
'มี-ไม่มี' ประชามติ ใครได้ ใครเสีย?
ความต้องการของ คสช.คืออะไร? ให้มีประชามติวันที่ 7 สิงหาคม เหมือนเดิม หรือ เลื่อนออกไป หรือ ยกเลิก?
สถานการณ์การเดินไปสู่วันทำประชามติ 7 สิงหาคม เข้มข้นขึ้นอีกระดับจาก 2 ปัจจัย คือ การที่ผู้ตรวจการแผ่นดินส่งคำร้องของกลุ่มภาคประชาชนที่นำโดย “จอน อึ๊งภากรณ์” ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า วรรคสองของมาตรา 61 ในกฎหมายประชามติขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ และอีกเรื่อง การตั้ง “ศูนย์ปราบโกงประชามติ” ของกลุ่ม นปช.
เรื่องการส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า วรรคสองของมาตรา 61 ในกฎหมายประชามติขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่นั้น คงไม่สร้างความหนักใจให้แก่ คสช.เท่ากับเรื่องการตั้งศูนย์ปราบโกง
ในส่วนของการวินิจฉัย “พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ” ชัดเจนแล้วว่า หากศาลรัฐธรรมนูญเห็นในทางเดียวกับผู้ตรวจการแผ่นดินว่า ข้อความในวรรคสองของมาตรา 61 ที่กำหนดว่า “ผู้ใดเผยแพร่ข้อความ ภาพ เสียง ในสื่อหนังสือพิมพ์ วิทยุโทรทัศน์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือในช่องทางอื่นใดที่ผิดไปจากข้อเท็จจริง หรือมีลักษณะรุนแรง ก้าวร้าว หยาบคาย ปลุกระดม หรือข่มขู่ โดยมุ่งหวังเพื่อให้ผู้มีสิทธิออกเสียงไม่ไปใช้สิทธิออกเสียง หรือออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือไม่ออกเสียง ให้ถือว่าผู้นั้นกระทำการก่อความวุ่นวาย” ขัดรัฐธรรมนูญ เพราะถ้อยคำ “รุนแรง ก้าวร้าว หยาบคาย” มีความไม่ชัดเจน คลุมเครือ ประชาชนอาจจะสับสน ไม่กล้าแสดงความคิดเห็น ขัดต่อเจตนารมณ์ของการออกเสียงประชามติ และอาจจะมีการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ตีความหมายของถ้อยคำดังกล่าวจนอาจนำไปสู่การดำเนินการกับประชาชน
แต่ผลก็แค่ทำให้ข้อความในวรรคนี้ตกไปเท่านั้น ไม่ได้ส่งผลให้กฎหมายฉบับนี้ตกไปทั้งฉบับ ไม่ส่งผลกระทบต่อวันลงประชามติที่กำหนดไว้ในวันที่ 7 สิงหาคม หรือหาก กกต.และผู้เกี่ยวข้องเห็นว่าจำเป็นอย่างมากที่ต้องมีข้อความในวรรคสอง ก็ไปแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายประชามติโดยเร็ว
อย่างไรก็ตาม หากต้องการขยับวันลงประชามติออกไป ก็ทำได้ แต่เนื่องจากวันที่ 7 สิงหาคม ตกอยู่ในวันที่ 116 แล้ว จากที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้ต้องมีการทำประชามติภายใน 120 วันนับจากวันที่ กรธ.ส่งคำอธิบายสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญต่อ กกต. หากจะขยับวันลงประชามติออกไปจากนั้นจำเป็นต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราว
สรุปคือ ผลอย่างมากที่จะเกิดขึ้นจากการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ คือ เลื่อนวันประชามติออกไป ไม่ใช่ “ยกเลิก”
ส่วนการตั้งศูนย์ปราบโกงประชามติของ นปช.นั้น แม้ “จตุพร พรหมพันธุ์” ประธาน นปช.จะบอกว่า ไม่ได้ตั้งศูนย์มาเพื่อยั่ว คสช. แต่ในทางการเมืองก็ยากที่จะมองเป็นอย่างอื่น
วันแถลงเปิดศูนย์เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา หวิดเกิดเรื่อง หลังจากเจ้าหน้าที่ทั้งตำรวจและทหารไปเจรจา ข่าวที่ออกมามีทั้งไปเจรจาเพื่อขอไม่ให้มีการแถลงข่าว และไม่ให้เปิดศูนย์ แต่สุดท้าย “จตุพร” และพรรคพวกก็ “ย้อนศร” ด้วยการเอาคำพูดของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช.มาอ้าง จนทำให้อีกฝ่ายอึ้ง ทำอะไรไม่ได้
"พล.อ.ประยุทธ์เคยระบุว่า สามารถเปิดศูนย์ได้ แต่ต้องจับตัวเองด้วยหากโกง จะจับทุกฝ่ายที่โกง ใครก็ตามที่มาสั่งห้ามไม่ให้เปิดศูนย์เท่ากับขัดคำสั่ง พล.อ.ประยุทธ์ อย่ามีเรื่องกัน การทำแบบนี้เท่ากับทำลายเกียรติภูมิของนายกฯ” เหตุผลของจตุพรที่ทำให้เจ้าหน้าที่ทำอะไรไม่ได้
วันที่ 19 มิถุนายนนี้ จะเปิดศูนย์ปราบโกงประชามติทั่วประเทศ ตอนนี้ฝั่ง นปช.เริ่มออกมาปล่อยข่าวว่า มีการส่งเจ้าหน้าที่ทหารเข้าไปพบแกนนำแต่ละจังหวัดเพื่อคุกคามการจัดตั้งศูนย์ปราบโกง
ถามว่า เจตนาจริงๆ ของ นปช.ในการตั้งศูนย์ปราบโกงขึ้นมาคืออะไร คำตอบคือ นี่คือยุทธศาสตร์ในการต่อสู้กับ คสช.ในเกมประชามติ ที่ทุกฝ่ายยกเว้นฝ่าย คสช.อยู่ในลักษณะ “ถูกล็อก” ทำอะไรได้ยาก เพราะไม่เปิดให้มีการรณรงค์ หรือชี้นำไปทางใดทางหนึ่ง
“การตั้งศูนย์ปราบโกง” จึงเป็นสิ่งที่ทำให้ฝ่าย คสช.เข้าไปจัดการอะไรได้ยาก เพราะปกติในการเลือกตั้งที่ผ่านมาจะมีองค์กรต่างๆ เข้ามาทำกิจกรรมเพื่อส่งเสริมให้การใช้สิทธิเป็นไปอย่างโปร่งใส ปราศจากทุจริต แม้จะมีคนใน คสช.ออกมาพูดในลักษณะอยากจะเข้าไปจัดการ เพราะถือเป็นการเคลื่อนไหวทางการเมือง แต่ก็ทำได้ยาก
เป้าหมายของฝ่าย นปช. หรือฝ่ายเพื่อไทย หรือ “ฝ่ายทักษิณ” ในตอนนี้ คือ จะต้องล้มร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้ได้ ไม่ว่าจะด้วยการระดมคนออกมาโหวตคว่ำร่างรัฐธรรมนูญนี้ให้ได้ หรือ “ล้มประชามติ”
แน่นอนคนที่มีอำนาจสั่งล้มประชามติได้คือคสช. แต่ก่อนจะไปถึงจุดนั้นก็ต้องมี “สถานการณ์ที่สุกงอม” ก่อน
ทั้งนี้ ทางฝ่ายเพื่อไทยประเมินว่า หากมีการทำประชามติตามกำหนดเดิมคือ 7 สิงหาคม คสช.ก็ย่อมต้องการให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ และคงต้องระดมทุกสรรพกำลังเพื่อให้ทั้งร่างรัฐธรรมนูญ และ “คำถามพ่วง” ผ่านไปให้ได้
“ก่อนหน้านี้อาจจะมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนกันในซีกเพื่อไทยว่า ให้รับร่างรัฐธรรมนูญไปก่อน เพราะมั่นใจว่า หากเลือกตั้งเราก็ชนะแน่นอน แล้วค่อยไปแก้รัฐธรรมนูญทีหลัง แต่ชัดเจนว่า คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญได้วางกลไกให้ไม่สามารถแก้รัฐธรรมนูญได้ แม้ชนะเลือกตั้งเข้ามาเป็นรัฐบาลก็ไม่สามารถทำอะไรได้ แก้รัฐธรรมนูญก็ไม่ได้ ดำเนินนโยบายของตัวเองก็ไม่ได้ เพราะมีสารพัดกลไกในร่างรัฐธรรมนูญนี้ล็อกเอาไว้ ตอนนี้จุดยืนของพวกเราจึงชัดเจนว่า ต้องคว่ำร่างรัฐธรรมนูญนี้ให้ได้ การจะคว่ำได้ก็ออกมาใช้สิทธิกันให้มากๆ และโหวตไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่บอยคอตด้วยการไม่ออกมาใช้สิทธิ เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นจะเข้าทาง คสช.” แหล่งข่าวจากพรรคเพื่อไทยกล่าว
ฝ่ายเพื่อไทยมองว่า การตั้งศูนย์ปราบโกงขึ้นมาจะทำให้ฝ่าย คสช.ขยับได้ยากขึ้น
“สมัยนี้โกงได้ยาก เพราะเครื่องมือการสื่อสารสารพัดอย่าง หากมีการโกงจริงปิดบังไม่ได้แน่ นอกจากนี้การจัดอบรมครู ค. คือ เอาตัวแทนระดับชุมชนมาช่วยประชาสัมพันธ์ร่างรัฐธรรมนูญยิ่งจะกลายเป็นจุดอ่อนให้ฝ่ายรัฐบาล เพราะไม่สามารถรู้ได้ว่าคนที่มาเป็น ครู ค. คนไหนคิดอย่างไร”
นอกจากนี้การตั้งศูนย์ขึ้นมายังเป็นโอกาสในการสร้างกระแสให้คนสนใจและออกมาใช้สิทธิให้มากขึ้นด้วย
“การตั้งศูนย์ปราบโกงประชามติ” จึงถือว่าได้สองเด้ง ได้ทั้งสอดส่องการใช้อำนาจของฝ่าย คสช. และสร้างกระแสให้คนออกมาใช้สิทธิเพื่อคว่ำร่างรัฐธรรมนูญ
“การที่ คสช.ยังไม่ผ่อนคลายกฎ ไม่อนุญาตให้พรรคประชุมได้ ทำให้พรรคไม่สามารถมาประชุมเพื่อถกประเด็นสำคัญๆ ให้เข้าใจตรงกันได้ แม้ยังสามารถเคลื่อนไหวทางอื่นได้ เพราะตอนนี้มีช่องทางการติดต่อสื่อสารสะดวก โดยเฉพาะทางเฟซบุ๊กและไลน์ แต่การไม่ได้มาประชุมอยู่ด้วยกันก็ทำให้เข้าใจอะไรผิดๆ ไปได้ เช่นที่ก่อนหน้านี้มีอดีต ส.ส.ของพรรคบางคน ไปบอกว่าให้รับร่างรัฐธรรมนูญไปก่อน เพราะมั่นใจว่ายังไงเราก็จะชนะเลือกตั้ง แต่ถ้าได้มาประชุมถกเถียงกันจะเห็นชัดเลยว่า เอาแบบนั้นไม่ได้ เพราะรัฐธรรมนูญนี้วางกลไกล็อกว้หมด ถ้าหลุดเข้าไปในกลไกนี้จะออกมาไม่ได้ ทำอะไรก็ไม่ได้ พอประชุมไม่ได้ กว่าจะเข้าใจตรงกันได้ว่าต้องออกมาใช้สิทธิคว่ำร่างรัฐธรรมนูญเท่านั้นก็ใช้เวลานาน” แหล่งข่าวจากพรรคเพื่อไทยกล่าว
แต่นี่ก็เป็นหมากเกมล่าสุดในสถานการณ์ล่าสุดของฝั่งเพื่อไทยเท่านั้น ยังคงต้องจับตาแต่ละช็อตจากนี้ต่อไป
กระนั้นก็ตาม หากมองเกมใหญ่ทั้งกระดาน คสช.ก็ยังเป็น “ผู้คุมเกม” อยู่
คำถามคือ ความต้องการของ คสช.คืออะไร? ให้มีประชามติวันที่ 7 สิงหาคม เหมือนเดิม หรือ เลื่อนออกไป หรือ ยกเลิก?
แน่นอน คสช.คงต้องการให้มีประชามติในวันเดิม แต่ก็ต้องหมายถึงว่าหากมีประชามติแล้ว ทั้งร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงต้องผ่านออกมาให้ได้
แต่หากไม่มั่นใจ หรือมั่นใจว่าผลจะไม่เป็นเช่นนั้น คสช.คงต้องมองเกมใหม่ โดยเฉพาะเมื่อเห็นผล “โพลล์ลับ” ของแต่ละฝ่าย!!
---------------------------
(คม วิเคราะห์ การเมืองรอบสัปดาห์ : 'มี-ไม่มี' ประชามติ ใครได้ ใครเสีย? : โดย...สมฤทัย ทรัพย์สมบูรณ์ (@jin_nation) สำนักข่าวเนชั่น)



