
ฉากทัศน์การเมืองหลังประชามติ‘ไชยันต์’ชี้มีโอกาสรัฐประหารอีก
ฉากทัศน์การเมืองหลังประชามติ‘ไชยันต์’ชี้มีโอกาสรัฐประหารอีกรอบ : สัมภาษณ์พิเศษ โดยนัฏฐิกา โล่ห์วีระ ผู้สื่อข่าว NOW26
แน่นอนว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งถูกกำหนดให้เป็นกติกาประเทศ ย่อมมีนัยทางการเมืองอย่างแน่นอน
ยิ่งการจะประกาศใช้รัฐธรรมนูญได้ ต้องผ่านประชามติจากประชาชนคนไทยทั้งประเทศ นัยทางการเมืองและเดิมพันจึงสูงขึ้นไปอีก
ศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร นักรัฐศาสตร์ชื่อดังจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รับอาสาคลี่นัยการเมืองของประชามติและร่างรัฐธรรมนูญ
O นัยแห่งการออกเสียงประชามติในฐานะประชาชนคนไทยทั่วไปคืออะไร?
ให้พิจารณาว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ประชาชนต้องการไหม ร่างรัฐธรรมนูญนี้จะแก้ไขปัญหาประเทศชาติได้หรือไม่ ถ้าคิดว่ายังไม่แก้ ก็ไม่รับ ถ้าคิดว่าแก้ได้ ก็รับ
O แต่แน่นอนว่านัยทางการเมืองคงไม่ใช่แค่นี้
มีลักษณะไม่ได้พิจารณาเนื้อหาจริงๆ ในร่างรัฐธรรมนูญ เพราะถ้าเป็นฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองของรัฐบาล ก็จะไม่รับร่าง
O เนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญบางส่วน รวมทั้งคำถามพ่วง ถูกมองว่าไม่เป็นประชาธิปไตย แต่เอามาทำประชามติ จะขัดหลักการในตัวของมันเองหรือเปล่า?
แล้วแต่จังหวะเวลาของสังคมนั้นๆ หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง สภาสูง (วุฒิสภา) ก็ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ในตอนนั้นก็มีข้อขัดแย้งว่าใครจะเป็นผู้แต่งตั้ง
ในต่างประเทศอย่างอังกฤษ ในสมัยหนึ่ง จนถึงตอนนี้ สภาสูงก็ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง จึงเป็นเรื่องของแต่ละประเทศ หรือในบางประเทศสภาสูงต้องมีอัตราส่วนตัวแทนของเชื้อชาติต่างๆ คำถามจึงอยู่ที่ว่า เราเห็นว่าถ้าวุฒิสภาไม่ได้มาจากการเลือกตั้งไม่เป็นประชาธิปไตย ไอ้คำกล่าวนี้เนี่ย คงใช้ไม่ได้ เพราะบางประเทศก็ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง
ประเด็นอยู่ที่ว่าถ้าฝ่ายที่ต้องการให้วุฒิสภามาจากการเลือกตั้ง เขาสามารถหาทางป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำรอยประวัติศาสตร์ในประเทศไทยที่มีสภาผัวเมีย คือประชาชนเลือก ส.ส. และเลือกญาติ ส.ส.มาเป็น ส.ว. หรือ ส.ว.เป็นพวกเดียวกับ ส.ส.ได้หรือไม่ เราสามารถออกแบบการเลือกตั้งไม่ให้เป็นพวกเดียวกันได้หรือไม่
ถ้าคนที่อยากให้วุฒิสภามาจากการเลือกตั้งเพื่อให้ยึดโยงกับประชาชน ผมก็ไม่ได้ว่าอะไร ก็ให้สร้างระบบเลือกตั้งที่ไม่มีฐานเสียงเดียวกันกับ ส.ส. ถ้าหาทางออกไม่ได้ก็มี 2 อย่างคือ ไม่ต้องมี ส.ว. หรือถ้ามีก็ต้องมาจากอีกภาคส่วนหนึ่ง เพื่อถ่วง ส.ส. เพราะการมีสองสภาคือมีไว้ถ่วงดุลและกลั่นกรองกัน
O ส.ว.ในร่างรัฐธรรมนูญของนายมีชัย ฤชุพันธุ์ จะช่วยถ่วงดุลได้จริงหรือ?
ถ่วงดุลได้แน่ เพราะไม่ได้มาจากฐานเดียวกันกับ ส.ส. และยังมาจากการแต่งตั้งด้วย คือคัดสรรกันมา แต่ประเด็นคือกลัวว่าจะถ่วงกันเกินไปจน ส.ส.ที่มาจากประชาชนไม่สามารถสะท้อนความต้องการของประชาชนได้
O เป็นที่ทราบกันดีว่าประชามติเป็นทางออกของสังคมประชาธิปไตยที่มีความเห็นแตกต่าง แต่การทำประชามติครั้งนี้ของประเทศไทย จะเป็นทางออกหรือเป็นทางตันของประเทศ?
การทำประชามติครั้งนี้จะทำให้ความขัดแย้งยุติ ถ้าเสียงข้างมากเขาเอา (หมายถึงรับร่างรัฐธรรมนูญ) มันก็เป็นทางออก หลังจากขัดแย้ง มันก็มีกลไกที่จะบอกว่าเรื่องนี้จะจบอย่างไร
ประเด็นคือ การทำประชามติมีอยู่ 2 แบบ แบบหนึ่ง แค่เสียงผ่าน ชนะแค่เกินครึ่ง กับอีกแบบหนึ่งคือต้องกำหนดเสียงข้างมากแบบพิเศษ เช่น มากกว่า 2 ใน 3 หรือ 3 ใน 5 แต่ของเราไม่ได้ใช้การทำประชามติเสียงข้างมากแบบพิเศษ ผลออกมาอาจแค่ก้ำกึ่ง แตกต่างกันเล็กน้อย อันนั้นจะเป็นปัญหาที่ไม่ได้ชนะแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด
อีกอย่างถ้าบรรยากาศการทำประชามติไม่เปิดกว้างเสรี อาจจะถูกหยิบยกว่าเป็นการทำประชามติที่ไม่ชอบธรรม มันก็เลยอาจไม่ใช่ทางออกก็ได้ สำหรับเวลาที่ยังเหลืออยู่ขณะนี้ ถ้าเปิดให้มีเวทีแสดงความเห็น ก็อาจช่วยทุเลาลงได้
ทีนี้การเปิดให้มีการรณรงค์อย่างเต็มที่ ข้อดีคือมีข้อมูลความคิดเห็นของแต่ละฝ่ายวิ่งเข้าไปในพื้นที่สาธารณะ ประชาชนก็จะได้รับฟัง แต่ข้อเสียคือ ถ้าประชาชนไม่มีความเป็นตัวของตัวเอง การรณรงค์อย่างเต็มที่ ถ้าใครรณรงค์หนักมือ มีอิทธิพล ประชาชนก็ตามกระแส รับ ไม่รับก็ตาม
เพราะฉะนั้นถ้าเป็นสังคมที่มีความเป็นปัจเจกชนสูง ต่อให้รณรงค์หนักแค่ไหนประชาชนก็มีความเป็นตัวของตัวเอง ในวินาทีสุดท้ายก่อนหย่อนบัตรเขาจะคิดด้วยตัวเขาเองว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะเป็นประโยชน์ต่อตัวเขาและสาธารณะแค่ไหน แต่บ้านเราความเป็นตัวของตัวเองไม่ค่อยมีโอกาสตามกระแสสูงมาก
ด้วยเหตุนี้เขา (หมายถึงผู้มีอำนาจ) จึงไม่อยากให้กลุ่มขั้วการเมืองออกมา เพราะถ้ากลุ่มคุณสุเทพ (นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตแกนนำ กปปส.) ออกมาบอกว่ารับ คนในกลุ่ม กปปส.ก็ยังไม่ทันได้อ่านหรือคิดด้วยตัวเองอย่างจริงจัง เมื่อผู้นำบอกรับก็รับ
ในขณะเดียวกัน ถ้าจตุพร (จตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช.) บอกไม่รับ คนจำนวนหนึ่งก็ยังไม่ได้อ่าน ไม่คิด ก็ไม่รับ นี่คือปัญหาของบ้านเราที่ไม่มีความเป็นตัวของตัวเอง ประชาชนคงเปลี่ยนแปลงไม่ได้ทันทีภายในวันที่ 7 สิงหาคม เพราะฉะนั้นผลประชามตินี้อาจไม่ใช่ผลสะท้อนความคิดของประชาชนแต่ละคนได้จริง ก็จะกลายเป็นตามกระแสไป
O อนาคตการเมืองไทย ระหว่างประชามติผ่านกับไม่ผ่านจะเป็นอย่างไร?
ถ้าร่างรัฐธรรมนูญผ่าน แล้วคำถามพ่วงไม่ผ่าน ร่างรัฐธรรมนูญนี้ก็จะถูกนำมาใช้ ระยะเวลาเลือกตั้งชัดเจนตามโรดแม็พที่วางไว้ รัฐธรรมนูญก็เป็นไปตามที่ร่าง ขึ้นอยู่กับว่ากฎหมายลูกจะลงรายละเอียดอย่างไร ก็จะมีความชัดเจนเรื่องการเลือกตั้ง นักการเมืองก็คงเตรียมตัว บรรยากาศก็คลี่คลาย เพราะมีกำหนดเลือกตั้งชัดเจน เป็นความชอบธรรมของ คสช.ว่าจะไม่ยืดเยื้อ ในช่วงเวลาก่อนเลือกตั้ง รัฐบาลรักษาการก็ไม่ได้เป็นประชาธิปไตย ซึ่งเป็นอย่างนี้ทั่วโลก แต่ความชอบธรรมของรัฐบาลขณะนี้คือกำหนดว่าเขาจะไป ถ้าร่างรัฐธรรมนูญผ่าน ทุกอย่างจะปลดล็อก คุณจะไปด่าอะไรอีกเพราะจะมีเลือกตั้ง ต่างประเทศก็คลี่คลาย
ส่วนกรณีที่คำถามพ่วงผ่าน จะเห็นภาพชัดเจนว่า ส.ว.มีสิทธิ์ร่วมเลือกนายกรัฐมนตรีใน 5 ปีแรก ประชาชนที่ลงมติให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านและคำถามพ่วงผ่าน ก็จะมีความมั่นใจว่าเส้นทางอนาคตการเมืองจะอยู่ในกรอบอะไรบ้าง นักลงทุนเองก็จะเห็นภาพว่าอีก 5 ปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร
นักการเมืองที่เริ่มรู้ตัวว่ารัฐธรรมนูญนี้อาจไม่เอื้อให้หัวหน้าพรรคเป็นนายกฯ อาจจะมีกระแสไม่พอใจ แต่ทำอะไรไม่ได้มาก เพราะถ้าต่อต้านร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงที่ผ่านประชามติแล้ว จะย้อนแย้งยังไงชอบกล แต่ก็จะหยิบยกบรรยากาศที่ไม่เสรี และวาทกรรมเก่าๆ ที่รัฐธรรมนูญไม่ได้เป็นประชาธิปไตยเพราะมาจากรัฐบาลทหารขึ้นมาตอกย้ำ ซึ่งคิดว่าไม่ได้มีผลอะไรมากนัก เหมือนสมัยก่อนตอนรัฐธรรมนูญปี 50 ที่ถูกกล่าวว่าเป็นผลไม้พิษจากต้นไม้ที่เป็นพิษ
นั่นก็คือภาพที่ทั้งร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงผ่าน นักการเมืองไม่แฮปปี้ แต่ไม่คิดว่าจะหมดอนาคตของนักการเมืองเสียทีเดียว คิดว่าระบบเลือกตั้งนี้ไม่ได้ถึงขนาดจะทำให้พรรคการเมืองเสียงแตก ถ้าพรรคสามารถรวบรวมผู้คนทุกมุ้งได้ คนประมาณ 80–90% ในเขตเลือกตั้งยังเลือกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งอยู่ คะแนนก็ไม่หนีไปไหน แต่ปัญหาตอนนี้คือเริ่มเห็นการแตกมุ้ง แต่คิดว่าถ้าพรรคเพื่อไทยหรือพรรคประชาธิปัตย์ยังสามารถบูรณาการความเป็นปึกแผ่นของตัวเองได้ ก็จะยังได้คะแนนเสียงมาก
ทีนี้ ส.ว.เอง ถ้าคำถามพ่วงผ่านแล้วมีสิทธิ์เลือกนายกฯ การที่ ส.ว.จงใจเลือกคนนอกที่ไม่ได้อยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองเสนอก่อนเลือกตั้งตามร่างรัฐธรรมนูญ ประชาชนก็จะรู้สึกว่าเป็นการสืบทอดอำนาจชัดเจนเกินไป ฉะนั้นก็อาจรอให้โอกาส ส.ส.ในสภาเคลื่อนไหว ถ้าสามารถรวบรวมเสียงได้ และไม่ได้มีความแตกแยก ภาพไม่ได้เลวร้ายขนาดไปใช้บริการคนนอก เพียงแต่สภาผู้แทนราษฎรต้องคุยกันให้ลงตัว แต่ถ้ายังเป็นพรรคการเมืองที่ไม่ยอมกันและกัน เสียง ส.ว.ก็จะผนึกกำลังได้ เพราะมาจากการแต่งตั้งพวกเดียวกันหมด การเมืองก็จะไปอีกทาง ฉะนั้นจึงมองว่ายังมีทางออกอยู่
กรณีร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน ก็ต้องร่างใหม่ แต่ไม่รู้ว่าจะร่างแบบไหน ไม่มีคำตอบล่วงหน้า ประชาชนที่รอการเลือกตั้งก็จับตาดู คสช.ว่าจะต้องตั้งคณะกรรมการร่างใหม่ ใช้เวลาอีกเท่าไหร่ และจะยื้อเวลาไปอีกนานแค่ไหน ต่างประเทศก็มองว่าไม่เป็นไปตามสัญญาที่เคยบอกจะมีเลือกตั้งปี 59 แล้วเลื่อนมาเป็นปี 60
ทีนี้ถ้ารัฐธรรมนูญไม่ผ่าน ก็ไม่ใช่ความผิดของ คสช.หรือคนร่าง แต่สิ่งที่เป็นภาระของ คสช.คือต้องแบกภาระ ยกเว้นว่าจะหยิบร่างรัฐธรรมนูญฉบับเก่ามา และรีบจัดให้มีการเลือกตั้งภายในปี 2560 ต้องรีบประกาศออกมาว่าจะเอาอย่างไรถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน เพราะฝ่ายที่เคลื่อนไหวว่าร่างนี้ไม่ดี เมื่อร่างไม่ผ่านก็คงพอใจ แต่สิ่งที่ต้องการให้ร่างไม่ผ่าน ไม่ใช่แค่เพราะไม่ดี แต่เขาต้องการสร้างความกดดันให้ คสช.ด้วย และชี้ให้เห็นว่า คสช.ยื้อแน่นอน
สถานการณ์ขณะนี้คือต่างฝ่ายต่างบอกว่ารับ-ไม่รับ แต่ละฝ่ายหายุทธศาสตร์จากการรับหรือไม่รับ บางคนหนุน คสช. ถ้าประชาชนรับร่างก็ดี คสช.ก็ได้ประโยชน์ ไม่รับ คสช.ก็อยู่ต่อ ฝ่ายนักการเมืองถ้าประชาชนรับร่าง เขาก็ได้เลือกตั้ง ถ้าประชาชนไม่รับ ก็จะชี้ให้เห็นว่าคสช.จะยื้อไปอีกนานแค่ไหน ถ้าไม่ผ่านก็เกิดกระแสเช่นนี้ขึ้นมาว่าคสช.จะมาไม้ไหนอีก ทำไมไม่ร่างให้เป็นประชาธิปไตยที่ทุกคนยอมรับ แต่จริงๆ แล้วคนที่ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญนั้นมีหลายพวก เช่น พวกที่ไม่ชอบรัฐประหาร ไม่ชอบ คสช. ก็อาจไม่รับ หรือไม่ก็เพราะชอบ คสช.จึงไม่รับ ให้อยู่ไปนานๆ ไปเลย
แล้วถ้าเกิดไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ แต่คำถามพ่วงประชามติผ่าน อันนี้จะเป็นประเด็นที่น่าสนใจ เพราะร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงไม่ได้เป็นแพ็กเกจเดียวกัน เมื่อแยกแล้วคนที่ไม่รับร่างฯ แต่คำถามพ่วงผ่าน คำถามพ่วงนี้จะติดไปกับร่างฉบับต่อไป และจะสะท้อนอะไรอีกหลายอย่าง ก็จะเป็นความงงๆ ของฝ่ายที่ไม่รับร่างฯ ว่าประชาชนต้องการให้ ส.ว.เป็นแบบนี้ หรือต้องการการสืบทอดอำนาจ จะทำอย่างไร
O พรรคการเมืองบอกว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้แก้ยาก ปัญหาการเมืองจะกลับไปเป็นเหมือนในอดีตที่มีปัญหาเรื่องการพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่?
จริงๆ แล้วรัฐธรรมนูญแก้ไขได้ต่อเมื่อพรรคการเมืองทุกพรรคเห็นด้วย ไม่ใช่แค่พรรคข้างมากก็แก้ได้ มันไม่ใช่การแก้ยาก แต่มันทำให้ไม่มีการใช้เสียงข้างมากลากไป
จริงๆ แล้วถ้าสถานการณ์คลี่คลาย ในประเทศที่มีรัฐประหารก็สามารถนำพาประเทศไปสู่ประชาธิปไตยได้ มีการเลือกตั้งภายใน 2 ปี ส่วนใหญ่กองทัพก็ยังคงมีสิทธิมีเสียงควบคุมพิทักษ์รัฐธรรมนูญที่เขาสร้างมา อย่างในต่างประเทศ ใช้เวลาประมาณ 1 สมัยของเลือกตั้ง เช่น 4-5 ปี พอทุกอย่างอยู่ในภาวะเป็นระเบียบพอดำเนินไปได้ ฝ่ายการเมืองก็จะผนึกกำลังแก้ไขรัฐธรรมนูญได้เอง อย่างตุรกี โปรตุเกส ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นประเทศที่มีรัฐประหาร สามารถนำพาประเทศไปสู่การเลือกตั้งเสรีและเป็นธรรม แต่หลังการเลือกตั้งสมัยแรกทหารยังอยู่ แต่ถึงเวลาจะลงตัว ทหารจะกลับเข้ากรม กอง เพราะถ้าอยู่ต่อ ทหารก็เสียหาย
อย่าไปคิดว่าทหารมีอุดมการณ์ประชาธิปไตย ทหารมองว่าถ้าปล่อยให้ประเทศแตกแยก กองทัพจะแตกด้วยเป็น 2 ฝั่ง ถ้าประชาชนลุกฮือต่อต้านรัฐบาล กองทัพจะเลือกเข้าข้างประชาชนหรือรัฐบาล ทหารต้องดูทิศทางลม ถ้ารัฐบาลยังคุมเกมได้อยู่ ทหารก็จะอยู่ข้างรัฐบาล กองทัพก็อยู่เฉยๆ แต่ถ้าประชาชนลุกฮือขึ้นเรื่อยๆ แล้วแถมมีมหาอำนาจส่งการสนับสนุนประชาชน กองทัพก็จะเข้ามาดูว่ามาเป็นพระเอกเองดีกว่าไหม ไม่อย่างนั้นกองทัพก็จะต้องแตกไปด้วย
สำหรับในกรณีประเทศไทยก็มี เช่น ทหารแตงโม ทหารสับปะรด เพราะฉะนั้นอย่าไปคิดว่าทหารมีอุดมการณ์ประชาธิปไตย ให้มองว่ากองทัพมีผลประโยชน์ของกองทัพ เพราะในบริบทปัจจุบัน การเมืองระหว่างประเทศทำให้เผด็จการทหารอยู่ยาก สมัยสงครามเย็น เผด็จการทหารอยู่ได้ เพราะมหาอำนาจตะวันตกเลือกสนับสนุนเผด็จการทหารดีกว่าปล่อยให้รัฐบาลตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของฝ่ายซ้ายหรือคอมมิวนิสต์ แต่สมัยนี้ไม่ใช่ เพราะฉะนั้นถึงอย่างไรกองทัพก็ต้องถอย
แต่ประเด็นคือ ตุรกี กับโปรตุเกส ปกครองด้วยระบอบประธานาธิบดี ไม่มีระบบกษัตริย์ เพราะฉะนั้นปัจจัยของเราเป็นปัจจัยพิเศษ เนื่องจากกองทัพไม่ได้มองแค่รัฐบาลขัดแย้งกับประชาชน กองทัพต้องคิดถึงความเข้มแข็ง ความมั่นคงเสถียรภาพของสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วย นั่นคือปัจจัยสำคัญที่ต้องนำมาพิจารณาด้วย
ย้อนกลับไปที่บทบาทของพรรคการเมือง สมมุติพรรคการเมืองจูบปากกัน เพื่อให้นายกฯ มาจาก ส.ส. ก็เป็นไปได้ แต่ต้องให้พรรคการเมืองสามัคคีกัน ต้อง 375 เสียงจาก 500 เสียง ซึ่งยากมาก แต่มันทำให้พรรคการเมืองประนีประนอม ถึงแม้มันยาก แต่มันเป็นสิ่งที่อยากให้เกิดขึ้นไม่ใช่หรือ ยากแต่ไม่ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้เลย
ขณะเดียวกัน ประชาชนก็จะดูว่า ถ้าคำถามพ่วงผ่าน ส.ว.จะตั้งท่ารับใช้นายกฯ คนนอกเลย มันก็จะเห็นว่าเป็นสภาทาส ไม่ต่างจากสมัยนักการเมือง สมัยทักษิณ (ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ) แล้วถ้าคนนอกบริหารไม่เก่ง กองทัพจะลงเหวทันที โดยถ้าเชิญคนนอกที่เป็นทหารมาเป็นนายกฯ แล้วบริหารไม่ดี ก็อาจเกิดการรัฐประหารอีก เพราะกองทัพไม่ยอมให้ผู้นำเกษียณไปแล้วสืบทอดอำนาจบริหารไม่ดี
ฉะนั้นบทบาทของ ส.ว.ถ้ารีบร้อน บีบ กดดัน ตั้งแง่ต่อรองกับ ส.ส.เพื่อให้ได้คนนอกเป็นนายกฯ ก็จะเห็นภาพของสภาทาส คือ ส.ว.เป็นทาส ถ้าเรียกร้องให้คนนอกเป็นทหาร แล้วปรากฏว่าทหารบริหารไม่ดี แล้วรัฐธรรมนูญแก้ไม่ได้ โอกาสเกิดรัฐประหารอีกมีสูงมาก เพราะกองทัพไม่ยอมล่มสลายไปกับผู้นำที่เกษียณไปแล้ว
ผู้นำทหารที่เกษียณไปแล้ว และมาเป็นนายกฯ ผ่านทางคำถามพ่วง ถ้าบริหารดี กองทัพก็ยินดีค้ำจุน แต่ถ้าไม่ดี กองทัพถือว่าทำไมต้องเอากองทัพไปล่มสลายกับผู้นำที่เกษียณไปแล้วด้วย กองทัพจึงพร้อมรัฐประหาร เพื่อให้กองทัพมีภาพลักษณ์ที่ดี อยู่ต่อกับประชาชนและนักการเมือง
กองทัพก็ต้องมองว่าหมากตัวไหนที่เล่นแล้วเขาปลอดภัยที่สุด ถ้าสุ่มเสียงทำรัฐประหารกับรัฐบาลที่ทำงานดีแล้ว กองทัพก็แย่ แต่ถ้ารัฐประหารรัฐบาลที่ไม่มีประสิทธิภาพ ก็เป็นผลประโยชน์ของประชาชน และเป็นผลประโยชน์ของกองทัพด้วย



