
ยังไงก็เดินหน้า‘ประชามติ’
ยังไงก็เดินหน้า‘ประชามติ’ : ขยายปมร้อน อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ สำนักข่าวเนชั่น
เมื่อผู้ตรวจการแผ่นดินตัดสินใจที่จะส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาว่า พระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2559 มาตรา 61 วรรคสอง ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2557 หรือไม่ ทำให้สังคมเริ่มแสดงอาการหวาดหวั่นว่า “ประชามติ 7 สิงหาคม” จะเกิดขึ้นหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประโยคให้สัมภาษณ์ของผู้ถืออำนาจสูงสุดในปัจจุบันอย่าง “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ที่บอกว่า “ถ้ามันขัดแย้งต้องเลื่อนการลงประชามติออกไปก็ต้องเลื่อน”
อย่างไรก็ตาม มาดูต้นสายปลายเหตุของเรื่องนี้กันก่อน เรื่องเริ่มต้นเมื่อ “จอน อึ๊งภากรณ์” ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) “ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ” อดีต ส.ว. และ “นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ” อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้ไปยื่นเรื่องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่า พระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2559 มาตรา 61 วรรคสอง และวรรคสี่ เป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน ซึ่งขัดต่อรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2557 มาตรา 4 ที่มีใจความระบุว่า “ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคบรรดาที่ชนชาวไทยเคยได้รับการคุ้มครองตามประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขและตามพันธกรณีระหว่างประเทศที่ประเทศไทยมีอยู่แล้ว ย่อมได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญนี้”
เหตุเป็นมาเป็นไปก็เพราะมีการไปจำกัดสิทธิเสรีภาพ ในการแสดงความคิดเห็นของประชาชน โดยการไปอ้างกฎหมายสองวรรคข้างต้น ซึ่งเป็นการตีความในลักษณะคล้ายข่มขู่ให้ประชาชนกลัวไม่กล้าที่จะแสดงความเห็น ทั้งๆ ที่การแสดงความเห็นโดยเสรีเป็นสิทธิและเสรีภาพที่พึงกระทำได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะที่ต้องการการแสดงความเห็นอย่างการทำประชามติเพื่อให้ประชาชนมีความรู้อย่างรอบด้านในเรื่องที่จะไปออกเสียงประชามติ
สำหรับสองวรรคดังกล่าว เป็นเรื่องเกี่ยวกับการระบุลักษณะการกระทำความผิด โดยวรรคสอง บัญญัติว่า “ผู้ใดดำเนินการเผยแพร่ข้อความ ภาพ เสียง ในสื่อหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์หรือในช่องทางอื่นใด ที่ผิดไปจากข้อเท็จจริงหรือมีลักษณะรุนแรง ก้าวร้าว หยาบคาย ปลุกระดม หรือข่มขู่โดยมุ่งหวังเพื่อให้ผู้มีสิทธิออกเสียงไม่ไปใช้สิทธิออกเสียง หรือออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือไม่ออกเสียง ให้ถือว่าผู้นั้นกระทำการก่อความวุ่นวายเพื่อให้การออกเสียงไม่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย”
ส่วนวรรคสี่ เป็นบทกำหนดโทษระบุว่า “ในกรณีการกระทำความผิดตาม (1) (2) (3) (4) (5) หรือ (6) เป็นการกระทำความผิดของคณะบุคคลตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนดสิบปี”
ผลที่สุดผู้ตรวจการแผ่นดินก็มีมติเป็นเอกฉันท์ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา โดยให้เหตุผลว่า การบัญญัติข้อความ “ก้าวร้าว หยาบคาย ปลุกระดม” นั้น เป็นลักษณที่ต้องอาศัยการตีความ ถือเป็นการบัญญัติที่คลุมเครือ เช่นการพูดแบบไหนเป็นคำพูดที่เรียกว่า ก้าวร้าว แบบไหนที่เรียกว่า หยาบคาย และที่สำคัญคือคำว่า “ปลุกระดม” ลักษณะไหนที่เรียกว่าเป็นการปลุกระดม การแสดงความเห็นขนาดไหนที่เรียกว่าเป็นการปลุกระดม การพูดเช่นใดที่เป็นการปลุกระดม ซึ่งล้วนแต่ไม่มีอะไรกำหนดชัดขึ้นกับการตีความทั้งสิ้น ยิ่งประกอบกับการมีโทษทางอาญาเราจึงอาจเห็นสภาพที่เมื่อมีใครแสดงความเห็นแล้วอาจถูกคนที่มองต่างนำไปแจ้งความจับ ซึ่งที่สุดแล้วทุกคนจะอยู่ในภาวะที่นิ่งงันไม่มีใครกล้าแสดงความเห็น
ขณะเดียวกัน การระบุโทษเช่นว่าเป็นการทำให้ประชาชนถูกลิดรอนสิทธิ ทำให้ที่สุดผู้ตรวจการแผ่นดินตัดสินใจส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ
แต่คำถามว่าหากศาลตัดสินว่าขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญแล้วจะเป็นผลที่ทำให้ประชามติครั้งนี้จัดขึ้นไม่ได้หรือต้องเลื่อนไปหรือไม่ คำตอบถึงวันนี้ก็ชัดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นจากบรรทัดฐานที่ผ่านๆ มาของศาลรัฐธรรมนูญ หรือความเห็นของนักกฎหมายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นฝั่งรัฐบาล หรือฝั่งที่ไม่ได้อยู่กับรัฐ ก็เห็นว่า “ประชามติ 7 สิงหาคม” ยังเดินหน้าต่อไปได้
เนื่องจากข้อความในวรรคดังกล่าวนั้น เป็นเพียงรายละเอียดเท่านั้น ไม่กระทบกับสาระสำคัญของการจัดให้มีการออกเสียงประชามติ ยิ่งไปกว่านั้นการที่จะเลื่อนหรือเลิกการทำประชามติต้องใช้ถึงระดับการแก้ไขรัฐธรรมนูญเท่านั้น มิใช่เพียงอำนาจอื่นใดจะทำได้
ดังนั้นไม่ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะตัดสินอย่างไร การทำประชามติก็จะยังคงมีขึ้น ที่น่าสนใจว่าคือการลงประชามติจะอยู่ในสภาวะอย่างไรมากกว่า หากศาลรัฐธรรมนูญลงตราประทับว่าการบัญญัติเช่นว่าถูกต้องก็หมายความว่าการทำประชามติครั้งนี้จะเป็นประชามติที่เงียบงันยิ่ง แต่หากตัดสินว่าขัดรัฐธรรมนูญก็เป็นการเปิดช่องหายใจให้บ้าง แม้จะยังมีระเบียบและประกาศ คสช. อีกหลายฉบับทับถมอยู่ก็ตาม



