
อย่าเต้นตามโขน
อย่าเต้นตามโขน : โดยวิธีของเราเอง โดยไพฑูรย์ ธัญญา
กรณีการขอจดทะเบียนโขนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม ที่มีข้อถกเถียงกันระหว่างไทยกับกัมพูชาในขณะนี้ เป็นเรื่องที่หลายคนออกอาการวิตกกังวล เกรงว่าจะกลายเป็นชนวนนำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างชาติได้ อันที่จริงเรื่องนี้แทบไม่มีอะไรที่เป็นปัญหา เพราะว่าโขนเป็นศิลปะการแสดงที่แพร่กระจายไปทั่วเอเชียอาคเณย์ โดยเฉพาะชาติที่เคยรับอารยธรรมของอินเดียมาก่อน โขนมาพร้อมกับวรรณคดีเรื่องรามายณะ หรือ “รามเกียรติ์” ชาติไหนที่รับเอารามายณะไปก็มักจะมีการแสดงโขน ว่ากันตามตรง โขนไม่ได้เป็นสมบัติของชาติใดชาติหนึ่งโดยเฉพาะ เพราะเมื่อแต่ละชาตินำโขนไปแสดงก็จะปรับปรุง ดัดแปลงให้เหมาะสมและสอดคล้องกับวัฒนธรรมของตน ไม่ว่าจะเป็นการแต่งกาย ท่ารำหรือดนตรีและบทขับร้อง มันจึงกลายเป็นโขนแบบไทย แบบอินโดนีเซีย แบบกัมพูชา ฯลฯ
ผมเคยดูโขนของกัมพูชา ก็เห็นได้ชัดว่า ไม่ได้เหมือนของไทยเสียทีเดียว หรือถ้ามองมาจากฝั่งกัมพูชาก็ต้องว่า โขนไทยก็ไม่เหมือนของเขมรสักเท่าไหร่ ประเด็นมันอยู่ที่ว่า ในอดีตแต่ละชาติก็มักจะพกพาเอาความคิดแบบชาตินิยมเอาไปใส่ไว้ในเรื่องนั้นเรื่องนี้ ไม่เว้นแม้แต่เรื่องศิลปะ วัฒนธรรม ว่ากันให้ถึงที่สุด ศิลปะ วัฒนธรรมนี่แหละ มักเป็นเครื่องมือสำคัญที่แต่ละชาติใช้นิยามหรือแสดงอัตลักษณ์ความเป็นชาติของตนเอง เรามองกันเฉพาะพื้นที่ใครพื้นที่มัน โดยไม่ค่อยได้หันไปมองบ้านเมืองของคนอื่น ก็เลยทึกทักเอาว่า อันนี้เป็นของฉัน อันนั้นเป็นของเธอ
แต่ตอนนี้มันยุคโลกาภิวัตน์แล้ว ความคิดแบบชาตินิยมกลายเป็นเรื่องที่ต้องนำมาทบทวนและใช้ไม่ได้ไปเสียทุกเรื่อง ยิ่งเราเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ยิ่งต้องทบทวนกันใหม่ โลกนับแต่นี้ไปเป็นเรื่องของพหุวัฒนธรรม เรื่องของการข้ามแดนทางภาษาและวัฒนธรรม รวมทั้งประเด็นของเชื้อชาติ เมื่อไม่นานมานี้ ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดงาน “มหกรรมรามายณะอาเซียน” ณ โรงละครแห่งชาติ มีประเทศต่างๆ ในกลุ่มอาเซียนเข้ามาร่วมกันพร้อมหน้าพร้อมตา แต่ละประเทศก็ร่วมกันแสดงโขนกันอย่างสนุกสนาน ตามแบบฉบับและลีลาของตัวเอง มันก็ยืนยันให้เห็นอย่างชัดเแจ้ง เหมือนที่คุณธีรภาพ โลหิตกุล นักเขียนสารคดีอาเซียนมือฉมังและศิลปินแห่งชาติ บอกว่า “โขนคือวัฒนธรรมร่วมของประชาติอาเซียน”
กรณีการจดทะเบียนโขนให้เป็นมรดกโลกทางด้านวัฒนธรรมที่ทำให้เกิดข้อกังขาระหว่างคนไทยกับคนเขมรนั้น จึงเป็นประเด็นของความรู้สึก ที่เราพ่วงพาเอาความเป็นชาติเข้ามาด้วย มันทำให้เกิดรู้สึกถึงความได้เปรียบเสียเปรียบ ความเสียหน้าได้หน้า มีศักดิ์ศรีและเสียศักดิ์ศรี เป็นผลพวงมาจากการปลูกฝังเรื่องประวัติศาสตร์ชาตินิยมในอดีต มันก็เป็นเรื่องธรรมดา ไม่ได้เป็นความผิดร้ายแรงอะไร แต่ทุกวันนี้ในหมู่คนรุ่นใหม่ แนวคิดแบบนี้เริ่มปรับเปลี่ยนไปมากแล้ว
ผมเห็นกระทรวงวัฒนธรรมและนายกรัฐมนตรีออกมาพูดเรื่องนี้ ก็เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า ใครก็มีสิทธิ์จดทะเบียนได้ ไม่ว่าเขมรหรือไทย ดูเกาหลีเหนือ เกาหลีใต้ เขาก็พากันจดทะเบียนกิมจิเหมือนกัน หรือจังหวะเต้นรำที่ชื่อว่า จังหวะแทงโก้ ก็มีประเทศในกลุ่มละตินอเมริกาก็พากันไปจดตั้งหลายประเทศ นี่ก็เป็นเรื่องที่ไม่ต่างจากกรณีของโขนหรือหนังใหญ่ แต่บังเอิญว่าเราเพิ่งไปจดหลังกัมพูชา เพราะก่อนหน้านี้เราไม่ได้สมัครเป็นสมาชิกมาก่อน รัฐบาลชุดก่อนๆ ไม่ค่อยใส่ใจเรื่องทำนองนี้ พอมาขอจดทีหลังก็เลยทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนไปต่างๆ นานา กรณีแบบนี้อาจจะเกิดขึ้นอีกในอนาคต เพราะความจริงก็คือ ประเทศในกลุ่มอาเซียนต่างก็มีรากร่วมทางอารยธรรมและวัฒนธรรมเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของศิลปวรรณกรรม ดนตรี การแสดง อาหารการกิน รวมไปถึงประเพณีพิธีกรรมอีกหลายอย่าง
เมื่อเราเปิดประตูสู่อาเซียน สิ่งหนึ่งที่เราต้องเปิดด้วยก็คือ “ใจ” ของเรา เราต้องเรียนรู้วัฒนธรรมข้ามชาติ ข้ามภาษาและข้ามพรมแดนให้มากกว่านี้ อะไรที่เราเคยรู้สึกและคิดเอาเองว่าเป็นสมบัติของเรา เอาเข้าจริงมันอาจไม่ใช่ก็ได้ ข้อสำคัญก็คือ เราอย่าขยายประเด็นให้มันยุ่งยากและลุกลามมากกว่านี้
พูดง่ายๆ ก็คือ อย่าไปเต้นตามโขนก็แล้วกัน.



