คอลัมนิสต์

ติวเข้มนักเจรจาภารกิจกู้วิกฤติตัวประกัน

ติวเข้มนักเจรจาภารกิจกู้วิกฤติตัวประกัน

08 มิ.ย. 2559

ติวเข้มนักเจรจาภารกิจกู้วิกฤติตัวประกัน :  นิธิศ นาเจริญรายงาน 

           เหตุสลด กรณี “ดอกเตอร์” อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยชื่อดังย่านบางเขน ใช้อาวุธปืนปลิดชีพตัวเองระหว่างตำรวจและคนรู้จักพยายามเจรจาต่อรองให้มอบตัว หลังก่อคดียิง 2 ดอกเตอร์ร่วมสถาบันเสียชีวิต หลังเกิดเหตุมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ค่อนข้างมากเกี่ยวกับการทำหน้าที่ของตำรวจชุดปฏิบัติการคลี่คลายคดีในวันเกิดเหตุว่า ทำถูกต้องตามขั้นตอนเหมาะสมแล้วหรือไม่

           หากมองย้อนกลับไป เหตุการณ์ที่ผ่านมาไม่นานเกิดเหตุการณ์เศร้าสลดขึ้น เมื่อมีผู้ก่อเหตุใช้ปืนจี้ตัวเองเป็นตัวประกัน แม้จะใช้ระยะเวลาในการเจรจาต่อรองเกลี้ยกล่อมกว่า 6 ชั่วโมง กระทั่งฟ้าสลัวเจ้าตัวก็ปลิดชีพตัวเองเสียชีวิตทันที เกิดคำถามตามมาว่า การทำงานของทีมตำรวจชุดเจรจา ทำงานกันอย่างไรโดยไร้อาวุธและกองกำลังตำรวจเข้าจู่โจมทันที แต่ใช้เพียงคำพูดที่ทีมเจรจาและญาติคนสนิทหวังใช้ปลอบประโลมผ่านโทรโข่งให้ผู้ก่อเหตุยอมจำนน

           ในแวดวงตำรวจมีการฝึกหน่วยเจรจาอยู่เป็นระยะ ซึ่งมีกำหนดเป็นหลักสูตรเพื่อใช้ปฏิบัติภารกิจเจรจาต่อรองโดยเฉพาะ ไม่ใช่ทำกันเฉพาะหน้าแต่มีการฝึกฝนอยู่เป็นระยะ โดยมีหลักสูตรฝึกอบรมให้ตำรวจในสังกัดเป็นระยะ โดยกองบัญชาการศึกษา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ 

           พล.ต.ต.ศรกฤษณ์ แก้วผลึก รองผู้บัญชาการศึกษา (รองผบช.ศ.) อาจารย์หลักสูตรการบริหารเหตุการณ์วิกฤติและเจรจาต่อรอง ให้ข้อมูลว่า หลักสูตรการเจรจาต่อรองบุคคลในภาวะวิกฤติ เป็นหลักสูตรของหน่วยเอฟบีไอ ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งหน่วยงานตำรวจของไทยส่งบุคลากรตำรวจและนักจิตวิทยาจากกรมสุขภาพจิตไปเรียนรู้และนำกลับมาพัฒนาบุคลากรของไทย เพื่อสร้างมาตรฐานการทำงานด้วยความปลอดภัยสู่การเป็นมืออาชีพ ที่ศูนย์ฝึกอบรมยุทธวิธีตำรวจกลางหนองสาหร่าย อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ซึ่งมีการฝึกอบรมหลักสูตรนักเจรจามานานกว่า 3 ปี ปีละ 4 รุ่น ปัจจุบันมีตำรวจผ่านหลักสูตรนี้แล้ว 440 คน 

           “ผู้เข้าฝึกอบรมหลักสูตรบริหารเหตุการณ์วิกฤติและเจรจาต่อรอง แต่ละรุ่นจะคัดเลือกจากตำรวจทั่วประเทศรวม 40 คน เข้ามาฝึกอย่างเข้มข้น เป็นเวลา 5 วัน เพื่อเป็นนักเจรจาเรียนรู้ทั้งทฤษฎีในการใช้หลักจิตวิทยาเป็นเทคนิคช่วยในการเจรจาต่อรอง การเตรียมความพร้อมสภาพจิตใจของนักเจรจาไม่ให้เกิดการตื่นตระหนกไปกับเหตุการณ์สามารถควบคุมสถานการณ์ให้คลี่คลายได้เป็นอย่างดี” พล.ต.ต.ศรฤกษ์ กล่าว

           ในการฝึกหลักสูตรนี้จะไม่แบ่งตำแหน่งชั้นยศ ทุกคนเริ่มนับหนึ่งไปด้วยกัน โดยการคัดเลือกตำรวจจะคัดจากพื้นที่สถานีตำรวจที่มีความเสี่ยงสูงที่อาจเกิดเหตุอาชญากรรมสูง โดยเฉพาะพื้นที่หัวเมืองใหญ่และย่านแหล่งท่องเที่ยว ซึ่งจะได้นักเจรจาต่อรองเบื้องต้นไว้ในพื้นที่ทั่วประเทศกระจายออกไปเพื่อรองรับเหตุร้าย

           สถานการณ์วิกฤติส่วนใหญ่ที่มักจะเกิดขึ้น ถูกถอดบทเรียนนำมาใช้จำลองสถานการณ์ เป็นบททดสอบให้นักเจรจาฝึกหัดทดลองปฏิบัติจริง ถูกกำหนดให้ผู้เข้าฝึกอบรมในหลักสูตรนี้ได้ฝึกประสบการณ์ เหตุการณ์แรกคือคนเสพยาเสพติดแล้วเกิดอาการบ้าคลั่งใช้มีดจับตัวประกันไว้ ทีมเจรจาจะต้องดูปฏิกิริยาของผู้ก่อเหตุและตัวประกัน จนนำไปสู่การประเมินสถานการณ์ของทีม 

           วิธีการฝึกรูปแบบนี้ถูกถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น โดยนางวัลลี ธรรมโคสิทธิ์ นักจิตวิทยาคลินิก ที่ปรึกษาสถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ หนึ่งในทีมงานวิทยากรหลักสูตรบริหารเหตุการณ์วิกฤติและเจรจาต่อรอง ระบุว่า เทคนิคของนักเจรจาจะต้องมีสมาธิที่แน่วแน่ ก่อนจะเริ่มเจรจาให้หายใจเข้าลึกๆ เพิ่มออกซิเจนเข้าไปในร่างกายให้เยอะๆ เพื่อเรียกสมาธิและสติใช้เทคนิคทางหลักจิตวิทยาเข้าคลี่คลายสถานการณ์ โดยผ่านการพูดคุย ไร้ซึ่งการใช้กำลังหรืออาวุธเข้าควบคุมสถานการณ์ ซึ่งในทีมเจรจาต่อรองจะมี 5 คน ประกอบด้วย 1 หัวหน้าทีม ทำหน้าที่รับนโยบาย ร่วมประชุมผู้บัญชาการเหตุการณ์ ซึ่งเป็นผู้พิจารณาตัดสินใจการสั่งการทุกอย่างเพียงผู้เดียว เมื่อรับนโยบายมาจากผู้บัญชาการเหตุการณ์แล้ว ต้องนำคำสั่งนั้นมาบอกนักเจรจา เช่น หากสถานการณ์มีตัวประกันด้วย เมื่อผู้บัญชาการเหตุการณ์บอกมาว่าตัวประกันต้องปลอดภัย ทีมเจรจาต้องทำให้ตัวประกันรอดจากน้ำมือคนร้ายโดยไม่ได้รับบาดเจ็บ บุคคลที่ 2 ผู้เจรจาต่อรอง มีหน้าที่เจรจาต่อรองเพียงอย่างเดียว โดยในทีมต้องมีนักเจรจา 2 คน ทำไมจึงต้องมี 2 คน เพราะต้องผลัดกันคอยเจรจาเกลี้ยกล่อมหากคนแรกอยู่ระหว่างการเจรจาแต่สถานการณ์ยังไม่สู้ดีนัก นักเจรจาคนที่ 2 ต้องเตรียมแผนสำรองในการเจรจาเกลี้ยกล่อมสลับกันขึ้นมาพูด นักเจรจาไม่มีหน้าที่ตัดสินใจ มีหน้าที่พูดคุยเจรจาเกลี้ยกล่อมเพื่อช่วยเหลือผู้ก่อเหตุหรือตัวประกันเท่านั้น บุคคลที่ 3 คนเขียนกระดานประเมินสถานการณ์ “วินาทีต่อวินาที” คอยเขียนกระดานประเมินสถานการณ์ บันทึกประเด็นการเจรจาทั้งหมดที่เป็นคำพูดของนักเจรจา และคำพูดการตอบกลับของผู้ก่อเหตุ ต้องมีความสามารถถึงขั้นเชื่อมโยงตัวละครเหล่าทั้งหมดแล้ววางแผนกลยุทธ์ต่อ บุคคลที่ 4 นักจิตวิทยา คอยประเมินสถานการณ์ไปพร้อมกับทีมเจรจาต่อรอง นักจิตวิทยาต้องช่วยป้อนคำพูดตามหลักจิตวิทยาให้แก่นักเจรจาด้วย เพื่อระงับอารมณ์ของผู้ก่อเหตุให้คลายลง ให้เขาได้ระบาย และทำให้เขารู้สึกว่าเราเข้าใจเขาจนสามารถยอมจำนนได้ในที่สุด

           “นักเจรจาเหมือนเป็นคนเผชิญหน้า เขาต้องมีสติ อาจจะต้องระวังเรื่องการส่งผ่านข้อมูลการส่งสัญญาณรหัสลับ จะต้องทำให้เนียน ต้องดูลักษณะคนร้ายอาการยังไง ต้องคุยกับเขายังไง ต้องมีชั้นเชิง ตัวเราต้องทำตัวให้นิ่งสมาธิสติ เพราะฉะนั้นการเจรจาภาวะวิกฤติไม่จำเป็นต้องใช้ศิลปะในการพูดไม่จำเป็นต้องมีวาทศิลป์ คุณต้องเป็นนักฟังด้วยตาหูใจ ต้องฟังเป็น เข้าใจทักษะการฟังอย่างตั้งใจ ฟังเขาให้มากที่สุด และรู้ว่าตรงไหนควรทำยังไง ต้องผ่านการฝึกมากเลย ต้องประสานกับฝ่ายอื่นๆ ต้องรู้ชื่อประวัติผู้ก่อเหตุ ประวัติการเจ็บป่วยหรือการเข้ารับการรักษาทางจิตใจ มีคดีติดตัวหรือไม่ รายละเอียดประวัติตัวประกัน ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ต้องได้มาจากทางการข่าวให้ได้อย่างรวดเร็ว โดยประสานข้อมูลกับทีมบริหารเหตุการณ์” นางวัลลี กล่าว

           วิทยากรผู้ฝึกฝนทีมเจรจารายนี้ บอกด้วยว่า คำพูดของตัวประกันจะเป็นตัวกระตุ้นให้ผู้ก่อเหตุลงมือทำร้ายได้เสมอ การเข้าถึงอารมณ์ของผู้ก่อเหตุต้องเลือกใช้คำพูดที่ไม่ไปตอกย้ำจิตใจ แต่พูดเพื่อรักษาสัมพันธภาพให้ผู้ก่อเหตุหายเครียด เทคนิคการช่วยเหลือตัวประกันทั้งหมด ควรจะช่วยใครออกมาก่อนหรือหลัง ควรต่อรองใครออกมาก่อน ซึ่งมันมีเหตุมีผลการต่อรองโดยการเรียงลำดับ เด็ก คนป่วย คนแก่ออกมาก่อน นี่คือการต่อรอง อาวุธ อาวุธของคนร้ายมีอะไรบ้าง มีข้อเรียกร้องไหม เหตุการณ์ที่ 2 การใช้เครื่องมือสื่อสารในการพูดคุยระหว่างนักเจรจากับผู้ก่อเหตุ ซึ่งจะได้ยินแค่เสียงผ่านเครื่องมือสื่อสารว่า โธรว์โฟน (THROW PHONE) ซึ่งมี 2 เครื่องในประเทศไทย หรืออาจใช้วิทยุสื่อสาร ต้องใช้หลักการฟังสลับการพูด จังหวะคือสิ่งสำคัญ ถ้าผู้ก่อเหตุพูดหรือระบายทีมเจรจาต้องฟังพร้อมกับการวิเคราะห์สถานการณ์เพื่อใช้คำพูดโต้ตอบกลับ ถ้าเหตุการณ์เงียบเมื่อไหร่เราต้องพูดเจรจาต่อรอง เพื่อลดบรรยากาศความกดดันในภาวะความเงียบ เหตุการณ์ที่ 3 การเผชิญเหตุที่ใกล้กับผู้ก่อเหตุแต่ได้ยินแต่เสียง ซึ่งจะคล้ายกับเหตุการณ์ที่ 2 เช่น ผู้ก่อเหตุอาจจะปิดตัวอยู่ในห้องล็อกประตูแน่นหนา สิ่งที่ที
มเจรจาควรทำทันทีคือ ต้องหาข้อมูลบรรยากาศรอบนอกของคนก่อเหตุว่ามีความเสี่ยงมากน้อยแค่ไหนที่เขาอาจมีอาวุธพร้อมก่อเหตุได้เสมอ เพื่อนำไปสู่การประเมินคัดกรองออกมาเป็นคำพูดในการเจรจาเกลี้ยกล่อม และเหตุการณ์ที่ 4 เอาตัวเองเป็นตัวประกัน ทางจิตวิทยาเรียกว่า บุคคลที่สูญเสียทุกอย่าง เริ่มจากการสะสมความเครียด ไม่มีที่พึ่ง จะหาทางออกโดยการปลิดชีพตนเอง ในหัวของเขาจะไม่มีหลักการเหตุและผลมารองรับ มีความคิดเดียวคือต้องตาย ฉะนั้นนักเจรจาต้องลดอารมณ์ความเครียด อาจใช้เวลานานหลายชั่วโมง แต่ก็ต้องจัดการกับความรู้สึกของเขาผ่านการระบาย เหมือนยกภูเขาออกจากอก

           “ความจริงใจสำคัญที่สุด การเจรจาต่อรองก็ไม่ได้ระบุว่าจะสามารถคลี่คลายสถานการณ์ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์เสมอไป การเจรจาไม่ใช่สักแต่ว่าพูด ไม่จำเป็นต้องเอาคนพูดเพราะ แต่ถ้าจริงใจ รู้เทคนิค รู้จักฟัง ข้อมูลบวกลบของคนร้าย ไม่ควรใช้คำพูดตำหนิผู้ก่อเหตุ เช่นคำว่า ถ้าคุณจากไปแล้วคิดว่าจะไม่ทิ้งปัญหาให้คนอื่นหรือ เป็นต้น เหมือนเป็นการตอกย้ำการกระทำสถานการณ์ยิ่งแย่ลง สิ่งเหล่านี้มันมีทักษะที่จะสะท้อนความรู้สึกของเขากับเราให้สานสัมพันธภาพที่ดีให้เกิดขึ้นพูดง่ายๆ คือให้เขาเชื่อในเราว่าเขายังมีเราเป็นที่พึ่งได้ เช่น เราเข้าใจว่าคุณเครียด คุณคงไม่สบายใจ เป็นต้น พูดให้เข้าใจความรู้สึกเขา เขาก็อาจจะหันมาหาเรา ถามว่าญาติหรือคนสนิท หรือนักจิตวิทยาเรียกว่า บุคคลที่สาม สามารถเจรจาต่อรองได้ไหม การใช้บุคคลที่สามตามหลักการเจรจาไม่นิยมใช้ เพราะยังไม่เห็นความสำคัญในการใช้ นอกจากว่าเมื่อถึงจุดหนึ่งที่จำเป็นต้องใช้ ทีมเจรจาต้องทำความเข้าใจเตรียมคำพูดให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน หากเห็นว่าไม่ได้ผลต้องเอาออกทันที” นางวัลลี ระบุ

           ด้าน พ.ต.ต.เอกรัฐ สุจริต สวป.สภ.พัฒนานิคม จ.ลพบุรี ผู้เข้ารับการฝึกอบรมตามหลักสูตรการเจรจาต่อรองบุคคลในภาวะวิกฤติ สะท้อนถึงเหตุรุนแรงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ที่ตนรับผิดชอบ ซึ่งเป็นย่านที่มีผู้คนพลุกพล่านและมีเหตุอาชญากรรมบ่อยครั้ง จึงเข้ารับการฝึกด้วยความสมัครใจเพื่อเปิดรับประสบการณ์อีกหนึ่งยุทธวิธีที่จะช่วยเหลือประชาชนให้ปลอดภัยจากสถานการณ์วิกฤติที่อาจจะเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา 

           หลักสูตรบริหารสถานการณ์วิกฤติและเจรจาต่อรอง อยู่ในแผนงานของกองบัญชาการศึกษา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยถูกกำหนดให้มีการจัดฝึกอบรมให้แก่ตำรวจในสังกัดตลอดทั้งปี ปีละ 4 รุ่น โดยจะฝึกฝนไปเรื่อยๆ ไม่มีกำหนดจะสิ้นสุดการฝึกอบรม ตั้งเป้าจะฝึกให้ทุกโรงพักมีตำรวจนักเจรจาไว้ปฏิบัติภารกิจบริหารสถานการณ์วิกฤติและเจรจาต่อรอง เพื่อลดความสูญเสียจากเหตุร้าย โดยเฉพาะสถานการณ์วิกฤติจี้ตัวประกัน