คอลัมนิสต์

เปิดเครือข่ายการสื่อสารผ่านคุก(ตอน2) 

เปิดเครือข่ายการสื่อสารผ่านคุก(ตอน2) 

15 มิ.ย. 2559

เปิดเครือข่ายการสื่อสารผ่านคุก(ตอน2) 

          ไม่ว่าโทรศัพท์มือถือที่เล็ดลอดเข้าไปในคุกได้ จะมีราคาแพงแค่ไหน ก็มีคนพร้อมจะจ่าย และไม่ว่าจะเสี่ยงแค่ไหน ก็มีคนพร้อมจะร่วมเสี่ยง แน่นอนว่าคนที่ยอมจ่ายเงินเป็นแสนๆ บาท เพื่อโทรศัพท์มือถือเพียงเครื่องเดียวคงเป็นใครไปไม่ได้ นอกจากนักโทษที่เคยเป็นพ่อค้ายาเสพติด และยังมีเครือข่ายอยู่ข้างนอกที่ร่วมขบวนการ

เปิดเครือข่ายการสื่อสารผ่านคุก(ตอน2) 

           เจ้าหน้าที่เรือนจำคลองเปรมแห่งนี้ยอมรับกับ ไพรม์ไทม์ ว่า เคยยึดโทรศัพท์มือถือจากนักโทษและสามารถช่วยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแกะรอยการติดต่อ จนนำไปสู่การจับกุมผู้ต้องสงสัยในขบวนการค้ายาเสพติดได้ ก่อนที่เรือนจำคลองเปรมจะติดระบบตรวจค้นสมัยใหม่เมื่อต้นปี 2559 การลักลอบเอาโทรศัพท์มือถือเข้าไปในที่คุมขังทำกันอย่างง่ายดาย ไม่มีอะไรซับซ้อน

          กอบเกียรติ กสิวิวัฒน์ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม รักษาราชการแทนอธิบดีกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยว่า ตอนแรกเข้ามาหลายทาง โดยมีการโยนเข้ามา ฝากเข้ามาเรื่องการฝึกอาชีพ แต่เราก็พยายามทำหลายมาตรการ โดยมาตรการเกี่ยวกับเรือนจำ เราได้ตัดการโยนเข้ามาด้วยการทำบัฟเฟอร์แอเรียกว้างๆ ไม่ให้ติดกำแพง หรือทำตาข่ายสูงๆ เพื่อให้โยนเข้ามาไม่ได้ หรือการฝากเข้ามากับสิ่งของ ก็พยายามตัดสิ่งของที่ยุ่งยาก กับการฝึกวิชาชีพ เรื่องการใช้อุปกรณ์ที่ซ่อนมาเยอะๆ

          เจ้าหน้าที่เรือนจำเปิดเผยต่อไพรม์ไทม์ว่า ในอดีตมีทั้งการขว้างมือถือที่ห่อหุ้มเป็นอย่างดีข้ามกำแพง ไปถึงการยิงด้วยธนู หรือถึงขั้นใช้ยานบินขนาดเล็กลำเลียง แต่การที่นักโทษมีโทรศัพท์มือถือในครอบครอง ก็ไม่ได้หมายความว่า นึกอยากจะโทรหาใครก็ทำได้ทุกเวลาหรือทุกที่ในคุก เพราะหลังจากค้นพบการใช้โทรศัพท์มือถือของนักโทษ เจ้าหน้าที่เรือนจำก็ได้ติดเครื่องตัดสัญญาณโทรศัพท์ แต่ก็มีคำถามว่า วิธีการนี้ได้ผลแค่ไหน

          โดยทีมงานไพรม์ไทม์ได้ไปยืนอยู่ตรงจุดที่เรียกว่า “จุดหัว T” ซึ่งอยู่ตรงบริเวณเรือนนอนของแดน 5 ของเรือนจำกลางคลองเปรม ที่ทุกคนรู้ดีว่า เป็นจุดที่อับสัญญาณ เพราะเครื่องตัดสัญญาณโทรศัพท์มาไม่ถึง ก็ไม่ใช่เรื่องประหลาดใจอะไรว่าทำไมนักโทษที่เกี่ยวพันกับยาเสพติด จึงพยายามอย่างมากที่จะขอย้ายมาอยู่ที่เรือนนอนแห่งนี้ เพราะฉะนั้น ถ้านักโทษคนไหนแสดงความพยายามอย่างมาก ที่จะขอย้ายมาอยู่เรือนนอน ที่คุมขังนักโทษเด็ดขาดในแดน 5 แห่งนี้ ก็ต้องสงสัยไว้ก่อนว่า กำลังมีแผนจะทำอะไร

          กิตติพัฒน์ เดชะพหุล ผู้บัญชาการเรือนจำกลางคลองเปรม กล่าวว่า ห้องท้ายๆ ของแดน 5 ที่เราจะรู้เรตติ้งว่า พวกนี้อยากจะมา แต่คำถามใหญ่ที่สุดคือ ในคุกความมั่นคงสูงอย่างเรือนจำคลองเปรม ที่นักโทษถูกตรวจตราและถูกเฝ้าระวังตลอดเวลา ทำไมการลักลอบเอาโทรศัพท์มือถือเข้ามาจึงเกิดขึ้นได้

          ขณะที่ กอบเกียรติ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวพร้อมกับหัวเราะว่า “ก็เจ้าหน้าที่เรานั่นแหละ คือพูดกันตรงๆ ผู้ต้องหาทำอะไรไม่ได้หรอก ถ้าเจ้าหน้าที่ไม่ยักคิ้วหลิ่วตา หรือว่าให้ความช่วยเหลือ"
 
          ด้านอดีตนักโทษรายหนึ่งยืนยันต่อ ไพรม์ไทม์ ว่า ถ้าจะให้เจ้าหน้าที่มาช่วย จะต้องเข้าไปจีบเจ้าหน้าที่ก่อน ด้วยการพูดคุย และทำความสนิทคุ้นเคยกัน การลักลอบนำสิ่งของต้องห้ามเข้าไปในคุก จะเป็นไปไม่ได้เลย ถ้าผู้คุมไม่ร่วมมือด้วย ถ้าเจ้าหน้าที่เล่นด้วย ก็พูดคุยกันเลยว่า จะให้นั่นให้นี่
 
          แหล่งเก็บซ่อนโทรศัพท์มือถือในเรือนนอนของนักโทษเด็ดขาด เต็มไปด้วยความสลับซับซ้อน แม้กระทั่งเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์เอง หากไม่มีประสบการณ์ ไร้สายข่าวคอยชี้เป้า ก็ยากจะเข้าถึงแหล่งซุกซ่อน

          วิธีการตรวจของเจ้าหน้าที่จึงต้องอาศัยไหวพริบ ประสบการณ์ การสังเกตความผิดปกติต่างๆ ภายในเรือนนอน ซึ่งจุดซุกซ่อนโทรศัพท์ที่พบ มีอย่างน้อย 3 รูปแบบ “ท่อน้ำ” เป็นจุดแรกๆ ที่ต้องตรวจสอบ เจ้าหน้าที่เคยพบนักโทษนำโทรศัพท์ห่อด้วยพลาสติกและถุงเท้าพร้อมก้อนหินเพื่อถ่วงแล้วมัดด้วยตาข่าย ก่อนหย่อนลงไปในท่อน้ำ ที่ถูกตัดออก อย่างแนบเนียน เมื่อต้องการใช้ก็จะใช้ตะขอเกี่ยวขึ้นมา

          “ส้วม” ก็เป็นอีกหนึ่งแหล่งที่มีการตรวจค้น เจ้าหน้าที่พบว่า นักโทษได้แกะกาวปูนออก เพื่อเลื่อนส้วมซึมออกจากฐาน ก่อนจะหย่อนโทรศัพท์ ที่ห่อด้วยถุงพลาสติกแล้วหย่อนลงไป โดยมีเชือกคล้องไว้กับขอบปูน “พื้นกระเบื้อง” ที่นักโทษจะใช้วิธีกรีดยาแนว เมื่อเอาแผ่นกระเบื้องออกจึงแซะปูนเพื่อเก็บโทรศัพท์ ก่อนจะนำกระเบื้องมาปิด แล้วเคลือบด้วยกาว หากไม่สังเกตจะไม่รู้เลยว่า เปิดออกได้

          ช่วงปี 2557-2559 กรมราชทัณฑ์ได้เข้าตรวจค้นกวาดล้าง โดยยึดโทรศัพท์มือถือเพื่อตัดวงจรธุรกิจค้ายาภายในเรือนจำคลองเปรมได้ถึง 1,168 เครื่อง และยึดซิมการ์ดโทรศัพท์ได้ 2,381 อัน ทำให้ธุรกิจมืดในแดนสนธยา ชะงักลงไปได้ในระดับหนึ่ง

          ขณะที่เจ้าหน้าที่จากหน่วยงานปราบปรามยาเสพติดให้ข้อมูลต่อไพรม์ไทม์ ว่า แม้เรือนจำความมั่นคงสูงหลายแห่ง จะมีเครื่องตัดสัญญาณ แต่สัญญาณเหล่านี้ก็ต้องมีเวลาพัก โดยนักโทษจะรู้ช่วงเวลาและจะพิมพ์ข้อความทิ้งไว้ ทั้งใน ไลน์ เอสเอ็มเอส เฟซบุ๊ก หรือแม้แต่อีเมล เมื่อถึงช่วงที่พักเครื่อง ข้อความเหล่านี้ ก็จะส่งออกมาในทันที บางครั้งเวลาแค่ 1 นาที มีข้อความมากกว่าร้อยข้อความ

          และจากการถอดรหัสข้อความที่นักโทษส่ง จากฝ่ายวิเคราะห์และเฝ้าติดตามเครือข่าย หน่วยงานปราบปรามยาเสพติด คำว่า “แม่ไก่” หรือ “ไก่ชน” จะหมายถึง “ยาไอซ์” แม่ไก่ 1 ตัวเท่ากับยาไอซ์ 1 กิโลกรัม “ไข่” ใช้แทน “ยาบ้า” หรือหากเป็นฤดูผลไม้ รหัสยาเสพติด จะปรับเปลี่ยนไปตามฤดูรหัส เช่น “ลำไย” จะหมายถึง “ยาไอซ์” ขณะที่ “ส้ม” หมายถึง “ยาบ้า”  ส่วน “กระเทียม” จะใช้แทน “เฮโรอีน” 

          รักษาราชการแทนอธิบดีกรมราชทัณฑ์เชื่อว่า การเข้มงวดกับเจ้าหน้าที่เรือนจำและการสร้างจิตสำนึกในหน้าที่ บวกกับระบบการตรวจค้นที่ใช้อุปกรณ์สมัยใหม่ เป็นเหตุผลสำคัญ ที่ทำให้การลักลอบนำโทรศัพท์มือถือเข้าในเรือนจำต่างๆ ลดน้อยลงจนแทบไม่มี กรมราชทัณฑ์ไม่ได้ทำมาตรการอย่างเดียว แต่พูดคุยถึงความมีศักดิ์ศรีความเป็นข้าราชการ รวมถึงความรับผิดชอบต่อสังคม

          “ในฐานะที่ผมเป็นพี่ ก็พยายามคุย โดยมีไลน์กรุ๊ปคุยกับน้อง ในการสร้างจิตสำนึก ซึ่งการพูดคุยถือว่าดีพอสมควร เพราะเราใช้มาตรการกลุ่มไปคอนโทรลคนที่ออกนอกแถว ยอมรับว่ายังมี แต่ก็ถือว่าไม่เยอะ อาจจะประมาณ 20% ถ้าเราปลุกคนส่วนใหญ่ขึ้นมาแล้ว ทุกคนช่วยเป็นหูเป็นตา ทำตามมาตรการที่เราได้วางเอาไว้ คนส่วนน้อยก็ทำอะไรไม่ได้ ที่สำคัญเราลงโทษอย่างจริงจัง”

          ติดตามรายงานพิเศษ เปิดโปงขบวนการค้ายาเสพติดในคุก (3) เครื่องเอกซเรย์ และบอดี้สแกน เมื่อเรือนจำต้องพึ่งระบบการตรวจสอบไฮเทคเพื่อสกัดกั้นการลักลอบนำของต้องห้ามเข้าไปในคุก จะเป็นอย่างไร พรุ่งนี้มีคำตอบ
 

 ..............................

(รายการ Prime Time กับ เทพชัย เนชั่นทีวี ช่อง 22 ได้จัดทำสกู๊ปพิเศษ “การเปิดโปงขบวนการค้ายาเสพติดในคุก” นำเสนอติดต่อกันตั้งแต่วันจันทร์–พฤหัสบดี เวลา 19.30–20.00 น. โดยเริ่มตอนแรกวันจันทร์ที่ 13 มิถุนายนนี้)