ประชามติต้องโปร่งใส
ประชามติต้องโปร่งใส : บทบรรณาธิการประจำวันที่13 มิ.ย.2559
การเมืองช่วงเข้าสู่โหมดทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญในวันที่ 7 สิงหาคม ที่จะถึงนี้ ดูช่างคึกคักมีการเคลื่อนไหวไปทั่วทุกจังหวัดกับกระบวนการเผยแพร่เนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญที่ทั้งสนช. สปท. กรธ. กกต. และรัฐบาล ร่วมมือร่วมใจกันทำงานอย่างเต็มที่ ประสานไปยังข้าราชการกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ เพื่อช่วยกันสร้างความเข้าใจให้แก่ประชาชนในทั่วทุกพื้นที่ให้รับทราบข้อมูลข้อเท็จจริงก่อนที่จะตัดสินอนาคตของตนเอง รับ-ไม่รับ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ท่ามกลางความเคลื่อนไหวของคนบางกลุ่มที่ต้องการบิดเบือนสร้างความปั่นป่วนต่อกระบวนการประชาธิปไตยในครั้งนี้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อล้มการทำประชามติที่จะถึงนี้ ขณะเดียวกันกลับปรากฏข่าวที่ร้องไห้ก็ไม่ได้ขำไม่ออกกับการประกาศตั้งศูนย์ปราบโกงประชามติของนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)
สังคมไม่ได้มึนงงกับการเคลื่อนไหวของนปช.ในครั้งนี้ เพราะรู้ดีถึงแนวทางการทำงานของคนกลุ่มนี้ซึ่งเป็นไม้เบื่อไม้เมากับรัฐบาลมาเป็นเวลานาน โดยเฉพาะแกนนำสายการเมืองที่ขับเคลื่อนในระนาบเดียวกับสมาชิกพรรคเพื่อไทย ประกาศชัดเจนตั้งแต่ต้นว่าจะไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มาแต่แต่ต้น เช่นเดียวกับรัฐบาลและ คสช.เองก็รู้ถึงเจตนารมณ์ของกลุ่มคนเสื้อแดงเหล่านี้ไม่ได้หวังดีอยากจะให้การทำประชามติเป็นไปโดยบริสุทธิ์ยุติธรรมอย่างที่พูด แต่พยายามที่จะมาสอดแทรกสร้างความวุ่นวายให้เกิดขึ้นในบ้านเมืองทั้งเรื่องตรวจสอบ ร้องเรียนขี้หมูราขี้หมาแห้งจนเต็มสำนักงานกกต.ไปหมด ยิ่งไปกว่านั้นยังคงมีความพยายามที่จะส่งตัวแทนศูนย์เข้าไปร่วมสังเกตการณ์ภายในคูหาที่จะใช้ลงคะแนน นั่นเท่ากับการล้วงลึกทางการเมืองจะมีผลต่อการกาบัตรลงประชามติของชาวบ้านทั่วประเทศอีกด้วย
จะว่าไปแล้วการหาทางสร้างความชอบธรรมเพื่อสร้างพื้นที่ยืนทางการเมืองของนปช.ในช่วงนี้ ไม่น่าจะราบรื่นและเป็นไปได้ เพราะเป็นช่วงของประกาศคสช.ฉบับ ที่ 3/2558 เรื่อง การรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของชาติ อีกทั้งแกนนำในการตั้งศูนย์ปราบโกงหลายคนก็เคยลงนามรับทราบประกาศ คสช.ฉบับที่ 39/2557 ซึ่งกำหนดเงื่อนไขการปล่อยตัวของบุคคลที่มารายงานตัวต่อคสช. โดยจะไม่เคลื่อนไหวทางการเมืองและเดินทางออกนอกประเทศ แกนนำคนเสื้อแดงเหล่านี้ทราบดี แต่อาจจะอยากสร้างเงื่อนไขอวดโลกป้ายสีรัฐบาลทหารว่าปิดกั้นฝ่ายตรงข้ามเพื่อผลักดันร่างรัฐธรรมนูญที่ใช้สืบทอดอำนาจเผด็จการทหาร ทั้งที่ในความเป็นจริงพรรคเพื่อไทยและกลุ่มนปช.ต่างหากที่เสียผลประโยชน์จากกติกาสูงสุดของประเทศฉบับนี้
ต้องยอมรับว่าการจัดตั้งศูนย์ตรวจสอบเรื่องโกงโดยหลักการแล้วเป็นเรื่องที่ดีและทุกฝ่ายควรจะร่วมกันสนับสนุน ทว่า คนที่จะเข้ามาเป็นเจ้าภาพจะต้องเป็นบุคคลที่ทุกฝ่ายยอมรับ มีภาพลักษณ์ดี มีความน่าเชื่อถือ ซึ่งรัฐบาลและคสช.มีจุดประสงค์ที่จะปฏิรูปประเทศสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นกับทุกคนในชาติ แต่ก็ยังถูกกล่าวหาในเรื่องการปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นร่างรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะในเรื่องของสองมาตรฐาน ดังนั้นแม้การตรวจสอบจะเป็นหน้าที่ของ กกต.โดยได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐก็ตาม ก็ควรที่จะเปิดกว้างให้ภาคประชาชนและองค์กรต่างๆ ส่งตัวแทนเข้าร่วมเพื่่อให้กระบวนการประชามติโปร่งใส บริสุทธิ์ ยุติธรรมที่สุด



