คอลัมนิสต์

ผ่าทางตันคดีธัมมชโย

ผ่าทางตันคดีธัมมชโย

07 มิ.ย. 2559

ผ่าทางตันคดีธัมมชโย : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 7-8 มิถุนายน 2559

           การประชุมร่วมฝ่ายต่างๆ อันประกอบไปด้วย พระเทพรัตนสุธี เจ้าอาวาสวัดเขียนเขต ในฐานะเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี เป็นคนกลาง ประสานกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และสำนักงานพระพุทธศาสนาฯ (พศ.) เพื่อหาข้อยุติให้พระเทพญาณมหามุนี หรือพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย เข้ามอบตัวรับทราบข้อกล่าวหาสมคบกันฟอกเงิน ร่วมกันฟอกเงิน และร่วมกันรับของโจร หลังจากศาลอาญาอนุมัติหมายจับไปแล้วตั้งแต่วันที่ 26 พฤษภาคม ที่ผ่านมา แต่ทางวัดพระธรรมกายก็ผัดผ่อนมาตลอด ด้วยเหตุผลที่ว่า พระธัมมชโยกำลังอาพาธ โดยที่ประชุมต้องเลื่อนออกไปอีกครั้งเป็นสัปดาห์หน้า วันที่ 14 มิถุนายน ซึ่งก็ไม่ได้ผิดไปจากความคาดหมายเท่าไรนัก เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่า เรืองนี้ไม่ใช่จะหาทางออกกันได้ง่ายๆ

           ระหว่างการเจรจามีข่าวออกมาว่า ทางวัดพระธรรมกายได้ยื่นเงื่อนไขที่สำคัญที่สุดก็คือ พระธัมมชโยจะได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวเพื่อเป็นหลักประกันว่า ปลายทางจะไม่ไปถึงจุดที่ทั้งเจ้าอาวาสและชาวคณะวัดพระธรรมกายหวั่นเกรงว่าจะเกิดขึ้น โดยมองว่าการดำเนินการมีการเมืองแอบแฝง เพื่อจัดการกับวัดพระธรรมกาย ขณะเดียวกันทางอาณาจักรหรือฝ่ายปกครองทางโลก คือรัฐบาล แม้ในทางหนึ่งจะแสดงความห่วงใยว่าจะเกิดเหตุการณ์เผชิญหน้าอันจะนำไปสู่ความรุนแรงขึ้นได้ แต่ในอีกด้านหนึ่งนั้น พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ซึ่งกำกับดูแลดีเอสไอ ก็ยืนกรานเสมอมาว่า จะดำเนินการตามกฎหมาย เมื่อพระธัมมชโยไม่มอบตัวก็ต้องจับกุม แต่เมื่อรัฐบาลไม่สามารถใช้มาตรการเด็ดขาดได้ การเจรจาย่อมเป็นอีกทางออกหนึ่ง

           อย่างไรก็ตาม มีผู้ตั้งข้อสังเกตกันว่า คดีทุจริตสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ที่พระธัมมชโยตกเป็นผู้ต้องหาด้วยนั้น จะย้อนรอยกลับไปเหมือนคดียักที่ดินวัดพระธรรมกายที่อัยการสั่งไม่ฟ้องเมื่อปี 2549 หรือไม่ โดยให้เหตุผลว่า พระธัมมชโยไม่มีเจตนาที่จะยักยอกที่ดินของวัด เนื่องจากพระธัมมชโยได้โอนที่ดินซึ่งเคยเป็นเจ้าของในโฉนดของวัดคืนให้วัด เมื่อเทียบเคียงกับคดีสหกรณ์ ที่พระธัมมชโยได้คืนเงินให้สหกรณ์ไปแล้วจำนวนประมาณ 600 ล้านบาท จากที่สหกรณ์บริจาคมา 684 ล้านบาท ซึ่งถ้าหากเทียบเคียงกับคดียักยอกที่ดินก็อาจสรุปได้ว่า เมื่อคืนเงินแล้วก็ถือว่า พระธัมมชโยไม่มีเจตนายักยอกเงินจำนวนนั้น ซึ่งฝ่ายวัดพระธรรมกายก็สามารถหยิบยกขึ้นมาเป็นข้อต่อสู้ และอัยการก็อาจจะสั่งไม่ฟ้องได้เช่นกัน

           กระนั้น การประชุมเจรจาของฝ่ายต่างๆ ก็คงยังเดินหน้าต่อไป ดังเช่นที่ได้เลื่อนนัดออกไปเป็นวันที่ 14 มิถุนายน แต่สิ่งสำคัญที่ฝ่ายเจรจาจะต้องไม่ลืมก็คือ พระธัมมชโยเป็นผู้ถูกกล่าวหาที่ถูกออกหมายจับโดยศาลอาญา และสังคมก็เฝ้าดูอยู่ว่า กระบวนการยุติธรรมจะดำเนินต่อไปอย่างไร คดีจะจบลงแบบมวยล้มต้มคนดูหรือไม่ สิ่งสำคัญที่ทุกฝ่ายพึงระมัดระวังก็คือ เมื่อศาลได้ออกหมายจับแล้ว เจ้าหน้าที่รัฐก็จำเป็นต้องผดุงไว้ซึ่งกระบวนการยุติธรรม ช่องทางอื่นๆ ที่กำลังอยู่ระหว่างการเจรจานั้น เป็นแต่เพียงการหาทางออกเพื่อให้ผู้ต้องหาเข้าสู่กระบวนการโดยไม่กระทบกระทั่งกันขึ้น ไม่ควรเป็นทางออกอื่นที่จะทำลายมาตรฐานยุติธรรม