คอลัมนิสต์

ดื่มน้ำเดียวกัน พูดเสียงเดียวกัน

ดื่มน้ำเดียวกัน พูดเสียงเดียวกัน

20 มิ.ย. 2559

ดื่มน้ำเดียวกัน พูดเสียงเดียวกัน : โดยวิธีของเราเอง  ไพฑูรย์ ธัญญา

           ธรรมเนียมอย่างหนึ่งของพิธีมอบรางวัลสำคัญๆ ก็คือ การให้ผู้ที่ได้รับรางวัลขึ้นไปกล่าวสุนทรพจน์แสดงความรู้สึกและความคิดเห็นที่เกี่ยวข้องกับรางวัลนั้นๆ ในพิธีมอบ "รางวัลวรรณกรรมแม่น้ำโขง" (Merla) ครั้งที่ 7 ซึ่งจัดขึ้นที่คุนหมิง มณฑลยูนนาน โดยประเทศจีนเป็นเจ้าภาพ เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2559 ก็เปิดโอกาสให้นักเขียนที่ได้รับรางวัลดังกล่าว รวมทั้งนายกสมาคมนักเขียนหรือนักประพันธ์ของแต่ละชาติ ได้แสดงสุนทรพจน์ด้วยเช่นกัน นักเขียนแต่ละคน รวมทั้งผมด้วย ก็เตรียมสุนทรพจน์ไปล่วงหน้า ทางเจ้าภาพไม่ได้กำหนดตายตัวว่าต้องกล่าวเป็นภาษาอังกฤษอย่างเดียว แต่ใครจะพูดภาษาประจำชาติของตนก็ไม่มีปัญหา เพราะเขาได้เตรียมล่ามไว้แปลให้ทุกภาษา

            ประเทศจีนนั้น ถือว่าเป็นมหาอำนาจมาตั้งแต่ยุคโบราณ ถึงวันนี้จีนก็แผ่แสนยานุภาพของตนไปทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นด้านการเมืองและเศรษฐกิจ ความเป็นชาติใหญ่ ทำให้จีนไม่ง้อภาษาอังกฤษ เมื่อเราเข้าไปในประเทศจีน จะพบว่ามีการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารน้อยมาก ป้ายถนนหนทาง ร้านค้า อาคาร มีภาษาจีนเขียนตัวใหญ่ๆ ถ้ามีภาษาอังกฤษกำกับก็ใช้ตัวอักษรขนาดเล็กมาก จนมองแทบไม่เห็น ดังนั้นงานนี้ นอกจากล่ามแปลภาษาแล้ว เจ้าภาพจึงไม่มีการพูดภาษาอังกฤษแม้แต่คนเดียว

            นักเขียนและนายกสมาคมนักเขียนที่ขึ้นไปกล่าวสุนทรพจน์ บางคนใช้ภาษาประจำชาติของตน บางคนก็ใช้ภาษาอังกฤษ แต่ไม่ว่าจะพูดภาษาอะไร สิ่งที่ผมได้ฟังและอ่านจากต้นฉบับที่เจ้าภาพเตรียมไว้เป็นภาษาอังกฤษก็คือ พวกเขาพูดแทบจะเป็นเสียงเดียวกัน แสดงความคิดที่แทบจะไม่ต่างกัน ชวนให้ประหลาดใจว่า ทำไมนักเขียนจาก 6 ประเทศ คือ กัมพูชา จีน ไทย พม่า ลาว เวียดนาม จึงคิดอะไรที่เหมือนๆ กัน ราวกับนัดหมายกันเอาไว้ล่วงหน้า

            ในบรรดาสุนทรพจน์ทั้งหมดที่ได้แสดงในวันนั้น ผมคิดว่าสุนทรพจน์ของอุปนายกสมาคมนักประพันธ์เวียดนาม น่าจะเป็นการให้ข้อสรุปเกี่ยวกับความรู้สึกและความคิดร่วมของนักเขียนของทุกประเทศ ที่ผมบอกว่า เหมือนๆ กันได้ดีที่สุด เพราะหัวข้อสุนทรพจน์ของเขา เขียนไว้ว่า "Drinking water from the same source Sharing heart and soul”  แปลเป็นไทยก็คงได้ประมาณว่า "ดื่มน้ำจากแหล่งเดียวกัน แบ่งปันหัวใจและจิตวิญญาณกันและกัน"  สาระหลักๆ ของสุนทรพจน์นี้ก็คือ แม้ว่าพวกเราจะมาจากวัฒนธรรมและประเทศที่แตกต่างกัน พูดกันคนละภาษา แต่เราก็ดื่มน้ำเย็นจากแหล่งเดียวกัน คือแม่น้ำโขง ซึ่งเป็นแม่น้ำที่ไหลผ่านประเทศของพวกเรา แม่น้ำโขงนำมาซึ่งวัฒนธรรมที่หลากหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งวรรณกรรมของแต่ละประเทศ ต่างได้รับแรงบันดาลใจจากแม่น้ำสายนี้ เราต้องการที่จะหยุดยั้งเครื่องขวางกั้นทั้งหลาย ส่งเสริมให้เกิดความรัก ความเข้าใจจากผู้คนที่ดื่มน้ำจากแหล่งเดียวกัน

            คุณกนกวลี พจนปกรณ์ หรือ กนกวลี กันไทยราษฎร์ อุปนายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย ซึ่งกล่าวสุนทรพจน์ในนามนายกสมาคมนักเขียน พูดเป็นภาษาไทยอย่างภาคภูมิใจว่า แม้ว่าพวกเราทั้ง 6 ประเทศจะมีวัฒนธรรมเป็นของตนเอง แต่กล่าวได้ว่าวัฒนธรรมของเราต่างแบ่งปันและมีลักษณะร่วมกันหลายประการ แต่ในความเหมือนกันนี้ ก็ยังพบกว่ายังมีอัตลักษณ์ที่แตกต่างกันไปของแต่ละชาติ ความแตกต่างนี้นำไปสู่ช่องว่างของความไม่เข้าใจและมีอคติต่อกัน คุณกนกวลีบอกว่า มีแต่วรรณกรรมของภูมิภาคนี้เท่านั้น ที่จะสร้างความเข้าใจร่วมกันของผู้คน เพราะวรรณกรรมคือสะพานที่จะเชื่อมโยงความรัก ความเข้าใจและมิตรภาพของผู้คนให้มากยิ่งขึ้น

            จายมยิ่นต์ หรือ หม่อง ยาน ชิน (Maung Yan Shin) นักเขียนจากประเทศเมียนมาร์ มองว่า วัฒนธรรมของประเทศในอุษาคเณย์ต่างสร้างขึ้นมาจากพื้นฐานของเจตนาที่ดี ความอ่อนน้อมถ่อมตน ศักดิ์ศรี ตามความเชื่อของเราเอง ซึ่งต่างจากวรรณกรรมของตะวันตก และนี่คืออัตลักษณ์ร่วมสำคัญของวรรณกรรมในกลุ่มประเทศอาเซียน

            ที่ยกมานี่เป็นเพียงตัวอย่าง แต่โดยสาระรวมๆ แล้วก็มีใจความคล้ายๆกันว่า วรรณกรรมของทั้ง 6 ประเทศ ต่างมาจากรากร่วมของวัฒนธรรมที่คล้ายกัน แม้เราจะอยู่กันคนละฟากฝั่งแม่น้ำโขง แต่วรรณกรรมก็จะเป็นเหมือนสะพานเชื่อมโยงความรัก ความเข้าใจของคนในอนุภูมิภาคนี้ได้เป็นอย่างดี

            สำหรับผมก็เตรียมไปพูดกับเขาเหมือนกัน สุนทรพจน์ของผมทิ้งท้ายว่า งานเขียนของนักเขียนในภูมิภาคนี้ จะเปรียบเหมือนสะพานเชื่อมโยงความรัก ความเข้าใจของผู้คนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เช่นเดียวกับแม่น้ำโขงที่ไม่เคยขวางกั้นสายสัมพันธ์ของผู้คนสองฟากฝั่ง ไม่ว่าจะเป็นอดีต ปัจจุบัน หรือในอนาคต

            ฟังดูเชยๆ ยังไงไม่รู้.