
บรรยากาศแห่งการพูดคุย
บรรยากาศแห่งการพูดคุย : ขยายปมร้อน สำนักข่าวเนชั่น โดย อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ
นับถอยหลังไม่ถึงสองเดือนสำหรับการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญครั้งที่สองของประเทศไทย หากเทียบกับครั้งแรกที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2550 ต้องยอมรับกันอย่างตรงๆ ว่า ครั้งที่จะเกิดขึ้นในปีนี้วุ่นวายกว่าปีนั้นพอสมควร และที่สำคัญมีความอึมครึมเกี่ยวกับทิศทางในอนาคตมากกว่าครั้งนั้นหลายเท่านั้น
ความความปั่นป่วนที่เกิดขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความต้องการที่จะปิดกั้นการแสดงความเห็นต่างของใครบางคน โดยเฉพาะความเห็นต่างที่ไปในทางที่พูดถึงความไม่ชอบธรรมและปัญหาที่จะก่อขึ้นในอนาคตหากรัฐธรรมนูญฉบับนี้บังคับใช้
เป็นอย่างที่รู้กันว่า ประชามตินั้น พื้นฐานคือการต้องการขอความเห็นจากประชาชน ให้ประชาชนร่วมในการตัดสินใจเรื่องใหญ่ๆ ที่เกี่ยวกับบ้านเมือง โดยที่ไม่โอนอำนาจการตัดสินใจไปที่คนเพียงคนเดียวหรือคนเพียงกลุ่มเดียวหากแต่เป็นประชาธิปไตยทางตรงที่ให้คนทั้งประเทศร่วมตัดสิน แต่การที่ใครจะตัดสินเรื่องอะไรได้นั้น จำเป็นต้องอยู่บนพื้นฐานข้อมูลที่ครบถ้วนรอบด้าน การปิดหู ปิดปาก ข้อมูลด้านใดด้านหนึ่ง ก็รังแต่จะเป็นเพียงการผลักให้ประชามติไม่เป็นที่ยอมรับ เว้นแต่เขาต้องการใช้ “ประชามติ” เพื่อวัตถุประสงค์อย่างอื่น
เมื่อเกิดภาวะปิดกั้น ก็ย่อมมีภาวะล้นทะลักออกมาให้เห็นอยู่เนืองๆ แต่ที่ดูเหมือนจะค่อนข้างเอาจริงเอาจังกับการติดตามและตอบโต้ความเห็นที่ไม่เข้าตามความคิดหลักก็คือ กกต. อย่าง สมชัย ศรีสุทธิยากร ซึ่งจริงๆ แล้วเขาน่าที่จะทำตัวเป็นกรรมการกลาง และสนับสนุนการแสดงความเห็นต่าง เพราะการตั้ง กกต.นั้น มีจุดมุ่งหมายนอกจากจัดการเลือกตั้งแล้ว ยังมีหน้าที่ในการส่งเสริมประชาธิปไตย
แต่สิ่งที่เราเห็นกลับไม่ใช่ เขากลับเป็นผู้ที่กอดการตีความตัวบทโดยตัวเองอย่างแนบแน่น และพร้อมที่จะ ปะ ฉะ ดะ กับคนที่ยืนต่างจากที่ตนเองคิด แม้ว่าวันนี้ศาลรัฐธรรมนูญจะกำลังพิจารณาว่า ข้อกฎหมายที่ “สมชัย” มักจะใช้กล่าวอ้างนั้น อย่างเรื่อง “ก้าวร้าว หยาบคาย ปลุกระดม” ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญชั่วคราวหรือไม่
วันนี้เราจึงได้เห็นการวิ่งไล่ วิ่งล่า มากกว่าที่จะเห็นคนออกมาถกเถียงเรื่องร่างรัฐธรรมนูญอย่างชาญฉลาด ซึ่งจะเป็นสิ่งที่ตัดสินอนาตของประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ต้องไม่ลืมว่า การให้ประชาชนเข้ามาถกเถียง หรือพูดคุยกันเรื่องเนื้อหาอย่างมีวุฒิภาวะ หรือคุยกันด้วยเรื่องสาระนั้น มิใช่จะเกิดได้แบบปัจจุบันทันด่วนหรือเกิดขึ้นมาแบบดอกบัวผุดขึ้นกลางปล้องไม้ไผ่
โลกนี้ไม่ได้มีเรื่องราวอัศจรรย์ขนาดนั้น
การจะเกิดเรื่องเช่นว่าขึ้นได้ต้องมาจากการสร้างบรรยากาศแห่งการพูดคุย บรรยากาศที่ไม่ได้อวลไปด้วยความหวาดกลัวว่าจะต้องถูกจับกุมดำเนินคดี หรือแจ้งความเพื่อต้องมาสู้คดีเพียงเพราะถูกตีความว่าการแสดงความเห็นนั้น ไม่ถูกต้อง
เพราะหากเป็นเช่นนั้น ต่อให้จัดเวที หรือพยายามเชิญคนมาพูดคุยก็ไม่สามารถทำได้ และสิ่งที่ได้ก็จะมีแต่การต่อต้านที่ลงไปอยู่ใต้ดิน ชนิดที่ยากจะหยั่งถึงด้วยซ้ำไป
น่าสนใจว่า คนที่สร้างบรรยากาศเช่นนี้ ควรจะเป็นคนที่ต้องทำตัวเป็นกลางอย่าง “คณะกรรมการการเลือกตั้ง” แต่ที่ผ่านมาเรากลับไม่เห็นเรื่องเช่นว่านี้เลย โดยเฉพาะคนที่เป็นหน่วยหน้าของ กกต.เช่น “สมชัย”
บทบาทของ กกต.ที่เรารู้จักผ่าน “สมชัย” นั้น กลับเป็นบทบาทที่มิใช่บทบาทของกรรมการ หากเป็นบทบาทของผู้เล่นที่เลือกข้างเลือกฝั่ง เช่นเมื่อครั้งเกิดวิกฤติการเมืองเมื่อปี 2556-2557 เราก็เห็นเขาไปปรากฏตัวในสถานการณ์การชุมนุม และปะทะคารมกับรัฐบาลในขณะนั้นอยู่เนืองๆ รวมถึงการทำงานผ่านเฟซบุ๊กและสร้างวาทกรรมอันลือลั่น “ทำงานใหญ่ใจต้องเอียง”
ซึ่งสุดท้ายแล้ว งานที่สมควรจะเป็นงานหลักของ กกต.อย่างการเลือกตั้งพวกเขาก็จัดไม่สำเร็จ ท่ามกลางข้อครหาว่าไม่อยากให้สำเร็จ
หรือต่อมาเมื่อถึงห้วงการทำประชามติ ท่านก็ประเดิมแจ้งความจับผู้ที่โพสต์แสดงความเห็นไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ โดยบอกว่าเป็นถ้อยคำที่หยาบคาย
และล่าสุด กับการลดอายุลงไปปะทะคารมกับ “น้องเพนกวิน" พริษฐ์ ชิวารักษ์ จากกรณีไปปรากฏตัวในเพลงของกลุ่มพลเมืองโต้กลับ พร้อมบอกว่าจะบุกไปขอข้อมูล ซึ่งยังดีที่เด็กอย่างน้องเพนกวินใจกว้างพอที่จะให้ท่านไปพบ
ลักษณะท่าทางเช่นนี้ของคนที่ควรทำหน้าที่เป็นกรรมการเช่นนี้เอง ที่ทำให้บรรยากาศการถกเถียงอย่างสร้างสรรค์บนเนื้อหาของรัฐธรรมนูญไม่เกิดขึ้น ซึ่งท่านน่าจะลองนึกย้อนว่า บทบาทที่กำลังทำอยู่เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่หรือไม่ หรือควรจะนำบทเรียนที่สู้อุตส่าห์ไปดูงานเลือกตั้งในประเทศประชาธิปไตยทั้งหลายมาทบทวนให้สมกับเงินงบประมาณที่ใช้จ่ายลงไปหรือไม่



