
ศรัทธาต่อองค์กรสงฆ์
ศรัทธาต่อองค์กรสงฆ์ : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 3 มิถุนายน 2559
การขึ้นป้ายบริเวณประตูทางเข้าออกวัดพระธรรมกายเอาไว้ว่า “วัดพระธรรมกายเป็นพุทธสถานเพื่อการปฏิบัติธรรม ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองใดๆ ทั้งสิ้น” หาใช่หลักประกันอันใดว่าจะไม่มีกิจกรรมเช่นนั้นแฝงฝัง เพราะว่ากันตามหลักธรรมแล้ว กรรมย่อมเกิดจากการกระทำ หรือกรรมส่อเจตนา ซึ่งที่ผ่านมาทั้งเหตุการณ์ในอดีตเมื่อหลายทศวรรษก่อน กระทั่งถึงห้วงเวลาแห่งวิบากกรรมของพระเทพญาณมหามุนี หรือพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย คำรบ 2 ที่โดนกล่าวหาว่ากระทำผิดทั้งทางโลกและทางธรรมนั้น มีสิ่งหนึ่งซึ่งสามารถแลเห็นได้ว่า เป็นการกระทำที่เป็นขบวนการ หรือจะเรียกว่าเป็นระบบบริหารจัดการก็ได้เกิดขึ้นอย่างเสมอต้นเสมอปลาย และสะท้อนถึงการเตรียมการเอาไว้เป็นอย่างดี แม้วัดพระธรรมกายจะปฏิเสธแข็งขันว่าไม่มีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง หากแต่ยิ่งนานวัน ทุกฝ่ายยิ่งต้องระมัดระวัง ไม่ให้สิ่งที่วัดบอกปัดนั้น สร้างความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง
ข้อสังเกตของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. ก็น่าสนใจไม่น้อยเกี่ยวกับยุทธภัณฑ์ที่เจ้าหน้าที่วัดพระธรรมกายนำมาใช้ปกป้องเจ้าอาวาส กระเดียดไปทางแนวบังเกอร์ที่เคยถูกใช้ในช่วงการเผชิญหน้าทางการเมืองเมื่อปี 2553 ซึ่งประเด็นนี้ ยิ่งทำให้สังคมคิดคล้อยมากขึ้นได้ว่า ลึกๆแล้ววัดพระธรรมกาย และสาขาต่างๆ ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ เป็นเครือข่ายทางการเมืองของกลุ่มอำนาจขั้วหนึ่งหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อรัฐบาล และคสช.ดูจะเอาการเอางานกับความพยายามสลายขั้วการเมืองฝ่ายตรงข้าม ก็ยิ่งสร้างความระส่ำระสายให้แก่กลุ่มการเมืองนั้น ไม่เว้นแม้แต่พระผู้ใหญ่ในมหาเถรสมาคม ที่เคยถูกผูกโยงว่า เป็นพวกพระธัมมชโย ก็กำลังประสบปัญหาการตรวจสอบจากอำนาจรัฐอยู่ด้วยเฉกเช่นเดียวกัน เมื่ออดีตนายกฯ อย่าง พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เข้าไปพบก็ยิ่งทำให้ผู้คนคิดกันไปต่างๆ นานา
ในอีกด้านหนึ่ง วัดพระธรรมกายก็กำลังใช้สงครามข่าวสารเข้ามาเป็นเกราะกำบังที่ยิ่งนานวันก็ยิ่งเข้มข้นขึ้นเป็นลำดับ ไม่ว่าจะเป็นการเปิดแถลงข่าวอย่างเป็นทางการผ่านเครือข่ายสื่อของวัดที่ถูกวางเอาไว้อย่างเหนียวแน่น ทั่วถึงทุกซอกทุกมุมของโลก การถ่ายทอดภาพให้บุคคลภายนอกได้เห็นอาการป่วยของพระธัมมชโยที่ยังไม่มีคนภายนอกคนใดได้เห็นตัวจริงมานานแล้ว ก็เป็นการต่อสู้ด้วยข่าวสารในแบบที่วัดพระธรรมกายเจนจัด ซึ่งนี่ยังไม่รวมถึงการเคลื่อนไหวของวัดสาขาทั่วประเทศ ที่เริ่มขยับให้เห็นกันชัดเจนมากขึ้นเป็นลำดับ อย่างเช่น การที่พระต่างจังหวัดเดินทางมารวมตัวกันที่วัดพระธรรมกายจำนวนมาก ซึ่งนั่นจะเป็นอื่นไปไม่ได้นอกเสียจากการแสดงพลังเพื่อกดดันกลับไปยังกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ)ในฐานะโจทก์แห่งคดี ซึ่งบางทีอาจเป็นไปเพื่อต่อรองก็เป็นได้
การส่งสัญญาณจากนายกรัฐมนตรีในทำนองประชดประชันที่ว่า ถึงอย่างไรก็คงจะจับพระธัมมชโยได้ในชาตินี้ ก็เพราะไม่อยากจะเห็นปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่อันสุ่มเสี่ยงจะเกิดความสูญเสีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อทางวัดได้ระดมพระ และผู้คนเข้ามาในกำแพงจนกลายเป็นเกราะกำบังอันแข็งแกร่งยิ่งกว่าวัตถุอย่างลวดหนาม และรถแบ็กโฮอย่างเทียบกันไม่ได้ ก็ชัดเจนว่า นับจากนี้ ดีเอสไอจะเข้าจับกุมพระธัมมชโยไม่ได้ง่ายๆ แน่ ปัญหาจึงอยู่ที่ว่า เมื่อคดีเดินหน้าต่อไปไม่ได้แล้วจะทำอย่างไร ทางหนึ่งซึ่งมีผู้เสนอเอาไว้ก็คือ ให้ตั้งคณะศาลสงฆ์ขึ้นมาเพื่อพิจารณาความผิดอาบัติปาราชิก ซึ่งก็ต้องเป็นไปตามขั้นตอนการปกครองของคณะสงฆ์ กรณีนี้ก็จะเป็นเครื่องพิสูจน์ความเที่ยงธรรมของศาสนจักรไปในเวลาเดียวกัน ซึ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้น ก็จะสะท้อนสู่ความศรัทธาที่มีต่อวงการสงฆ์ไม่เลือกเหล่านิกายใด



