
มืออาชีพ
มืออาชีพ : ขยายปมร้อน โดยอรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ สำนักข่าวเนชั่น
รู้กันอย่างเป็นสากลแล้วว่าในประเทศไทยมีความขัดแย้งทางการเมืองที่หยั่งรากลึก ความเกลียดชังนั้นได้ฝังอยู่ในใจชนิดยากที่จะขุด จนที่สุดกลบจิตสำนึกผิดถูกดีชั่ว หรือกระทั่งมีอำนาจเหนือภาระหน้าที่ของอาชีพที่ตัวเองพึงปฏิบัติ
ก่อนหน้านี้ก็เคยปรากฏว่ามีผู้ให้บริการบนเครื่องบินของสายการบิน “คาเธ่ย์ แปซิฟิค” ออกมาโพสต์ว่ารู้สึกลำบากใจที่จะให้บริการคนในตระกูล “ชินวัตร” และระบุว่าอยากสาดกาแฟใส่หน้า พร้อมทั้งโพสต์ข้อมูลของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หรือ “อุ๊งอิ๊ง” ที่เป็นผู้โดยสารในขณะนั้น
แน่นอนว่าการกระทำดังกล่าวทำให้เธอได้รับผลกระทบพอสมควร เพราะในขณะนั้น ทางสายการบินออกมาแถลงว่า พนักงานคนดังกล่าวไม่ได้อยู่ในฐานะของพนักงานของสายการบินคาเธ่ย์ แปซิฟิค อีกต่อไป และต่อมาอดีตพนักงานผู้นั้นก็ออกมาระบุว่าเธอได้ลาออกจากสายการบินคาเธ่ย์ แปซิฟิคไปแล้ว
แต่ที่น่าสนใจมากกว่าการแยกทางกันระหว่างสายการบินกับพนักงานคนนั้น คือข้อความที่ระบุว่า “ทางสายการบินขอยืนยันต่อผู้โดยสารทุกท่านว่าข้อมูลส่วนบุคคลของผู้โดยสารและการถือปฏิบัติตามกฎข้อบังคับเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลนั้นเป็นสิ่งที่สายการบินให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง พนักงานของเราจะปฏิบัติตามนโยบายข้างต้นอย่างเคร่งครัดพร้อมทั้งการให้บริการลูกค้าด้วยมาตรฐานสูงสุด การกระทำที่นอกเหนือไปจากนโยบายนี้จะไม่เป็นที่ยอมรับ”
นี่คือมาตรฐานทางวิชาชีพที่พึงมีพึงเป็น
แต่ดูเหมือนว่าบทเรียนครั้งนั้นจะไม่ถูกจำเท่าไหร่ เพราะเมื่อไม่กี่วันมานี้ก็เกิดเหตุการณ์ในทำนองเดียวกัน เมื่อมี “ผู้ช่วยนักบิน” ของสายการบิน “นกแอร์” โพสต์ภาพของ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ในกรุ๊ปไลน์กรุ๊ปหนึ่งพร้อมทั้งระบุว่า มี “เหยื่อ” ออนบอร์ด
และมีคนในกรุ๊ปไลน์ที่คาดว่าจะเป็นผู้ที่อยู่ในสายอาชีพเดียวกันระบุว่า “cfit หน่อยนะ” ซึ่งถูกตีความว่าให้ “โหม่งโลก” ซึ่งต่อมาก็มีการระบุว่าคนโพสต์ดังกล่าวก็เป็นคนของสายการบินแอร์เอเชีย
จากนั้นทำให้ทั้งสองสายการบินนั่งไม่ติด หลายคนตีความว่าเป็นเพียงเพราะการเมืองเลยทำให้ต้องเร่งออกมาแจงเพราะเกรงผลกระทบ แต่ความเป็นจริงแล้ว สิ่งที่น่ากลัวกว่านั้นไม่ใช่การเมือง หากแต่เป็นเรื่องมาตรฐานความเป็นมืออาชีพ และมาตรฐานความปลอดภัย ที่ไม่แปลกหากจะถูกมองว่าทั้งสองสายการบินไม่ได้มาตรฐานที่มีบุคลากรเช่นนี้
“นกแอร์” โดย “พาที สารสิน” ซีอีโอออกมาแถลงขอโทษ พร้อมทั้งโทรศัพท์ไปขอโทษ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ด้วยตัวเอง ขณะที่ “ธรรศพลฐ์ แบเลเว็ลด์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการบินไทย “แอร์เอเชีย” ก็ออกมาระบุว่า ได้มีการเรียกประชุมด่วนฝ่ายนักบินและตรวจสอบพบว่าเป็นศิษย์นักบินของไทยแอร์เอเชีย คือยังไม่ได้เป็นนักบิน แต่เพิ่งเซ็นสัญญารับเป็นนักบินและอยู่ในขั้นตอน การฝึกอบรมเพียง 3 วัน กว่าจะเป็นนักบินต้องใช้เวลาอีกไม่น้อยกว่า 2 ปี ขณะนี้ได้สั่งพักการอบรมและให้กลับไปเริ่มต้นในขั้นตอนการทดสอบทางด้านทัศนคติ (Attittude Test) และจะต้องดูพฤติกรรม เพราะผู้ที่จะเป็นนักบินได้จะต้องมีภาวะความเป็นผู้ใหญ่เพียงพอ หากผ่านการทดสอบก็พร้อมรับเข้ามาฝึกอบรมเพื่อเป็นนักบินต่อไป
หมายความว่าต้นสังกัดทั้งสองเข้าใจถึงมาตรฐานการบิน และผลกระทบที่จะตามมาหากไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานเช่นว่า
หลายคนถามว่าทำไมต้องทำเรื่องนี้ให้เป็นเรื่องใหญ่ ทั้งที่ผู้ที่กระทำดังกล่าวอาจเป็นการพูดเล่น และไม่ได้ปฏิบัติจริง แต่ต้องไม่ลืมว่า หากผู้โดยสารปฏิบัติเช่นเดียวกันบ้าง เช่น การพูดคำว่าระเบิด หรือในกระเป๋ามีระเบิด ก็ต้องถูกเชิญลง และตรวจค้นใหม่ ซึ่งก็เคยมีตัวอย่างมาแล้ว
เรื่องมาตรฐานความเป็นมืออาชีพที่ปรากฏในสังคมเรามิใช่เกิดขึ้นแค่ในสายวิชาชีพเกี่ยวกับการบินเท่านั้น หากแต่พบเห็นได้อยู่เนื่องๆ
เรื่องรสนิยมความชอบหรือความชังทางการเมืองนั้นเป็นเรื่องของแต่ละบุคคล ขณะที่เรื่องผิดกฎหมายเรื่องกล่าวหาการทุจริตก็เป็นเรื่องที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรม ในเชิงปัจเจกใครก็สามารถเกลียด ชอบหรือชังใครก็ได้ แต่เมื่อสวมหัวหมวกผู้ปฏิบัติหน้าที่ก็ต้องทำอย่างมืออาชีพมิให้อคติทางการเมืองมาครอบงำจนหลุดไปจากมาตรฐานทางวิชาชีพ
ไม่ลำพังเพียงผู้ที่มีอาชีพเกี่ยวกับสายการบินเท่านั้น แต่ยังหมายรวมทุกอาชีพ ไม่ว่าจะเป็นสื่อมวลชน ตำรวจ หมอ ทหาร ข้าราชการ ศาล ทุกคนล้วนแต่ต้องทำตามหน้าที่ และการไม่รู้จักหน้าที่นี้เอง ที่พาสังคมไทยดิ่งเหวอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้



