตำรวจจราจรคิดใหม่ คิดดี'

ผลงานของตำรวจจราจร?ตอนแรก'ตำรวจจราจรคิดใหม่ คิดดี'

22 มิ.ย. 2559

ผลงานของตำรวจจราจร?ตอนแรก'ตำรวจจราจรคิดใหม่ คิดดี' : โลกตำรวจ โดยปนัดดา ชำนาญสุข

            คนไทยตายกลางถนนด้วยการถูกรถชนตามที่ใช้ภาษาอังกฤษว่า “Killed on the Road” สูงเป็นอันดับ 3 ของโลกเป็นข้อมูลที่ถูกแพร่หลายและมีการรับรู้โดยทั่วไป

            จากเดิมที่คนไทยรับรู้เรื่องราวของการแก้ไขและป้องกันอุบัติเหตุทางถนน (อบถ.) เฉพาะในห้วงเวลาเทศกาลที่มีวันหยุดยาวปีละ 2 ครั้ง คือ เทศกาลปีใหม่ และเทศกาลสงกรานต์ แต่เพียงเท่านั้น

            การสื่อสารเรื่องราวของการทำงานของเจ้าหน้าที่ภาครัฐ ภาคเอกชน และบรรดาเหล่าองค์กรเอ็นจีโอทั้งหลายในเรื่อง อบถ.ในห้วงเวลาเทศกาลดังกล่าวถูกรับรู้และใช้คำเรียกขานว่า “เทศกาลนับศพ”

            ทั้งนี้ เป็นเพราะกระบวนการทำงานมุ่งเน้นไปที่การนับจำนวนครั้งของการเกิด อบถ. จำนวนคนบาดเจ็บ และจำนวนคนตาย ในแต่ละจังหวัดเป็นหลักสำคัญ

            สิ่งที่น่าคิดมากกว่านั้นคือ เคยมีการทบทวนหรือไม่ว่า การทำงานซ้ำรอยเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่าก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีขึ้นหรือแย่ลงอย่างไร และมากน้อยเพียงใด?

            งานจราจรในโลกของตำรวจมีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาก้าวหน้าไปอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมิติของการแก้ไขและป้องกัน อบถ.ซึ่งสมควรอย่างยิ่งที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะนำเสนอให้ผู้บริหารประเทศและประชาชนทั่วไปได้รับรู้ว่า ขุนพลและไพร่พลตำรวจในส่วนงานจราจรทั้งหลายได้คิดและก่อการใหญ่ในการทำงานเพื่อปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนให้พ้นจากภัยที่เกิดจาก อบถ. และเป็นการทำงานด้วยกระบวนการทำงานแบบมืออาชีพเสียด้วย แต่ทำไมผู้บริหารงานสูงสุดของสำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงไม่สื่อสารผลงานด้านนี้ หรือว่าไม่มีใครมองเห็นว่า ความทุ่มเทในการทำงานด้านนี้มิใช่ผลงานที่พึงประสงค์?

            ในอดีต ตำรวจจราจรจึงมุ่งเน้นเพียงแค่การทำงานเพื่ออำนวยความสะดวกทางการจราจร คือ ทำให้รถไม่ติด เป็นหลัก จนถูกให้ฉายาว่า มีหน้าที่กดไฟตามสี่แยก และด้วยวิธีคิดและมุมมอง(วิสัยทัศน์)เช่นนี้ ทำให้เราสามารถเห็นได้อย่างเด่นชัดว่า อัตราของตำรวจจราจรจะมีเฉพาะในสถานีตำรวจเขตเมืองเท่านั้น ทั้งในระดับชั้นประทวน และสัญญาบัตร

            ระบบอัตรากำลังตำรวจจราจรที่ไม่สอดคล้องกับภารกิจที่ควรจะปฏิบัติยังคงเป็นไปในรูปแบบเดิมที่ผ่านมาจนถึงยุคเออีซี ที่การจราจรและความเสี่ยงต่อการเกิด อบถ.มีมากขึ้นจากวิถีวัฒนธรรมการขับขี่และการเดินทางระหว่างเมืองและประเทศข้างเคียงต่างๆ มีมากขึ้น แต่ตำรวจจราจรก็ยังมีเฉพาะในเขตเมืองเท่านั้น ในสภาพเหมือนเดิมอย่างที่เป็นมาช้านาน(มาก)

            เมื่อปี 2553 กลุ่มผู้นำตำรวจตั้งแต่ระดับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระดับกองบัญชาการ และระดับกองบังคับการได้ตระหนักเห็นความสำคัญและความจำเป็นในการพัฒนาระบบงานจราจรที่ต้องให้ความสำคัญกับมิติด้านความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินเพิ่มเติมจากมิติความสะดวก รวดเร็วในการจราจร จึงร่วมมือกันพัฒนาระบบงานขึ้น เรียกว่า ระบบงานสืบสวน อบถ.เพื่อการแก้ไขและป้องกันอย่างบูรณาการ

            ระบบงานสืบสวน อบถ.นี้ เกิดขึ้นท่ามกลางข้อจำกัดของทรัพยากรในการทำงานตามวิถีปกติของตำรวจ เช่นเดิม หากแต่ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ภาคีเครือข่ายภาคเอกชน และเอ็นจีโอ

            การเปลี่ยนที่สำคัญและควรได้รับการยกย่อง สนับสนุน คือ บรรดา “นาย” ตำรวจ ผู้บังคับบัญชาทั้งหลายทั้งในระดับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองบัญชาการ และกองบังคับการ ต่างพากันทำตัวเป็น ผู้นำการเปลี่ยนแปลง

            เริ่มต้นจากเปลี่ยนวิธีคิดของไพร่พลตำรวจเพื่อสร้างทีมที่เข้มแข็งมุ่งเน้นการทำงานด้วย “ใจ” มีเป้าหมายทำบุญช่วยชีวิตพี่น้องประชาชนให้พ้นจากความตาย บาดเจ็บและพิการจาก อบถ. โดยขอให้มองข้ามปัญหา อุปสรรค และความทุกข์ยากจากระบบงานที่พัฒนาขึ้นมาใหม่ท่ามกลางความขาดแคลนทรัพยากรในการทำงาน และขอให้ล้มเลิกความคิดว่า “นายหางานมาให้ทำ(อีกแล้ว)”

            “ช่วยชีวิตคน 1 คนจาก อบถ.ได้บุญกุศลยิ่งใหญ่กว่าการไถ่ชีวิตโค กระบือ” กลายเป็นวาทกรรมที่แพร่หลายในวงการตำรวจจราจรไทย เมื่อ นายเดิน ลูกน้องตาม เคียงกัน พร้อมทั้งมีทีมนักวิชาการและกลุ่มภาคีเครือข่ายภายนอกสนับสนุน ชื่นชม และให้กำลังใจกันและกัน ส่งผลให้ระบบงานสืบสวน อบถ.ฯ มีการพัฒนาต่อเนื่องมาเป็นลำดับขั้น จนเป็นที่ทราบโดยทั่วกันว่า เมื่อเกิด อบถ.ทุกราย ทันทีที่ตำรวจได้รับแจ้งจะต้องไปยังที่เกิดเหตุเพื่อสืบสวนหาสาเหตุและนำเข้าโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อประมวลผล ข้อมูลการวิเคราะห์เชิงสาเหตุจะถูกนำเข้าสู่ที่ประชุมบริหารสถานีตำรวจเพื่อนำไปสู่การกำหนดแนวทางในการแก้ไขป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ กองบังคับการ และกองบัญชาการจะเป็นผู้ดำเนินการในกรณีที่เกินขีดความสามารถในการดำเนินการของสถานีตำรวจ หรือประสานงานกับภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องและรับผิดชอบ

            สิ่งที่สำคัญคือ ตำรวจตั้งแต่ระดับสถานีตำรวจจนถึงกองบัญชาการได้เรียนรู้และพัฒนาในการแสวงหาความร่วมมือจากภาคีเครือข่ายในพื้นที่โดยการใช้ข้อมูลจากการสืบสวน อบถ.เป็นเครื่องมือพื้นฐานในการทำงานเพื่อปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในแต่ละพื้นที่ร่วมกันให้ราบรื่นและได้ผลมากที่สุดเท่าที่จะทำได้

            การสืบสวน อบถ.ทำให้ได้ข้อมูลไปใช้ประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพ ตรงสาเหตุ ถูกที่ ถูกคน(เป้าหมาย) ถูกเวลา ผ่านกระบวนการทำงานอย่างเป็นระบบ มืออาชีพ และเป็นสากล

            แต่มิใช่ว่า วิธีคิดและระบบดีๆ เช่นนี้จะมีแค่เพียงปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ตามที่เล่ามาแล้วเท่านั้น

            ขอได้โปรดติดตามตอนต่อไป!!!!