
ไทยกับขบวนการ‘ค้าชีวิต’
ไทยกับขบวนการ‘ค้าชีวิต’ : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 8 มิถุนายน 2559
สร้างความตื่นตะลึงทั้งในระดับสังคมไทย และสังคมโลกไม่น้อยทีเดียว กับข่าวการตรวจค้น จนพบซากลูกเสือโคร่งจำนวนมาก และหมีขอ พร้อมเครื่องรางของขลังที่ทำมาจากซากเสือที่เชื่อกันว่าน่าจะโยงใยกับเสืออีก 147 ตัวซึ่งทยอยขนออกจากวัดหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี หรือที่รู้จักกันในนาม "วัดเสือ” ไปเลี้ยงไว้ที่สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าเขาประทับช้าง และสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าเขาสน อ.จอมบึง จ.ราชบุรี ก็เพราะด้วยเหตุที่ว่า การค้นพบซากสัตว์ป่ามากมายเช่นนั้น เป็นเรื่องยากที่จะอธิบายให้สังคมคิดเป็นอื่นได้ แม้ว่า บรรดาผู้ดูแลจะยืนยันว่า ลูกเสือตายลงระหว่างคลอด หรือสุขภาพไม่แข็งแรงก็ตามที หากแต่ข้อสันนิษฐานที่ว่า เรื่องนี้ทำกันอย่างเป็นขบวนการ และอาจจะมีความไม่ชอบมาพากลอยู่อีกมาก ยังน่าเชื่อถือเสียกว่า
เรื่องนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อปี 2544 โดยกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธ์พืช ได้นำเสือของกลางจำนวน 7 ตัวไปฝากไว้กับวัดหลวงตามหาบัว จากนั้นเสือก็เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ จากการผสมพันธุ์ จนมีจำนวนล่าสุด 147 ตัว อย่างไรก็ตาม มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า เสือสามารถให้ลูกได้ครั้งละ 3-4 ตัว ระยะเวลานานถึง 15 ปี จึงน่าจะมีเสือในการดูแลของวัดมากกว่า 147 ตัว นี่จึงเป็นข้อสงสัยหนึ่งว่า มีเสือหายหรือไม่ อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้เหมือนความวัวไม่ทันหาย ความควายเข้ามาแทรก เพราะนอกจากการค้นพบซากลูกเสือแล้ว ไม่กี่วันต่อมา เจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจค้นบ้านแห่งหนึ่งใน อ.ไทรโยค ก็พบเสือเบงกอลโตเต็มวัยอีกหลายตัว และเชื่อว่า จะเชื่อมโยงกับเสือในวัดจำนวน 147 ตัว
เมื่อมีเค้าว่าการเลี้ยงดูเสือในวัดอาจมีความไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้น จึงมีข้อมูลอีกชุดหนึ่งถูกเปิดเผยตามมา ซึ่งไม่ว่าจะเกี่ยวข้องกับวัดนี้หรือไม่ ก็น่าสนใจไม่น้อยทีเดียว อย่างเช่นที่ว่า เส้นทางการขนย้ายเสือโคร่งเบงกอลของขบวนการค้าเสือ เริ่มจากต้นทางที่ประเทศพม่า ลักลอบนำเข้ามาทาง อ.แม่สอด จ.ตาก จากนั้นส่งต่อไปทางภาคอีสาน เข้าลาวและเวียดนาม โดยมีจุดหมายปลายทางอยู่ที่ประเทศจีน อีกเส้นทางหนึ่งลักลอบนำเข้ามาทางด่านสิงขร จ.ประจวบคีรีขันธ์ ส่งไปทางภาคอีสาน ลาว และเวียดนามโดยมีตลาดการค้าอยู่ที่ประเทศจีนเช่นกัน ทั้งนี้ ตามข้อมูลระบุว่า อวัยวะของเสือมีราคาแพง ยั่วยวนให้เกิดขบวนการค้าเสือขึ้น โดยเฉพาะเมื่อตลาดประเทศจีนนิยม "เปิบพิสดาร” สร้างดีมานด์ และซัพพลายในตลาดเถื่อนไม่หยุดหย่อน
หลายปีที่ผ่านมา องค์กรเอกชนและภาครัฐของไทย ได้เล่นบทนำ เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงต่อต้านปราบปรามการลักลอบค้าสัตว์ป่ามาอย่างต่อเนื่อง สังเกตได้จากการจับกุมของกรมศุลกากรที่มีให้เห็นแทบไม่เว้นวัน ซึ่งกรณีนี้ ก็น่าจะได้รับคำนิยมยกย่องจากนานาชาติ หากแต่เมื่อเกิดกรณีย้ายเสือ จนพบซากเสือจำนวนมาก ก็เกิดข้อสงสัยขึ้นทันทีถึงความเอาจริงเอาจังในการปราบปราม ที่อาจจะเป็นการดำเนินการแต่เพียงหน้าฉากเท่านั้น แต่ลับหลังคงปล่อยให้ลักลอบค้าขายกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน คำประกาศของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้ปราบปรามขบวนการค้าสัตว์ป่าอย่างเด็ดขาด ก็อาจจะมีผู้สนองตอบแบบไฟไหม้ฟางพอเป็นพิธี นี่ก็จะเป็นอีกครั้งหนึ่งซึ่งจะพิสูจน์ให้เห็นว่า ประเทศไทยจะรอให้ถูกสังคมโลกกดดัน เหมือนเช่นกรณีค้ามนุษย์อีกหรือไม่



