คอลัมนิสต์

ราชทัณฑ์ยอมรับมี‘ขาใหญ่’ในคุก(ตอนจบ) 

ราชทัณฑ์ยอมรับมี‘ขาใหญ่’ในคุก(ตอนจบ) 

17 มิ.ย. 2559

ราชทัณฑ์ยอมรับมี‘ขาใหญ่’ในคุก(ตอนจบ) 

           ไม่ใช่เรื่องง่ายหรอกที่จะทำให้ยาเสพติดหมดไป แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยาก หากเจ้าของสถานที่รู้ว่า ต้นทางการสั่งซื้อขายอยู่ที่ไหนในส่วนที่ตนเองดูแล เพียงแค่เข้าไปจัดการปัญหานั้น แม้จะไม่ทำให้หมดไปได้อย่างสิ้นเชิง แต่ก็น่าจะทำให้ลดน้อยลง นายกอบเกียรติ กสิวิวัฒน์ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม รักษาราชการแทนอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ให้สัมภาษณ์รายการ PRIMETIME ถึงนโยบายการปราบปรามยาเสพติดในเรือนจำด้วยวิธีการนี้ ทำให้มั่นใจว่า ยาเสพติดที่ถูกสั่งจากคุกจะลดน้อยลง

           นายกอบเกียรติ บอกว่า ปัญหายาเสพติดค่อนข้างแพร่ระบาด โดยพ่อค้ายาเสพติดจะใช้เรือนจำเป็นฐาน แต่เรือนจำที่สร้างขึ้นมามีอายุ 40-50 ปีแล้ว ไม่ได้สร้างขึ้นมาสำหรับผู้ต้องขังในคดียาเสพติดโดยเฉพาะ ซึ่งเมื่อ 30 ปีที่ผ่านมา มีการเปลี่ยนชื่อจากยาม้า เป็นยาบ้า โทษของคนที่ใช้แอมเฟตามีนก็จะสูงมากขึ้นและถูกจับเข้ามาในเรือนจำ สมัยก่อนจะมีคดีชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ ยาเสพติดถือว่าน้อยมาก แต่ปัจจุบันมีประชากรในเรือนจำประมาณ 70% เกี่่ยวข้องกับยาเสพติด และยิ่งเมื่่อทำสงครามยาเสพติด ก็เริ่มมีพ่อค้ายาเสพติดถูกจับเข้ามาไว้ในเรือนจำ

           “พ่อค้าที่่ถูกจับเข้ามาก็จะมีของ (ยาเสพติด) อยู่ข้างนอก หรืิอบางรายก็มีเครือข่าย หรือบางรายก็มีเครดิต ซึ่งการซื้อขายยาเสพติดจะต้องมีเครดิต คนที่จะขายจะต้องรู้ว่าใครสั่ง สั่งมาแล้วจะได้เงินหรือไม่ เครดิตเหล่านี้ทำให้เขาสามารถทำงานต่อได้ การติดต่อกับคนข้างนอกมี 2 ทาง คือ คนที่มาเยี่ยมและพูดผ่านไป อีกอันหนึ่งมีเทคโนโลยีโทรศัพท์มือถือเข้ามา ก็เลยมีการลักลอบเอามือถือเข้ามา”

           นายกอบเกียรติ ยอมรับด้วยว่า ใหม่ๆ เจ้าหน้าที่ยังไม่ระแคะระคายเท่าไหร่ แต่ตอนหลังเริ่มรู้ ซึ่งเราต้องพูดกันตรงๆ ก็คือว่า เงินที่ค้ายามันเยอะ แล้วก็พร้อมที่จะจ่าย ไม่ว่าราคาโทรศัพท์นั้นจะหลักหมื่นหรือหลายๆ แสน ส่วนคนที่เอาเข้ามาให้กับกลุ่มขบวนการค้ายาเสพติด ตอนแรกเข้ามาหลายทาง โยนเข้ามาบ้าง ฝากของเข้ามาในเรื่องฝึกอาชีพ ทางคุกก็พยายามทำหลายมาตรการทำบัฟเฟอร์แอเรียกว้างๆ ไม่ให้ชิดกำแพง หรือทำตาข่ายสูงๆ ฝากมากับสิ่งของ ก็จัดหาเครื่องเอกซเรย์มาเสริม ในอดีตมาตรการเหล่านี้ไม่มีเลย

           คำถามใหญ่ก็คือว่าการลักลอบมือถือเข้ามาในเรือนจำต้องมีเจ้าหน้าที่รู้เห็นเป็นใจหรือไม่ นายกอบเกียรติ กล่าวว่า ตอนใหม่ๆ ที่มีการลักลอบเข้ามาคงยังไม่ใช่เจ้าหน้าที่ แต่จะอาศัยผู้ต้องขังที่ไปทำงานข้างนอกและตอนหลังก็มีการเข้มงวดกับผู้ต้องขังมากขึ้น ตอนหลังก็มาถึงเจ้าหน้าที่ก็มีการติดสินบนอะไรกัน

           “การใช้มือถือในเรือนจำจะต้องมีเจ้าหน้าที่รู้กัน จึงต้องมีมาตรการเข้ามาเกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่อย่างจริงจัง”

           มาตรการหนึ่งที่รักษาราชการแทนอธิบดีกรมราชทัณฑ์ บอกว่า เพิ่งจะมีไม่นานมานี้ก็คือ การเปลี่ยนเครื่องแบบของเจ้าหน้าที่ที่ต้องไปเข้าเวรในคุก จากเดิมที่มีโลหะ ก็เปลี่ยนเป็นใช้เครื่องหมายที่เป็นผ้า หัวเข็มขัดก็เป็นพลาสติก รองเท้าก็ต้องเข้าเครื่่องสแกน

           ถามว่า พวกขาใหญ่ หรือพ่อค้ายาที่เข้ามาอยู่ในเรือนจำ แต่ยังทำผิดกฎหมายอยู่ เราสามารถจับได้หรือไม่ นายกอบเกียรติ ยืนยันว่า จับได้ และมีบทลงโทษค่อนข้างจะแรง

           “แต่พวกนี้ส่วนใหญ่จะไม่ได้ไว้กับตัว เพราะระบบเรือนจำเป็นระบบบ้าน แต่ข้างนอกเป็นระบบแก๊ง อยู่ด้วยกัน กินด้วยกัน ทำงานด้วยกัน ไปจนถึงทำผิดกฎหมายด้วย ระบบก็คือจะมีอดีตพ่อค้ายาเป็นพ่อบ้าน พวกที่มีเงินเยอะ หรือพ่อค้ารายใหญ่ก็เป็นหัวหน้า แต่พวกที่ไม่มีเงินบางคนก็ถูกจำคุกตลอดชีวิต เป็นพวกที่ไม่มีอนาคต และไม่มีคนส่งเสีย ก็จะไปฝากตัวอยู่กับเขา ก็มีหน้าที่ถือโทรศัพท์ มีหน้าที่เอาโทรศัพท์ไปซ่อน ดังนั้นเวลาถูกจับจริงๆ จะจับได้เฉพาะตัวเล็ก ถ้าจะเอาแบบคาหนังคาเขาค่อนข้างจะยาก แต่ในทางข่าวรู้ว่าเป็นของใคร เพราะพวกนี้จะเดินด้วยกันก็จะสามารถจับกุมได้”

           เมื่อถามว่า เรือนจำคลองเปรมที่เราจับกุมและยึดโทรศัพท์ได้จะสามารถแกะรอยได้อย่างไร นายกอบเกียรติ กล่าวว่า โทรศัพท์เราจะส่งไปที่ ป.ป.ส. ซึ่งจะเป็นคนแกะรายละเอียดโดยมีการดูเบอร์ติดต่อ ว่าเบอร์นี้มีการติดต่อกับเบอร์อะไรบ้าง แล้วก็จะสามารถติดตามไปได้ สมัยก่อนโทรศัพท์ติดต่อยาก เพราะไม่ได้ลงทะเบียน จะใช้ซิมที่ซื้อจากร้านสะดวกซื้อโทรไปเห็นเบอร์ก็ไม่รู้ว่าเป็นใคร ตอนหลังก็มีการรณรงค์ในเรื่องโทรศัพท์ถึงจะได้ลงทะเบียนกัน เดี๋ยวนี้ก็ยังมีข่าวว่าเป็นการไปเอาบัตรประชาชนใครมาก็ไม่รู้ ถ้าจริงจังเรื่องนี้ก็จะสามารถสืบค้นขบวนการเหล่านี้ได้ว่าใครคุยกับใคร

           ส่วนที่มีข่าวว่านักโทษบางคนที่ติดคุกสามารถเปิดบัญชีได้ นายกอบเกียรติ กล่าวว่า บัญชีธนาคารพวกนี้ไม่ทำเองคนเดียวแต่มีเครือข่ายเยอะแยะไปหมด ทั้งลูกทั้งเมีย บางคนทำทั้งพ่อแม่พี่น้องและลูก ทำกันทั้งบ้าน เครือข่ายเยอะมาก ดังนั้นการเปิดบัญชีธนาคารถือว่าเป็นเรื่องเล็ก การที่มีสมาร์ทโฟนสามารถดูที่หมวดหมู่ หรือมีแค่เบอร์บัญชีและ pin ก็สามารถดูได้ว่า ที่ขายยาไปมีเงินเข้ามาในบัญชีแล้วหรือยัง

           “เรื่องนี้ถือว่าน่ากลัว ที่ผู้ค้ายายังสามารถบงการในคุกได้ กรมราชทัณฑ์มีหน้าที่รับผิดชอบในเรื่องนี้ก็ไม่สบายใจ จึงพยายามหาวิธีการและวิวัฒนาการมาเรื่อย ดังนั้นเจ้าหน้าที่จะต้องมีมาตรการดูแลในเรื่องนี้ หากไม่ดูแลก็จะมีมาตรการทางด้านการปกครอง ถ้ามีการตรวจสอบแล้วยังสามารถจับโทรศัพท์ได้ทางผู้บัญชาการเรือนจำก็จะต้องรับผิดชอบ ในทุกตารางนิ้วของเรือนจำจะมีคนรับผิดชอบทั้งหมด ถูกจับบริเวณไหนจะต้องมีคนรับผิดชอบ และไม่ได้รับผิดชอบเพียงคนเดียว แต่จะต้องรับผิดชอบตามสายการบังคับบัญชา”

           อย่างไรก็ตาม นายกอบเกียรติ บอกว่า โทรศัพท์ที่พบในตอนนี้ น่าจะเป็นของเก่าที่ยังเอาออกไม่หมด เพราะเพิ่งเข้ามารักษาการในตำแหน่งนี้เพียงแค่ 4 เดือน และ 4 เดือนที่ผ่านมานี้ ก็คิดว่า ดีขึ้นเยอะแล้ว เพราะเราไม่ได้ทำมาตรการอย่างเดียว แต่เราพูดคุยถึงความมีศักดิ์ศรี ความเป็นข้าราชการของกรมราชทัณฑ์ รวมถึงความรับผิดชอบต่อสังคมอีกด้วย ถ้าเราปลุกคนส่วนใหญ่ขึ้นมาแล้ว ทุกคนช่วยเป็นหูเป็นตาทำตามมาตรการที่เราได้วางเอาไว้ คนส่วนน้อยก็ทำอะไรไม่ได้ ที่สำคัญสิ่งที่เราทำการลงโทษคือเราทำอย่างจริงจัง ถึงแม้ว่าในนี้เป็นน้อง หากเกเร เราก็ไม่เว้น

           ถามว่าคิดว่าคนที่ออกจากเรือนจำจะเลิกหรือมีความคิดใหม่ๆ ที่จะไม่ไปทำในสิ่งเดิมๆ อีกไหม นายกอบเกียรติ บอกว่า ในทางทฤษฎีคนที่กระทำความผิด มีอยู่สองพวก คือพวกที่แก้ไขได้กับผู้ที่แก้ไขไม่ได้ พวกที่แก้ไขไม่ได้ก็ต้องปล่อยไป เหมือนกับบางประเทศที่ดำเนินการกับผู้ที่ค้ายาเสพติดตลอดชีวิตก็ตลอดชีวิตจริงๆ อย่างประเทศออสเตรเลียก็จะมีการลดหย่อนผ่อนโทษสำหรับคนที่กลับตัวได้ค่อนข้างเยอะ แต่ถ้าคนถูกดำเนินคดีตลอดชีวิตก็จะไม่มีการลดหย่อนกับคนที่แก้ไขไม่ได้ แต่กรมราชทัณฑ์ไม่มีสถิติเรื่องพ่อค้าว่ามีจำนวนเท่าใด แต่มีสถิติเกี่ยวกับการกระทำผิดซ้ำในคดียาเสพติดสูงกว่าพอสมควร 30% แต่พ่อค้ายาไม่ได้ทำสถิติเอาไว้ แต่ก็คิดว่าน่าจะสูง