คอลัมนิสต์

การนำตัว'ผู้มีบารมี'สู่กระบวนการยุติธรรม

การนำตัว'ผู้มีบารมี'สู่กระบวนการยุติธรรม

16 มิ.ย. 2559

การนำตัว'ผู้มีบารมี'สู่กระบวนการยุติธรรม : กระดานความคิด รศ.กรกฎ ทองขะโชค คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ

          การดำเนินคดีอาญาโดยรัฐนั้น ปัจจุบันอาจมองได้ว่าเป็นเรื่องความขัดแย้งระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ของรัฐ ซึ่งประโยชน์ส่วนบุคคลนั้น คือ สิทธิและเสรีภาพ ส่วนประโยชน์ของรัฐ คือ ความสงบเรียบร้อยภายในรัฐ ดังนั้นจึงควรให้ประโยชน์ทั้งสองเกิดความพอดีสมดุลกัน

          โดยเฉพาะจะดำเนินคดีอาญากับผู้มีบารมี(แบบไม่ทางการ) ในบ้านเมืองก็จะทำได้ยาก เพราะสังคมไทยจะหนีไม่พ้นเรื่องของระบบอุปถัมภ์ ซึ่งจะแตกต่างจากระบบคุณธรรมโดยสิ้นเชิง การดำเนินคดีอาญาโดยรัฐจำเป็นต้องมีการแจ้งข้อกล่าวหา เพราะหากไม่แจ้งข้อกล่าวหาจะทำให้การสอบสวนไม่ชอบ ซึ่งหากฟ้องคดีไปศาลจะมีคำพิพากษายกฟ้อง เมื่อต้องการแจ้งข้อกล่าวหาโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐก็ต้องออกหมายเรียกให้มาพบเจ้าหน้าที่รัฐ หากไม่มาพบเจ้าหน้าที่ก็ไปยื่นคำร้องขอต่อศาลเพื่อออกหมายจับ เมื่อจับตัวมาแจ้งข้อกล่าวหาและทำการสอบสวน ซึ่งก็ไม่แน่ว่าจะมีพยานหลักฐานต่อไปอย่างไร

          การดำเนินคดีอาญาจึงมีเหตุ 3 ระดับด้วยกัน คือ

          ระดับที่ 1 เหตุอันควรสงสัย (probable cause)

          ระดับที่ 2 เหตุอันควรเชื่อ (prima facie case)

          และระดับที่ 3 เหตุจะลงโทษ (proof beyond a reasonable doubt)

          ดังนั้น การรวบรวมพยานหลักฐานที่สามารถออกหมายจับ หมายค้น ก็พิจารณาว่า มีเหตุอันควรสงสัย (probable case) และไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายกำหนดหลักเกณฑ์ไว้อย่างแน่นอน จึงเป็นเรื่องการใช้ดุลพินิจ

          แต่เมื่อได้ตัวมา จึงแจ้งข้อหาโดยพนักงานสอบสวน ผู้ถูกแจ้งข้อกล่าวหา ก็จะกลายเป็นผู้ต้องหา และรวบรวมพยานหลักฐานสิ้นเสร็จแล้วจะต้องทำการรับฟังและชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานให้อยู่ระดับ เหตุอันควรเชื่อ (prima facie case) ว่าคดีมีมูลจึงควรสั่งฟ้อง และไม่มีกฎหมายบัญญัติถึงการชั่งน้ำหนักพยานไว้แน่นอน พนักงานสอบสวน พนักงานอัยการจึงสามารถที่จะใช้ได้อย่างกว้างขวาง ซึ่งถือเป็นระดับเหตุอันควรเชื่อ จึงสามารถแสดงความเห็นควรสั่งฟ้องได้ ก็จะทำให้ผู้ต้องหากลายเป็นจำเลยในคดีอาญา

          ส่วนสุดท้ายศาลต้องรับฟังพยานหลักที่คู่ความทั้งสองฝ่ายอ้างเข้ามาในคดีจนสิ้นกระแสความ แล้วจึงจะนำพยานหลักฐานทั้งหมดมาชั่งน้ำหนัก ศาลจะต้องแน่ใจว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิด จึงจะลงโทษจำเลย ซึ่งถือเป็นระดับ เหตุจะลงโทษ (proof beyond a reasonable doubt)

          จึงมีคำถามว่า แล้วทำไมถึงจำเป็นมากนักที่ต้องจัดการในการแจ้งข้อกล่าวหา เพื่อจะเข้าสู่กระบวนการสอบสวนอีก ซึ่งต้องใช้เวลานานพอสมควรโดยเฉพาะกรณีการปล่อยตัวชั่วคราวหลังจากการแจ้งข้อกล่าวหาถึงจะสรุปสำนวนเห็นควรฟ้องหรือเห็นควรสั่งไม่ฟ้อง หากการเข้าไปหาผู้มีบารมีเพื่อต้องการให้แจ้งข้อกล่าวหากับท่านผู้มีบารมีทั้งหลายและเชื่อได้ว่าท่านผู้มีบารมีก็ไม่รับสารภาพอยู่ดี ซึ่งการสอบสวนก็ไม่จำเป็นต้องสอบถามกับผู้ต้องหาอะไรกันมาก เพราะฉะนั้นตัวผู้ต้องหาก็คงปฏิเสธแน่นอน

          แต่การรวบรวมพยานหลักฐานให้อยู่ในระดับที่ 2 มีเหตุอันควรเชื่อ (proof prima facie case) ที่จะสามารถแสดงความเห็น ควรสั่งฟ้องได้จำเป็นต้องใช้พยานหลักฐานจากทั้งพยานบุคคล พยานเอกสาร และพยานวัตถุได้ โดยในการแสวงหาพยานหลักฐานในขั้นแรกไม่จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับผู้ต้องสงสัยก่อน เพราะเจ้าหน้าที่รัฐเอง ซึ่งถือเป็นผู้มีอำนาจอยู่ในมือแล้ว ก็สามารถแสวงหาหลักฐานจากพยานหลักฐานอื่นๆ ได้ และเมื่อได้พยานหลักฐานในขั้นระดับที่ 2 มีเหตุอันควรเชื่อก็ขอออกหมายจับและหมายค้น นำตัวผู้ต้องสงสัยมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม แจ้งข้อกล่าวหาทันที สอบถามถึงคำให้การและนำตัวไปฟ้องศาลทันทีโดยไม่ต้องนำตัวมาควบคุมในสถานีตำรวจหรือสถานที่อื่นที่ไม่ได้อยู่ในอำนาจของศาล เพราะไม่จำเป็นต้องสอบสวนโดยใช้เวลาอีกยาวนานต่อไปแล้ว เมื่อฟ้องแล้วต่อจากนี้ไปก็เป็นอำนาจของศาลต่อไปว่าจะอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวหรือไม่อย่างไร ผู้มีบารมีก็ไปต่อสู้ในชั้นศาลกันต่อไป ก็จะไม่เห็นภาพความขัดแย้งระหว่างผู้มีบารมีกับอำนาจรัฐอีกต่อไป

          ดังนั้น หากเจ้าหน้าที่สามารถค้นหาพยานหลักฐานได้ในระดับที่ 2 คือมีเหตุอันควรเชื่อ ก็จะสามารถอธิบายสังคมได้ระดับหนึ่งถึงพยานหลักฐานที่สามารถนำตัวผู้ต้องสงสัยมาฟ้องคดีได้เลยโดยไม่ต้องวังกลว่าสังคมจะมองเจ้าหน้าที่อย่างไร เพราะมีหลักฐานที่มัดตัวได้ระดับหนึ่งแล้ว

          รูปแบบนี้อาจนำไปใช้กรณีการดำเนินคดีอาญากับผู้ต้องสงสัยที่มีอำนาจรัฐอยู่ในมือต่อไปได้อีกในอนาคต