คอลัมนิสต์

บทเรียนสุดท้าย?

บทเรียนสุดท้าย?

02 มิ.ย. 2559

บทเรียนสุดท้าย? : กระดานความคิด โดยคนที วิถีไทย

            พายุฤดูร้อนเมื่อช่วงบ่ายถึงค่ำในวันสิ้นเดือนเมษายนต่อต้นเดือนพฤษภาคม พัดกระหน่ำสร้างความเสียหายย่อยยับให้แก่หลายพื้นที่ในจังหวัดภาคกลางอย่างที่ไม่เคยเกิดมาก่อน บางคนบอกว่า หนักสุดในรอบ 40 ปี บ้างก็ว่า 60 ปีเลยทีเดียว

            นอกจากความวิบัติกับพืชพันธ์ุที่พายุนำมายัดเยียดให้แล้ว พละกำลังมหาศาลของแรงลม ที่ได้บิดและหักต้นไม้ขนาดใหญ่โค่นลงราวกับมียักษ์อสุรกายมาเด็ดถอนขึ้นจากดินเป็นว่าเล่น ยังนำมาซึ่งความหวาดวิตกถึงเหตุอาเพศอันอาจจะเกิดขึ้นซ้ำเติมความแห้งแล้งยาวนาน ซึ่งดำเนินติดต่อกันมาถึง 3 ปีซ้อน หรือในทางกลับกัน ฝนฟ้าอาจตกหนักอย่างบ้าคลั่ง อ่างเก็บน้ำหมดสมรรถภาพเพียงพอรองรับ ย้อนกลับไปเป็นดังเช่นมหาอุทกภัยปี 2554 ก็เป็นได้

            กรมอุตุนิยมวิทยาประกาศเริ่มต้นฤดูฝนเมื่อไม่นานมานี้ ตามหลักวิชาการ ซึ่งวัดกันด้วยกระแสลมจากทิศตะวันตกเฉียงใต้อย่างที่คนไทยทุกคนที่เข้าระบบโรงเรียนรับรู้จากครูวิชาภูมิศาสตร์กันมาแต่เด็ก ผิดจากนั้นล้วนเป็นพายุฤดูร้อนแทบทั้งสิ้น หากแต่ฝนแรก อันเสมือนสัญญาณให้ชาวนาเริ่มต้นเพาะกล้าปักดำนั้น กรมชลประทานอีกหน่วยงานซึ่งทำงานประสานรับลูกจากฝ่ายพยากรณ์อากาศบอกว่า ระยะแรกนี้เป็นช่วงของการกักเก็บน้ำต้นทุนให้เขื่อนต่างๆ หมายความว่า ถ้าใครจะเร่งลงมือเพาะปลูกก็ต้องผูกปิ่นโตกับเทวดาฟ้าดินเท่านั้น ระบบชลประทานยังไม่สามารถเอื้อน้ำให้ได้

            ตามคาดการณ์ของผู้เชี่ยวชาญด้านอากาศคาดหมายกันว่า หน้าฝนปีนี้น้ำท่าจะสมบูรณ์ดี หรือบางทีอาจจะมากสักหน่อย อย่างที่วิเคราะห์ปรากฏการณ์อากาศของโลกว่า จะเกิดเอลนิีโญ ฝนหนัก น้ำหลาก ไปจนถึงบ่าท้น

            เกษตรกรผู้ชินชากับภัยธรรมชาติทั้งน้ำท่วมและน้ำแล้งเริ่มจะทำใจว่า ถึงอย่างไรปีนี้ก็ไม่อาจจะคาดหวังได้ว่า ผลผลิตจะได้เป็นกอบเป็นกำพอลืมตาอ้าปาก หรือเจียดไปใช้หนี้ที่พอกพูนขึ้นมาจากความวิบัติดต่อกันมา 3 ปีได้ เพราะถ้าฝนมากก็จะถูกเก็บกักไว้ในระบบชลประทานภายใต้กิจกรรมที่รัฐเป็นเจ้าของ ที่เรียกขานกันว่า “บริหารจัดการ” หรือถ้ามากเกินไป เขื่อนต่างๆ ก็คงจะระบายน้ำจากอ่างออกมาเกินพอดีกับภาคผลิตธัญญาหาร ผลลัพธ์ก็คือ ท่วมท้นท้องทุ่งเหมือนที่ผ่านๆ มาซ้ำแล้วซ้ำอีก

            อุตุนิยมวิทยาบอกไว้ประมาณว่า เมื่อเข้าหน้าฝนแล้ว น้ำประทานจากฟ้าก็จะตกลงมาพอให้ได้รู้ว่า ประเทศไทยยังมี 3 ฤดูกาล จากนั้นก็จะทิ้งช่วงไปจนถึงกลางปี แล้วค่อยลุ้นกันอีกทีกับมรสุมจรที่จะพัดผ่านมาทางภาคตะวันออก

            หลายคนเห็นสายฝนโปรยปรายลงมาอาจเบาใจว่า ประเทศไทยกำลังจะผ่านพ้นภัยแล้งในไม่ช้า (แม้คนในเมืองใหญ่ๆ อาจจะบ่นบ้างว่า น่าเบื่อที่ต้องเผชิญทุกข์น้ำท่วม รถติด)

            แต่ความจริงเรื่องการกักเก็บน้ำต้นทุนยังไม่ค่อยจะมีใครพูดถึงมากสักเท่าไรว่า ระดับน้ำในเขื่อนต่างๆ ที่ลดลงเหลือขอดก้นอ่างนั้น จะต้องใช้เวลาสักเพียงใดจึงจะมีน้ำฝนมาเติมให้กลับไปอยู่ในระดับที่ปลอดภัย และหยุดยั้งวิกฤติการณ์ในอีกหลายปีข้างหน้าหรือตลอดไปได้ด้วย

            เมื่อครั้งที่เขื่อนศรีนครินทร์ ที่มีอ่างเก็บน้ำใหญ่ที่สุดของประเทศกว่า 1.7 หมื่นล้านลูกบาศก์เมตร ตั้งอยู่ที่กาญจนบุรี สร้างเสร็จใหม่ ต้องใช้เวลาอยู่นานโขกว่าน้ำในอ่างจะสำรองถึงระดับต้นทุนที่พอดี ในครั้งกระนั้นได้สร้างความเสียหายต่อระบบนิเวศที่รายรอบและท้ายน้ำอยู่ไม่น้อย

            เช่นเดียวกับที่กำลังทยอยเกิดกับอีกหลายๆ ลุ่มน้ำในปีนี้ ทั้งน้ำเค็มจากทะเลหนุนสูง ถนนหนทางพังทลาย เพราะขาดแรงดันสายน้ำอุ้มโอบพยุงตัว สัตว์น้ำชายฝั่งได้รับผลกระทบไปตามกัน

            น่าสงสัยว่า การฟื้นฟูสภาพความเสียหายจากภัยแล้งยาวนาน ที่กระทบต่อระบบนิเวศเป็นลูกโซ่ อาจไม่ใช่เรื่องง่ายเพียงแค่ฝนเดียว

            ซ้ำร้ายถ้าเกิดเหตุพลิกผัน ประมาณการผิดถนัด เอลนีโญไม่มี ฝนฟ้าไม่มา น้ำท่าเหือดหาย นี่คือบทสุดท้าย ที่ไม่แน่ว่า ธรรมชาติจะให้โอกาสมวลมนุษย์ได้แก้ตัวอีกสักครั้งหรือไม่