
ศึกชิง'โขน'เส้นทางมรดกโลก
ศึกชิง'โขน'เส้นทางมรดกโลก : ทีมข่าวรายงานพิเศษ
หลังจากสาวกออนไลน์ชาวกัมพูชาและชาวไทยจุดประเด็นวิวาทะ การขึ้นทะเบียน “โขน” ว่าเป็นมรดกศิลปะการแสดงชาติใดกันแน่ ทำให้เกิดความสงสัยว่า ยูเนสโกมีหลักการพิจารณาอย่างไร โขนมีโอกาสเป็นมรดกโลกหรือไม่ ?
ก่อนอื่นขอย้อนไปถึงต้นตอ “โขน” นั่นคือ “วรรณกรรมรามายณะ” เป็นมหากาพย์ของอินเดีย เผยแพร่เข้าสู่ประเทศต่างๆ ในทวีปเอเชียกว่า 2,000 ปีมาแล้ว มีการดัดแปลงเนื้อเรื่องเป็น นิทาน ภาพวาด เรื่องเล่า บทประพันธ์ ละคร ฯลฯ โดยเนื้อหาหลักเกี่ยวกับการทำศึกสงครามของตัวเอก “พระราม” “พระลักษมณ์” “ทศกัณฐ์” “นางสีดา” "หนุมาน”
ส่วนของไทยนั้น เรียกว่าวรรณคดี “รามเกียรติ์” ต้นแบบจากวรรณกรรมรามายณะ หากเป็นศิลปะการแสดงบนเวทีแล้วสวมใส่หน้ากาก คนไทยเรียกว่า “โขน” (Khon) ชาวลาวเรียกว่า “ฟ้อนพะลักพะลาม” ชาวพม่าเรียกว่า “รามาซะดอว์”
เมื่อสอบถามไปยัง “ผู้เชี่ยวชาญการแสดงโขน” ของกรมศิลปากร ได้รับคำอธิบายว่า “วรรณกรรมรามายณะ” ของอินเดียเข้ามาในเอเชียตั้งแต่สมัยอาณาจักรขอม ส่วนสยามนั้นเข้ามารุ่งเรืองสมัยอยุธยา เป็นการแสดงในงานพิธีกรรมหรืองานบวงสรวงในรอบรั้วเขตราชวังเท่านั้น คนทั่วไปไม่มีสิทธิได้ชม จนกระทั่งสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ถึงเริ่มเปิดแสดงบนเวทีให้คนภายนอกวังได้ชื่นชมบ้าง
“ทุกประเทศในเอเชียมีการนำวรรณกรรมรามายณะไปดัดแปลงเป็นการแสดง และเอาหน้ากากมาใส่ครอบบนศีรษะในรูปแบบที่แตกต่างกันไป ฝรั่งเรียกรวมๆ ว่า รามายานะโชว์ (Ramayana show) ถ้าเป็นการแสดงของไทยเรียกว่า “โขน” (Khon) ส่วนของประเทศอื่นเรียกชื่อไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้น โขนเป็นของไทยแน่นอน เพราะสืบทอดพัฒนาดัดแปลงทั้ง บทประพันธ์ ชุดแต่งกาย หัวโขน ดนตรี จนกลายเป็นรูปแบบเฉพาะมีเอกลักษณ์ไทย ส่วน พม่า ลาว กัมพูชา ก็มีเอกลักษณ์การแสดงของตัวเอง ฟ้อนพะลักพะลาม ก็แตกต่างจากโขน”
นักวิชาการข้างต้นอธิบายเพิ่มว่า ลักษณะเฉพาะของ "โขน” มี 4 ส่วนสำคัญ คือ 1. "ท่ารำ” ดัดแปลงมาจากท่าร่ายรำของ “ละครใน” มีการสวมหน้ากากปิดบังใบหน้าและถืออาวุธ ใช้ท่ารำแม่บทที่เป็นตำราฟ้อนรำไทยโบราณ รวมถึงท่ารำกระบี่กระบอง 2. "หัวโขน” ถือเป็นงานศิลปะชั้นสูงใช้ฝีมือวิจิตรประณีตตามแบบฉบับช่างไทยที่เชี่ยวชาญการทำเครื่องประดับศีรษะ 3. "เครื่องแต่งกาย” จำลองมาจาก “เครื่องทรงต้น” ของเครื่องแต่งกายพระมหากษัตริย์ไทยสมัยโบราณ และที่สำคัญที่สุดคือ 4. "บทโขน” ที่ดัดแปลงมาจากวรรณคดีรามเกียรติ์เท่านั้น ไม่อนุญาตให้ใช้เรื่องอื่นมาแสดงโขน
“โขนของไทยได้รับการยอมรับทั่วโลกว่า มีบทโขนดัดแปลงจากรามเกียรติ์มากที่สุด เพราะมีเรื่องราวดัดแปลงมากกว่า 100 ชุดด้วยกัน ส่วนของประเทศอื่นๆ ทั้ง ลาว พม่า กัมพูชา จะมีช่วงหยุดพักไปนานเพราะสงครามกลางเมือง หรือรัฐบาลไม่ให้ความสนใจหรือไม่สนับสนุน แต่ของไทยพระมหากษัตริย์ตั้งแต่ยุคกรุงศรีอยุธยาจนถึงกรุงรัตนโกสินทร์ ต่างให้ความสำคัญกับการแสดงโขนอย่างต่อเนื่อง สมัยรัชกาลที่ 6 ทรงพระราชนิพนธ์บทร้องและบทพากย์หลายตอนด้วย ทำให้บทแสดงโขนมีลักษณะเฉพาะของไทยไม่เหมือนชาติอื่น นอกจากนี้ยังมีรายละเอียดอีกหลายส่วนที่คนทั่วไปอาจไม่ได้สังเกต แต่ถ้าเป็นผู้ศึกษาหรือเชี่ยวชาญโขนจะรับทราบถึงเอกลักษณ์เฉพาะของการแสดงรามายณะของแต่ละประเทศ เช่น การแสดงบนเวทีนั้น บางประเทศหนุมานเวลาเจอพระรามจะไม่คุกเข่า แต่โขนไทยจะหมอบกราบทันที การเคลื่อนไหวท่ารำของตัวแสดง การตบแต่งหัวโขน การกำหนดสีจะมีลักษณะเฉพาะแตกต่างกันชัดมาก เช่น โขนของไทย พระรามจะใส่สีเขียว พระลักษมณ์ใส่สีเหลือง นางสีดาใส่สีแดง หนุมานใส่สีขาวเท่านั้น บางประเทศไม่เคร่งครัดเรื่องสี”
ผู้เชี่ยวชาญด้านต้นแสดงความเห็นต่อการเสนอให้ขึ้นทะเบียนโขนเป็นมรดกโลกว่า รู้สึกเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง เพราะโขนเป็นการแสดงที่รวบรวมงานศิลปะชั้นสูงทั้งหมดไว้ด้วยกัน ส่วนกัมพูชาจะขึ้นทะเบียนการแสดงรามายณะของประเทศกัมพูชาก็ควรทำได้เช่นกัน เพราะเป็นศิลปการแสดงที่มีเอกลักษณ์แตกต่างกัน ผู้เชี่ยวชาญในยูเนสโกรู้ดีในเรื่องนี้ จึงไม่รู้สึกเป็นกังวลแต่อย่างใด
อย่างไรก็ตาม ก่อนที่คนไทยจะไปตั้งหน้าตั้งตาถกเถียงเรื่อง “โขน” ขึ้นทะเบียนมรดกโลกนั้น ต้องเริ่มจากการเร่งกดดันให้รัฐบาลไทยรีบเสนอตัวเข้าเป็นภาคีหรือสมาชิก “อนุสัญญาว่าด้วยการสงวนรักษามรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้” (Convention for the Safeguarding of the Intangible Cultural Heritage) ขององค์การสหประชาชาติเพื่อการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรม (ยูเนสโก) หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า อนุสัญญาไอซีเอช เพราะมีการเปิดรับสมาชิกตั้งแต่ปี 2546 กว่า 160 ประเทศเข้าร่วมแล้ว แต่ประเทศไทยยังไม่ได้เข้าร่วม
เวียดนามเข้าร่วมปี 2548 กัมพูชา ปี 2549 อินโดนีเซีย ปี 2550 ลาว ปี 2552 มาเลเซีย ปี 2557 และพม่า ปี 2558
ยูเนสโกแบ่งการขึ้นทะเบียนมรดกโลกที่เป็นแบบ “รูปธรรม” หรือจับต้องได้ เช่น ปราสาท อุทยาน ฯลฯ และมรดกโลกที่เป็น “นามธรรม” หรือมรดกวัฒนธรรมจับต้องไม่ได้ เช่น ศิลปะการแสดง โหราศาสตร์ งานฝีมือ ฯลฯ
คำนิยามมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ตามอนุสัญญาไอซีเอช คือ “การปฏิบัติ การเป็นตัวแทน การแสดงออก ความรู้ ทักษะ ตลอดจนเครื่องมือ วัตถุ สิ่งประดิษฐ์ และพื้นที่ทางวัฒนธรรมอันเป็นผลจากสิ่งเหล่านั้น ซึ่งชุมชน กลุ่มชน และในบางกรณีปัจเจกบุคคลยอมรับว่าเป็นส่วนหนึ่งของมรดกทางวัฒนธรรมของตน” โดยรัฐที่เข้าร่วมเป็นภาคีมีจุดประสงค์ร่วมในการสงวนรักษาเคารพในมรดกทางวัฒนธรรมของชุมชน กลุ่มชน และปัจเจกบุคคล รวมถึงการให้ความร่วมมือช่วยเหลือซึ่งกันและกันในระหว่างประเทศ
จากข้อมูลปี 2558 ยูเนสโกขึ้นทะเบียนวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของประเทศต่างๆ ไปแล้ว 365 ชิ้นด้วยกัน วัฒนธรรมที่ได้รับการยกย่องเป็นมรดกโลกนั้น นอกจากจะสร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศแล้ว ยูเนสโกยังระดมเงินบริจาคเพื่อช่วยบำรุงรักษาให้อีกด้วย
เจ้าหน้าที่จากกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ให้ข้อมูลว่า ที่ผ่านมาประเทศไทยยังไม่เข้าร่วมอนุสัญญาไอซีเอช เนื่องจากรัฐบาลแต่ละยุคสมัยให้ความสำคัญเรื่องนี้แตกต่างกัน และเงื่อนไขของยูเนสโกนั้นประเทศที่จะขอเข้าเป็นสมาชิกต้องมีกฎหมายคุ้มครองวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ด้วย ประเทศไทยยังไม่เคยมีมาก่อน จนกระทั่งวันที่ 1 มีนาคม 2559 มีการประกาศใช้ “พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม พ.ศ.2559” โดยเนื้อหาบางส่วนมาจากอนุสัญญาไอซีเอช
โดยแบ่งวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้หรือภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมเป็น 6 รูปแบบด้วยกัน ได้แก่ 1.วรรณกรรมพื้นบ้านและภาษา เช่น นิทานพื้นบ้าน ปริศนาคำทาย บทร้องพื้นบ้าน สำนวนภาษา สุภาษิต 2.ศิลปะการแสดง เช่น ดนตรี ท่าเต้นรำ การร่ายรำ 3.พิธีกรรม ประเพณี เทศกาล เช่น มารยาท งานเทศกาลที่สืบทอดกันมา 4.ธรรมชาติและจักรวาล เช่น อาหาร โหราศาสตร์ แพทย์แผนไทย นวดไทย 5.งานช่างฝีมือดั้งเดิม เช่น การย้อมผ้า เครื่องจักสาน 6.การละเล่นพื้นบ้าน กีฬาพื้นบ้าน
“ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนรอกระทรวงการต่างประเทศสมัครเข้าร่วมภาคีในอนุสัญญาไอซีเอช ระหว่างนี้หน่วยงานรัฐกำลังช่วยกันดำเนินการคือ รวบรวมภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของไทยมาทำเป็นฐานข้อมูล ที่ผ่านมาแต่ละกระทรวงหรือจังหวัดมีการอนุรักษ์ส่งเสริมมาตลอด แต่ไม่ได้จัดทำเป็นระบบเท่านั้น และต้องทำแผนการส่งเสริมปกป้องคุ้มครองด้วย โดยเฉพาะวัฒนธรรมที่เสี่ยงต่อการสูญหายหรือไม่มีใครสืบทอดต่อ”
ส่วนเรื่องการขึ้นทะเบียน “โขน” เป็นมรดกโลกตามอนุสัญญาไอซีเอชนั้น เจ้าหน้าที่ข้างต้นยอมรับว่า สำหรับข้อมูลศิลปการแสดงของกัมพูชาค่อนข้างมีความสับสน เนื่องจากเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้วกัมพูชายื่นเรื่องขอขึ้นมรดกโลก “ละโคนพระกรุณา” (Royal ballet of Cambodia) ที่มาจากวรรณกรรมรามายณะ ตัวแสดงสวมใส่ศีรษะเหมือนโขนของไทย ซึ่งก็เข้าใจว่ายูเนสโกได้ขึ้นทะเบียนให้ไปเรียบร้อยแล้ว พอรัฐบาลไทยหลังประกาศใช้ “พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม” ก็มีนโยบายให้กรมส่งเสริมวัฒนธรรมเตรียมการส่งรายชื่อมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของไทยเป็นมรดกโลกของยูเนสโก 5 รายการ คือ โขน นวดแผนไทย โนรา มวยไทย และสำรับอาหารไทย เมื่อได้เข้าเป็นภาคีในอนุสัญญาไอซีเอชก็จะ “โขน” เป็นรายการแรก
“จากนั้นก็เป็นข่าวว่า กัมพูชาไม่พอใจ เพราะกำลังจะเสนอ “Lakhon khol” ขึ้นเป็นมรดกโลกอีกรายการหนึ่ง นอกเหนือจาก “ละโคนพระกรุณา” ที่เราเข้าใจว่าเป็นโขนแบบกัมพูชามาตลอด เพราะภาษาอังกฤษคือ Royal ballet of Cambodia ช่วงนี้คงต้องศึกษารายละเอียดอีกครั้งว่า กัมพูชาจะขอขึ้นทะเบียนการแสดงอะไรกันแน่” เจ้าหน้าที่ข้างต้นกล่าว
ทั้งนี้ หลักการของยูเนสโกกำหนดแน่ชัดว่า จะธำรงรักษาไว้ซึ่งความหลากหลายทางวัฒนธรรมเพื่อส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืน ดังนั้นการพิจารณาขึ้นทะเบียนมรดกโลกทางวัฒนธรรมฯ คือการส่งเสริมให้แต่ละประเทศสงวนรักษาและคุ้มครองวัฒนธรรมไว้เป็นมรดกของโลก
“โขน” จะได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกหรือไม่นั้น คำตอบจากยูเนสโกน่าจะมี 3 รูปแบบด้วยกัน คือ 1.ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในเวลาไม่นานนัก หากการแสดง ”โขน” แสดงถึงเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมเฉพาะของไทยอย่างแท้จริง 2.ได้ขึ้นทะเบียนมรดกโลกร่วมกับประเทศอื่นที่มีการแสดงคล้ายโขน และ 3.ยูเนสโกยังไม่ขึ้นทะเบียนให้ แต่ส่งเรื่องกลับมาให้รัฐบาลแก้ไขหรือเพิ่มเติมหลักฐานข้อมูลบางประการ
แต่ก่อนที่จะได้บทสรุปนั้น เส้นทางขึ้นทะเบียนมรดกโลก “โขน” ของไทยนั้น ต้องเริ่มจากสมัครเข้าเป็นภาคีในอนุสัญญไอซีเอชให้เรียบร้อยเสียก่อน จากนั้นคือขั้นตอนสำคัญคือ “การรวบรวมข้อมูล” เพื่อเสนอให้กรรมการยูเนสโกพิจารณา การตัดสินของกรรมการยูเนสโกขึ้นอยู่กับข้อมูลที่ไทยส่งให้ว่าครบถ้วนสมบูรณ์เหมาะสมกับการเป็นมรดกโลกเพียงใด ไม่ได้ขึ้นอยู่กับข้อความที่กำลังถกเถียงกันไปมาในกระแสโลกออนไลน์



