
ต้องปราบส่วยจริงจัง
ต้องปราบส่วยจริงจัง : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 14-15 มิถุนายน 2559
ชื่อของสถานอาบอบนวด “นาตารี” เป็นที่กล่าวขานกันในสังคมเป็นวงกว้าง เป็นเพราะการที่ชุดเฉพาะกิจกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย เข้าจับกุมการลักลอบค้าประเวณีหรือที่สมัยนี้เรียกว่าการค้ามนุษย์นั้น มีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยหลายฝ่ายอย่างไม่น่าเชื่อ โดยเฉพาะที่ตกเป็นจำเลยสังคมหน่วยงานแรกคือตำรวจ ที่ปล่อยให้กิจการประเภทนี้เปิดท้าทายกฎหมายอยู่ ตำรวจบางคนให้เหตุผลว่าไม่รู้จริงๆ ว่าที่นี่มีค้าประเวณี ซึ่งก็ยิ่งทำให้สังคมรู้สึกขบขัน และเยาะหยันกันมากกว่าจะเชื่อถือใดๆ ยิ่งล่าสุด มีหลักฐานที่เป็นสติกเกอร์ซึ่งถูกจัดทำขึ้นเหมือนเป็นใบเบิกทางหรือใบรับประกันความปลอดภัยให้แก่หญิงบริการ คือจ่าย ”ส่วย” แล้วก็ประกอบงานการต่อไปได้เสมือนสัมมาอาชีพทั่วไปก็ยิ่งมีคำถามถึงตำรวจมากขึ้น
หลังการเข้าจับกุม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยกองบัญชาการตำรวจนครบาลได้มีคำสั่งโยกย้ายนายตำรวจสถานีตำรวจนครบาลห้วยขวางจำนวน 4 นายในวันรุ่งขึ้น และถัดมา ก็ได้สั่งย้ายผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของโรงพักห้วยขวางไปอีกราย สื่อมวลชนเรียกการย้ายปัจจุบันทันด่วนนี้ว่า เซ่นส่วยน้ำกาม ซึ่งก็มีความหมายตรงตัวว่า ตำรวจจะอ้างไม่รู้ไม่เห็นไม่ได้โดยเด็ดขาด และที่สำคัญก็คือ การตั้งคณะกรรมการสอบสวนกันต่อไปว่า คำว่าส่วย ตามที่หยิบยกกันขึ้นมาเป็นประเด็นนั้น แจกจ่ายให้แก่เจ้าหน้าที่ระดับใด ฝ่ายไหน ตรงตามที่ระบุเอาไว้ในโพยรายชื่อการจ่ายของเจ้าของสถานบริการหรือไม่ ซึ่งถ้าหากจะสืบสาวราวเรื่องก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องยากเย็นอะไร
ในเมื่อรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้าคสช. มีนโยบายชัดเจนเกี่ยวกับการต่อต้านและปราบปรามการค้ามนุษย์ เมื่อปีที่แล้ว รัฐบาลได้ระดมสรรพกำลังเข้าจับกุมขบวนการค้าโรฮิงญา และแรงงานต่างชาติ ซึ่งมาตรการดังว่านั้น เสมือนจะเป็นการแสดงความจริงใจเพื่อให้หลุดพ้นจากข้อครหาเรื่องค้ามนุษย์ อันนำไปสู่การคว่ำบาตรสินค้าไทยในตลาดโลกหลายประเทศ เมื่อเกิดกรณี "นาตารี” ซึ่งเปิดค้าบริการ ค้ามนุษย์ใจกลางกรุงเทพมหานครขึ้น ก็ไม่ควรที่รัฐบาลจะเพิกเฉยรอให้ต่างชาติถามไถ่ หรือสร้างแรงกดดันขึ้นมาอีกทาง โดยเฉพาะเมื่อองค์กรเอกชนจากต่างประเทศเป็นผู้นำจับด้วยแล้ว ก็ยิ่งควรจะต้องวิตกว่า แม้ประเทศไทยจะไม่ถูกคว่ำบาตรด้วยประเด็นนี้ แต่ภาพลักษณ์ของประเทศก็หนีไม่พ้นไปจากเรื่องการค้ามนุษย์ ซึ่งจะทำให้ความน่าเชื่อถือของนโยบายรัฐบาลลดทอนลงไปด้วย
ว่ากันว่า "นาตารี” เป็นแค่สถานบริการหนึ่งในหลายร้อยหลายพันแห่งที่ยังคงลักลอบค้าประเวณีกันอย่างเป็นปกติ ด้วยเหตุที่ธุรกิจประเภทนี้มี "ส่วย” เป็นเกราะกำบัง บางพื้นที่ยังมีร้านน้ำชา เปิดกันอย่างเย้ยฟ้าท้าดิน ทั้งๆ ที่รู้กันอยู่ว่า คงไม่มีเจ้าของสถานบริการจำพวกนั้นรายใด จะชงน้ำชาขายลูกค้ากันจริงๆ และก็เป็นเรื่องตลกร้ายอย่างที่สุดหากเจ้าหน้าที่รัฐจะเชื่อว่า พวกเขาขายน้ำชากันแน่ๆหรือแสร้งทำไม่รู้ว่า มีใบอนุญาตทำมาค้าขายอย่างไร ถูกต้องหรือไม่ การจับกุมสถานอาบอบนวดนาตารีจึงควรจะเป็นปฐมบทของการเอาจริงเอาจังกับการสังคายนา "ส่วยน้ำกาม” อันเป็นต้นธารของการค้ามนุษย์ที่เก่าแก่ที่สุดของโลกแขนงหนึ่ง เพราะตราบเท่าที่รัฐบาลไม่สามารถจัดการกับข้าราชการฉ้อฉลได้แล้ว นโยบายสวยหรูอย่างไรก็ไม่อาจจะเกิดผลในทางปฏิบัติ



